ตอนที่ 164 ต้นไม้ประหลาด
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
พลังสนับสนุนของเฟิร์สไม่ได้ใช้ทักษะของตนเองออกมาตรงๆ แต่เขาได้ใช้พลังอักขระผสมเข้ากับทักษะที่ใช้เข็มสลักลงบนกายเนื้อ จึงทำให้พลังของมันเพียงพอที่จะต่อต้านสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้
เพราะต้องไม่ลืมว่าขั้นพลังบ่มเพาะของเฟิร์สยังอยู่แค่ดาราแดงหนึ่งแฉกเท่านั้น ขั้นพลังเพียงเท่านี้คงจะไม่เพียงพอที่จะใช้ในอบิสสีแดงระดับสูง เขาจึงนำพลังอักขระเข้ามาช่วยเสริม
“ผมขอรับความหวังดีของคุณไว้ก็แล้วกัน หากผมเสร็จธุระกับที่นี่เมื่อไหร่จะรีบติดต่อให้พวกคุณส่งหน่วยเก็บเกี่ยวมาทันที และหากผมสามารถหาสมุนไพรตามออเดอร์ได้ครบผมก็จะมอบให้พวกคุณเช่นกัน”
ทันทีที่กล่าวจบเด็กหนุ่มก็ก้าวออกไปก้าวหนึ่งแล้วหายวับไปในทันที
ทิ้งให้ชายวัยกลางคนคนนั้นยืนอยู่เพียงผู้เดียว มิหนำซ้ำเขายังไม่ทราบเลยด้วยซ้ำว่าเด็กหนุ่มเดินทางไปยังทิศทางใด
“เขาร้ายกาจมากจริงๆ สมแล้วที่ถูกคาดหวังว่าเป็นแรงค์ SSS คนต่อไป”
สำหรับแคลนในตอนนี้มีหน้าที่สนองความต้องการของเฟิร์สเท่านั้น เพราะอย่างไรก็ตาม การที่เฟิร์สเข้ามากวาดล้างอบิสแห่งนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คงไม่พ้นแคลนอยู่ดี
เฟิร์สเดินทางจากมาและสำรวจพื้นที่โดยรอบ เขาพบว่านอกจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายแล้ว มันยังปรากฏมอนสเตอร์ที่โหดเหี้ยมอยู่อีกด้วย
ดวงตาของเด็กหนุ่มหรี่แคบลงเมื่อพบมอนสเตอร์ตัวหนึ่งข้างหน้า
มันคือมอนสเตอร์ที่หน้าตาเหมือนสัตว์ประหลาดที่มีผิวหนังเป็นหิน พื้นผิวมีรอยแยกที่มองเห็นของเหลวอันร้อนแรงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา รูปร่างของมันสูงใหญ่ไม่ต่างไปจากตึกเจ็ดชั้น
ในทุกครั้งที่มันขยับตัวอากาศจะเกิดเปลวไฟลุกท่วม
“ตามรายงานที่ฉันได้รับมา หากมอนสเตอร์ชนิดรวมกันเป็นกลุ่ม มันจะเกิดพื้นที่ความร้อนเป็นนรกแห่งเปลวเพลิงทำให้ความสามารถของมันเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว” เฟิร์สคิดถึงข้อมูลที่ได้รับมา
เดิมทีมอนสเตอร์ที่อยู่ที่ก็มีพลังรบระดับแรงค์ S เป็นอย่างน้อยอยู่แล้ว เมื่อต่อสู้เป็นกลุ่มเพลิงความร้อนจะช่วยประสิทธิภาพของมันทำให้มีความร้ายกาจไม่ต่างไปจากแรงค์ S+ เลย
ในรายงานยังไม่พบตัวของราชาหรือนางพญา เพราะที่นี่กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก และเป้าหมายของภารกิจคือขัดขวางไม่ให้มอนสเตอร์โจมตีประตูอบิสเท่านั้น
การลดจำนวนมอนสเตอร์และปิดบังตำแหน่งของประตูอบิสคือเรื่องที่เหล่าเวเนเตอร์ทำ
ซึ่งพวกเขาคาดว่าหากต้องเผชิญหน้ากับราชามอนสเตอร์แล้ว เมื่อมันอยู่กับเหล่าบริวารพลังรบของมันจะต้องไม่ต่ำไปกว่าแรงค์ SS หรือ SS+ อย่างแน่นอน
เพราะเหตุนี้ถึงทำให้แคลนที่มีเวเนเตอร์แรงค์ SS ก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามกวาดล้างอบิสแห่งนี้ซึ่งๆ หน้า
“ฉันมาที่นี่เพื่อฝึกฝนกายากระบี่ขั้นสูง การเปิดจุดชีพจรยุทธอีกสี่สิบสี่จุดที่เหลือเป็นเรื่องที่ฉันต้องทำให้สำเร็จในครั้งนี้ให้ได้ บางทีแค่มอนสเตอร์แรงค์ S ธรรมดาอาจจะไม่เพียงพอ หากหาที่อยู่ในการรวมตัวของมันได้คงจะดีไม่น้อย ... ช่างเถอะ ตอนนี้ลองต่อสู้กับมันดูหน่อยก็แล้วกัน” เฟิร์สเอ่ยพึมพำ
จุดประสงค์การลงเทรดในครั้งนี้เพราะเขาต้องการทะลวงการฝึกฝนกายากระบี่ขั้นสูงภายในครั้งเดียว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะฝึกฝนอยู่ที่นี่เป็นเวลาที่นานพอดู
“เริ่มเลยละกัน”
ทันทีที่กล่าวจบร่างในชุดสูทสีขาวก็ร่อนลงไปที่มอนสเตอร์ตัวนั้น
กรรจ์
มอนสเตอร์ตัวนี้จับได้ว่ามีผู้บุกรุกถิ่นของมัน เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยไอของเปลวเพลิงก็ดังสนั่นกึกก้องขึ้นมาทันที
มือยักษ์ของมันพุ่งออกไปยังตำแหน่งที่เฟิร์สร่อนลงมา อำนาจเปลวเพลิงลุกโชนไปตามการเคลื่อนไหวจนทำให้ไม่ต่างไปจากระเบิดเพลิงทำลายล้าง อุณหภูมิรอบด้านพุ่งขึ้นถึงขีดสุดทันที
จิตสังหารที่มากล้นพวยพุ่งไปทางเฟิร์สราวกับสึนามิที่โหมกระหน่ำ จิตสังหารน่าสะพรึงกลัวที่เลือดเย็นจนทำให้ผู้คนหายใจติดขัดแพร่กระจายออกมาอย่างมากมายมหาศาล นี่คือความร้ายกาจของมอนสเตอร์อบิสสีแดงระดับสูง
ตูม!
ร่างของเฟิร์สถูกเปลวเพลิงกลืนกินเข้าไป แต่ทว่าร่างนั้นกลับเป็นเพียงร่างเงาที่ไร้ตัวตนเท่านั้น
เฟิร์สเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก ภายในร่างกายกำลังโคจรตามวิถีของมอนสเตอร์ทำให้พลังสปีริตรอบข้างถูกดูดซับเข้ามาราวกับสายน้ำที่ไหลเข้าสู่ห้วงทะเล
“เวลานี้แหละ!” ดวงตาของเขาสว่างขึ้น
วินาทีนั้นเฟิร์สออกกระบี่ด้วยดัชนี ร่างปรากฏอีกครั้งที่บริเวณกลางอกของมอนสเตอร์ตัวยักษ์ สะบัดมือครั้งหนึ่งแล้วดัชนีกระบี่ที่ไร้รูปร่างจนยากที่สายตาจะตระหนักถึงก็ได้ปกคลุมจุดตายของมอนสเตอร์ตัวนี้เอาไว้
เวลาเดียวกันนั้นเองภายในร่างก็ได้รวบรวมพลังสปีริตทั้งหมดที่ดึงดูดเข้ามา มุ่งหมายทะลวงไปที่จุดหนึ่งบนร่างกายอย่างรุนแรง
โครม!
เสียงดังสนั่นเกิดขึ้นแทบจะพร้อมกัน
หนึ่งคือเสียงภายนอกที่เกิดจากดัชนีกระบี่ทิ่มแทงมอนสเตอร์ในระยะประชิด ส่วนอีกหนึ่งคือการโจมตีจุดชีพจรยุทธ์ภายในร่างจนเกิดเสียงกึกก้องอยู่ภายใน
ภาพด้านนอกที่เห็นคือกลางอกของมอนสเตอร์ยักษ์มีร่างเงากระบี่มหึมาทะลวงออกมา ของเหลวที่ร้อนแรงสาดกระจายไปทั่วบริเวณทำให้พื้นดินบริเวณนั้นถูกหลอมละลายในทันที
ซู่ ... ซู่ ... ซู่ ...
กรรจ์
มอนสเตอร์ตัวนั้นกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดมันพยายามที่จะตะครุบตอบโต้ แต่ทว่ามือข้างนั้นของมันก็ถูกกระบี่ลึกลับฟันฉับจนลอยกระเด็นขึ้นกลางอากาศไปเสียแล้ว
ดวงตาของมันดุจลาวาที่ปะทุออกมา จ้องมองไปที่ร่างของเด็กหนุ่มด้วยความไม่ยอม กรามอันใหญ่ยักษ์พุ่งจู่โจมด้วยความเร็วอันน่าหวาดหวั่นหมายจะงับร่างเล็กสีขาวตรงหน้านี้ให้จมเขี้ยวภายในครั้งเดียว
ทว่า ...
น่าเสียดายที่มันไม่มีโอกาสที่จะทำเช่นนั้น
ศีรษะของมันพลันถูกของมีคมปาดเฉียนจนรอยแผลเรียบเนียนไปเสียก่อน
ศีรษะมอนสเตอร์พุ่งผ่านร่างของเด็กหนุ่มอย่างควบคุมไม่ได้ ร่างของมันล้มตึง แต่ศีรษะกลับพุ่งไปอีกที่หนึ่งไปเสียแล้ว
แม้จะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดแต่เรือนกายของเด็กหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะแปดเปื้อนรอยเลือดของมอนสเตอร์เลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของเขาแสดงความผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะส่ายศีรษะไปมาเบาๆ
“ยังไม่เพียงพอ ... ด้วยพลังรบของมอนสเตอร์ตัวนี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้จุดชีพจรยุทธ์เปิดออกไป แต่การต่อสู้นี้ก็ไม่ได้นับว่าไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียว อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้รู้ว่าช่วงเวลาในการต่อสู้กับมอนสเตอร์พลังสปีริตบริเวณนี้จะเข้มข้นขึ้นเป็นพิเศษ ด้วยคุณสมบัติของมอนสเตอร์ที่อยู่ที่นี่แล้ว คาดได้ว่าหากพวกมันรวมตัวกันพลังสปีริตจะเข้มข้นอย่างมหาศาลจนสามารถทำให้ฉันทะลวงจุดชีพจรได้ในคราเดียว”
เป้าหมายของการมาที่นี่ก็เพื่อการทะลวงจุดชีพจรยุทธ์ทั้งหนึ่งร้อยแปดจุดและสำเร็จเคล็ดวิชากายากระบี่ขั้นสูงเท่านั้น
แม้จะคาดหวังว่าสามารถทำสำเร็จได้ง่าย แต่ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด
“ช่างเถอะ ถ้าอย่างนั้นคราวนี้ก็ทดลองกับมอนสเตอร์ฝูงใหญ่บ้าง”
เฟิร์สทำการเก็บแกนสปีริตของมอนสเตอร์ตัวนี้ออกมาแล้วมุ่งหน้าสู่พื้นที่ใหม่เพื่อเสาะหามอนสเตอร์ที่สามารถรวมกันได้เป็นฝูง เพื่อจะได้ให้เขาฝึกฝนกายากระบี่ได้สำเร็จ
ด้วยข้อมูลที่ว่าหากมอนสเตอร์ชนิดนี้รวมตัวกัน พลังความร้อนจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทำให้ระดับพลังรบของมอนสเตอร์แต่ละตัวพุ่งขึ้นสู่แรงค์ S+ นี่จึงทำให้เฟิร์สรู้สึกสนใจและใคร่ที่จะทดลอง
“กว้างใหญ่เสียจริง มิน่าล่ะแคลนถึงใช้เวลากวาดล้างตั้งแปดครั้ง แต่ก็ไม่สามารถจัดการพวกมันได้หมด ขอเพียงพวกมันไม่รวมตัวกับราชาเข้ามาทำลายประตูอบิส เพียงเท่านี้แคลนก็พอใจแล้ว หลังจากนั้นพวกเขาก็รอประตูอบิสปิดไปเอง ภารกิจส่วนใหญ่จึงเป็นจำพวกกวาดล้างมอนสเตอร์ที่เข้าใกล้ประตูให้หมด”
เฟิร์สคิดถึงเรื่องที่หลายๆ แคลนใช้รับมือกับอบิสสีแดงระดับสูง
แล้วไม่นานเขาก็ได้พบกับมอนสเตอร์ที่เขาตามหา
“ทะเลสาบอย่างนั้นหรอ?”
เด็กหนุ่มประหลาดใจที่พบกับทะเลสาบลาวา ซึ่งที่นี่มีมอนสเตอร์ยักษ์ปักหลักอยู่เป็นจำนวนมาก จำนวนของมันช่างมากมายจนน่าตกใจ ราวกับเป็นกองทัพนับพันที่สุดจะครั่นคร้าม
แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือใจกลางทะเลสาบนั้นมีต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่งที่เติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบนี้
“กลิ่นหอม?”
เฟิร์สสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอย่างไม่รู้ตัวเพราะสายลมที่โชยมา
หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่ามอนสเตอร์จำนวนมากนี้กำลังรอคอยบางอย่างจากต้นไม้ต้นนั้น