ผู้ที่สังเกตท่าทีของเหล่าขุนนางใหญ่ไม่ได้มีเพียงแค่หนานสวินฉีเฉินก็เช่นกัน ในงานเลี้ยงฉลองที่ฮ่องเต้จัดให้เขาเขาไปหาขุนนางที่ทำงานร่วมกันมาก่อนหน้านี้เพื่อชวนดื่มสุรา ใครจะรู้คนพวกนั้นต่างบอกปัด ทำให้เขาโกรธเป็ฟืนเป็ไฟแต่ทำได้เพียงเก็บงำความไม่พอใจเอาไว้ไม่อาจระบายออกมา
เขาไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดขุนนางใหญ่ที่เคยใกล้ชิดกับเขาจึงหลบเลี่ยงเขาราวกับเห็นงูเห็นแมงป่องหลังจากจบงานเลี้ยงเขาจึงได้รั้งรองเสนาบดีในราชสำนักผู้หนึ่งซึ่งเคยกล่าวตั้งปณิธานว่าจะติดตามเขาเอาไว้
"มิทราบว่าใต้เท้าจะไปไหนหรือ?" ท่าทางของฉีเฉินลุ่มลึกงามสง่าใบหน้าอาบด้วยรอยยิ้ม หาได้มีข้อบกพร่องแม้เพียงครึ่งส่วน ทำราวกับว่าคนที่เสเพลไม่เอาจริงเอาจังกับชีวิตโลภมากไม่รู้จักพอผู้นั้นไม่ใช่ตนเอง
รองเสนาบดีผู้นั้นไม่คิดว่าตนเองจะถูกฉีเฉินรั้งตัวไว้ เห็นคนอื่นๆแต่ละคนพากันเดินเลี่ยงอยู่ห่างๆ ได้แต่มองเขาด้วยความห่วงใยแต่จนใจจะช่วยเหลือเขาอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา จำต้องประสานมือคารวะและกล่าวออกไป"มิทราบว่าดึกขนาดนี้แล้วหวางเหย่เรียกหากระหม่อมด้วยธุระอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ฉีเฉินมองไปที่รองเสนาบดี หัวเราะเยือกเย็นอยู่ในใจทว่าใบหน้ากลับเรียบเฉยไร้คลื่นอารมณ์"เปิ่นหวางแค่อยากรู้ว่าเหตุใดท่านรองเสนาบดีและคนอื่นๆจึงได้หลบเลี่ยงเปิ่นหวางราวกับเห็นงูเห็นแมงป่องเยี่ยงนั้น" ในตอนท้ายของคำพูด น้ำเสียงของเขายิ่งเย็นเยียบเสียดแทงชวนให้หนาวเข้ากระดูก "คงมิใช่ว่าเปิ่นหวางจากไปเพียงไม่นานพวกเ้าก็ไม่เห็นเปิ่นหวางอยู่ในสายตาแล้ว"
รองเสนาบดีได้ยินเช่นนั้นก็ผวา ก้มหน้ามองพื้นแข้งขาอ่อนจนต้องลงไปคุกเข่า "หวางเหย่กล่าวหนักไปแล้วกระหม่อมไหนเลยจะกล้า"
"เช่นนั้นเ้าก็อธิบายเหตุผลอันเหมาะสมให้เปิ่นหวางฟังสักข้อหากตอบออกมาไม่ได้เปิ่นหวางจะไม่ให้เ้าได้ตายดี"
รองเสนาบดีคุกเข่าคว่ำหน้าเหยียดยาวอยู่บนพื้นตัวสั่นงันงกเหงื่อเย็นหยดติ๋งๆ ลงพื้นดิน แต่อย่างไรก็ไม่สามารถปริปากพูดออกมาได้
และชั่วขณะนั้นเอง ฉีอวิ๋นเดินทอดน่องเข้าไปชำเลืองมองขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักคุกหมอบคลานอยู่บนพื้นจากนั้นก็เหลียวมามองฉีเฉินพี่ชายคนรองของตนเอง แล้วก็หัวเราะเบาๆ พลางสะบัดพัดคลี่ออกมาปิดริมฝีปากบางไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่เรียวที่ฉ่ำพราวราวกับมีน้ำเอ่อท้นอยู่ในนั้นก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมาช้าๆ
"พี่รองสร้างผลงานกลับมา เสด็จพ่อทรงยกย่องให้ความสำคัญอย่างยิ่งมิทราบจริงๆ ว่าท่านรองเสนาบดีได้ล่วงเกินอันใดให้พี่รองไม่พอใจหรือ?"
ไม่มีความผูกพันฉันพี่น้องในราชวงศ์กษัตริย์ทรราชสังหารพี่น้อง่ชิงบัลลังก์มีให้เห็นอยู่ถมไปแม้ว่าตลอดที่ผ่านมาฉีอวิ๋นจะเป็ดั่งเมฆลอยกระสาป่า[1] ไม่วุ่นวายในกิจการราชสำนักแต่ด้วยสติปัญญาระดับฉีเฉินย่อมตระหนักได้ว่าเื้ัที่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรสำคัญของฉีอวิ๋นต้องมีอำนาจที่ไม่ให้ใครรู้ซ่อนอยู่แน่นอนเมื่อเทียบกับรัชทายาทแล้วมีแต่เหนือกว่าและไม่มีใครตามเขาทัน
ฉีเฉินมองรองเสนาบดีที่หมอบคลานอยู่แทบเท้าของตนเองหลังจากนั้นก็มองฉีอวิ๋นผู้พรางกายอยู่ในเงามืด แล้วหัวเราะก่อนจะกล่าวว่า"เปิ่นหวางเพียงแค่หยอกล้อกับท่านรองเสนาบดีเท่านั้นไม่คิดว่าจะทำให้ท่านรองเสนาบดีหวาดกลัวได้"กล่าวจบก็ก้มลงยื่นมือลงไปดึงรองเสนาบดีขึ้นมาจากพื้น
รองเสนาบดีจะกล้าพูดความจริงได้อย่างไร ได้แต่พยักหน้าคล้อยตามหงึกๆ ชุดเครื่องแบบราชการเปื้อนผงฝุ่นเต็มไปหมดยื่นมือออกมาปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก
ฉีอวิ๋นมองไปที่รองเสนาบดี เอ่ยปากอย่างเรียบเฉย"ในเมื่อเสด็จพี่เพียงแค่ล้อเล่น เช่นนั้นท่านรองเสนาบดีก็ไม่ต้องคิดมากตอนนี้ก็ดึกแล้วใต้เท้าก็กลับไปก่อนเถอะ"
รองเสนาบดีได้ยินฉีอวิ๋นกล่าวเช่นนั้นก็พยักหน้า โค้งกายคารวะอย่างลนลานไม่รอให้ฉีเฉินกล่าววาจาใดก็วิ่งไปแล้ว
"น้องสี่ชอบยุ่งเื่ของผู้อื่นเยี่ยงนี้รู้หรือไม่ว่าชนวนปัญหามากมายล้วนเกิดมาจากการกระทำเช่นนี้เองทางที่ดีน้องสามควรจะอยู่แต่ในจวนเข้าไว้จะเหมาะกว่า"ฉีเฉินกล่าวเสียงกระด้าง
ฉีอวิ๋นหัวเราะรื่น แล้วกล่าวอย่างรู้ประมาณตน ไม่ต่ำต้อยแต่ก็ไม่อวดโอหัง"ขอบพระทัยเสด็จพี่ที่สอนสั่ง น้องชายจะจดจำใส่ใจไว้"
"หึ!" ฉีเฉินแค่นเสียงเ็าออกมา สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปทิ้งฉีอวิ๋นไว้เพียงผู้เดียว เขายังคงยืนอยู่ท่ามกลางความมืดเช่นเดิมด้านข้างไม่ไกลนักเป็สระน้ำ ดอกบัวในสระกำลังเบ่งบานแสงจันทร์นวลตาสาดส่องลงมาที่พื้นดิน
หนานสวินยืนอยู่ในศาลาที่ตั้งอยู่กลางสระน้ำ ทุกเื่ราวเมื่อครู่เขาล้วนมองเห็นทั้งสิ้นแต่กลับมิได้แสดงตน เมื่อฉีอวิ๋นเงยหน้ามองมาทางนี้ เขาจึงหลบอยู่หลังเสา
รอจนกระทั่งฉีอวิ๋นจากไปแล้ว หนานสวินถึงค่อยๆเดินออกมาแล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีบรรยากาศยามค่ำคืนในเมืองหลวงเทียบไม่ได้กับความเวิ้งว้างของภายนอก ในวังหลวงเต็มไปด้วยแสงไฟจากบ้านเรือนของผู้คนนับหมื่นครอบครัวไม่มีความเหน็บหนาวเปล่าเปลี่ยวเช่นในชายแดน
เขายืนอยู่นานถึงออกจากวังไป ตลอดเส้นทางก็มิได้มีท่าทียินดียินร้ายอันใด
รุ่งสางวันถัดมา ฉีเฉินตื่นแต่เช้า สวมเครื่องแบบราชการในราชสำนักเดินเล่นอยู่ในสวนอย่างสบายใจจวินหวงเคยชินกับการตื่นเช้าอยู่แล้ว ได้ยินว่าฉีเฉินตื่นแล้วก็อยากไปดูเสียหน่อย
"ทำไมตื่นเช้าขนาดนี้เล่าน้องเฟิงยังเช้าอยู่เลยไยจึงไม่พักผ่อนต่ออีกสักหน่อย?
"อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ แล้วก็อาจจะเคยชินกับการตื่นเช้า พอฟ้าสว่างแล้วก็หลับไม่ลงแทนที่จะนอนเฉยๆ อยู่บนเตียง ไม่สู้ออกมาเดินเล่นดีกว่า"จวินหวงตอบอย่างเฉยชา หลังจากนั้นเมื่อเห็นฉีเฉินอยู่ในชุดเครื่องแบบราชการก็ขมวดคิ้วสงสัย "หวางเหย่จะเข้าวังหรือ?"
ฉีเฉินพยักหน้า ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "เสด็จพ่อให้ขันทีมาที่จวนแต่เช้าแจ้งให้ข้าเข้าวังเร็วขึ้นหน่อย"
จวินหวงถึงเข้าใจแจ่มแจ้งว่าเพราะเหตุใดฉีเฉินจึงดูมีความสุขขนาดนี้เป็ที่รู้กันว่าหากไม่มีพระบัญชาจากฮ่องเต้องค์ชายไม่สามารถเข้าออกวังหลวงตามแต่ใจได้ยิ่งไปกว่านั้นฉีเฉินเพิ่งจะช่วยดับไฟลามขนคิ้วของฝ่าามาหมาดๆย่อมจะต้องพูดจากันให้มากหน่อย
แสงอาทิตย์จากท้องฟ้าสาดส่องเข้ามา เวลาสายแล้วฉีเฉินถูกห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มคนคอยปรนนิบัติดูแลขณะออกจากจวนไปขึ้นรถม้าเพื่อเข้าวัง
ขณะที่ฉีเฉินไปถึงยังเช้าอยู่ จึงยังต้องคอยอยู่ด้านนอกกับเหล่าขุนนางใหญ่กลุ่มหนึ่งตอนที่เขาเห็นรองเสนาบดีก็แค่นเสียงคำรามออกมาอย่างเ็า 'กล้าไม่เห็นเขาในสายตาเชียวหรือ' ไฟโทสะจากเมื่อคืนลุกโชนขึ้นอีกครั้งยิ่งเห็นหน้าตาของรองเสนาบดีแล้ว เขาก็อดไม่ไหวยกเท้าเตะไปหนึ่งที
รองเสนาบดีไม่กล้าพูดมาก ยืนตัวลีบอยู่ในมุมหนึ่ง แทบไม่กล้าหายใจไว้ด้วยกลัวว่าฉีเฉินจะมาหาเื่ตนเองแต่ทว่าในใจกลับร้องโอดครวญในความไม่ยุติธรรมที่ได้รับคนที่ตีตัวออกห่างจากฉีเฉินมีแค่เขาคนเดียวเสียที่ไหนแต่กลับมีแต่เขาคนเดียวที่ถูกจับตัวไว้ ช่างน่าเศร้าแท้ๆ
หนานสวินดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก ทุกวันต้องมาเข้าร่วมประชุมราชกิจในท้องพระโรงชุดเครื่องแบบราชการเมื่อมาอยู่บนร่างกายของเขาก็ยิ่งดูสง่างามรัศมีความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาทั่วร่างทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกพรั่นพรึงดวงตาคมกริบราวกับนกเหยี่ยวกวาดมองทุกคนในท้องพระโรง ผู้ที่มีความลับอยู่ในใจทุกคนล้วนหัวหดไม่กล้าสบตาเขา
"ขึ้นประชุม!" ทันทีที่ขันทีเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่และตะเบ็งเสียงแหลมให้คนเข้าไปในท้องพระโรงพายุที่ก่อตัวอยู่ภายนอกพลันหยุดลงราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ยังคงเป็เื่ยุ่งยากในการกราบบังคมทูล ขุนนางใหญ่จำนวนมากต่างรู้เื่ที่ฉีเฉินยักยอกเงินผู้ประสบภัยแต่พวกเขาก็รู้ว่าสถานะของฉีเฉินในพระทัยของฝ่าาในเวลานี้ไม่ธรรมดาพวกเขาจึงต้องเก็บงำเื่นี้ไว้ไปโดยปริยาย
หลังจากหารือกิจสำคัญเฉพาะแต่ละเื่เสร็จสิ้น ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรไปที่ฉีเฉินที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มขุนนางทรงแย้มพระสรวลออกมาด้วยความปลื้มปีติ แล้วมองขันทีที่อยู่ด้านข้างขันทีสังเกตเห็นสายพระเนตรของฮ่องเต้จึงนำราชโองการที่ถืออยู่ในมือกางออกแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงดังกังวาน
"องค์ชายรองไม่หวาดกลัวต่ออันตรายและความยากลำบากเดินทางไปชายแดนรับมือกับปัญหาภัยพิบัติได้อย่างดีเยี่ยมอีกทั้งได้รับความรักใคร่เทิดทูนจากประชาชน จึงทรงพระราชทานคทาหยกหรูอี้หนึ่งชิ้นเงินหนึ่งพันตำลึง..."
ทุกคนต่างมองหน้ากัน เสียงคนพูดคุยกันเกรียวกราวต่างคนต่างเห็นว่าฉีเฉินไม่สมควรที่จะได้รับรางวัลนี้ แต่กลับไม่มีใครกล้าพูดมาก
"องค์ชายรองผู้นี้จะมีน้ำยาอะไรหากฝ่าาตรวจสอบขึ้นมาจะต้องพบว่าเขายักยอกเงินผู้ประสบภัยพิบัติแน่ๆ"รองเสนาบดีแค่นเสียงพ่นทางจมูกเบาๆ ในขณะที่คุยกับขุนนางที่อยู่ข้างๆ
ฉีอวิ๋นที่ยืนฟังข้าราชการอยู่ด้านข้างถึงกับส่ายหน้าหัวเราะออกมา "เคราะห์ร้ายมักจะออกมาจากปากหรือว่าท่านรองเสนาบดีไม่ทราบความจริงในข้อนี้? หรือว่าท่านลืมเหตุการณ์เมื่อคืนไปแล้ว?"
รองเสนาบดีดั่งสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝัน เหงื่อเย็นแตกพลั่กมองไปทางฉีเฉินอย่างร้อนตัว ก็เห็นฉีเฉินกำลังถือคทาหยกหรูอี้ด้วยความภูมิใจ มิได้สังเกตมาทางนี้ถึงถอนใจโล่งอกค่อยๆ หันมาคารวะฉีอวิ๋น "ขอบพระทัยองค์ชายสี่ที่เตือนสติกระหม่อมจะจดจำใส่ใจไว้พ่ะย่ะค่ะ"
ฉีอวิ๋นเพียงแต่หัวเราะเงยหน้าขึ้นมองพระราชบิดาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ั แล้วโบกพัดเบาๆจากนั้นค่อยถอยออกจากท้องพระโรงไปอย่างเงียบๆ
หลังจากเลิกประชุมเช้า ฉีเฉินก็สั่งให้คนหามของพระราชทานจากฮ่องเต้เข้าไปจวนเฉินอ๋องบังเอิญพบกับจวินหวงเข้าพอดี จวินหวงเพิ่งพาเว่ยเฉี่ยนกลับเข้ามาจากข้างนอกเมื่อพบกับฉีเฉินก็ประสานมือคารวะกล่าวคำทักทาย
"ขอแสดงความยินดีกับหวางเหย่ด้วยพ่ะย่ะค่ะข้าน้อยทราบเื่ในวันนี้หมดแล้ว" จวินหวงยิ้มแย้มเอ่ยวาจา
ด้วยฉีเฉินกำลังดีใจมากจึงไม่ได้ถามว่าจวินหวงไปไหนมา เพียงแต่ลากจวินหวงเข้าไปในสวนแล้วแบ่งปันเื่ที่ฮ่องเต้ทรงกล่าวชื่นชมและท่าทางปลาบปลื้มบนพระพักตร์ของฮ่องเต้
ความรักระหว่างบิดากับบุตรเรียบๆ ง่ายๆ เหล่านี้ ฉีเฉินไม่เคยได้รับมาก่อนเวลานี้ก็ทำท่าเหมือนน้ำตาจะไหลอยู่หลายส่วน จวินหวงรู้สึกเวทนาฉีเฉินอยู่ในใจแต่กลับเข้าใจคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้ที่น่าสังเวชมักจะมาจากสถานที่ที่น่าชั’ ได้อย่างลึกซึ้ง
"่นี้รัชทายาททรงทำให้ฝ่าาเสียพระทัยตอนนี้คิดว่าเสด็จพ่อก็รู้สึกว่าเขาไม่อาจเทียบเปิ่นหวางได้ต่อไปเพียงแค่ให้เสด็จพ่อรู้ความดีของข้ามากขึ้น ช้าเร็วตำแหน่งรัชทายาทก็ต้องเป็ของข้า"ต่อหน้าจวินหวง ฉีเฉินไม่ปิดบังความเป็ตัวตนสักนิดจวินหวงฟังแล้วก็ไร้วาจาจะกล่าว
ผ่านไปชั่วครู่ ฉีเฉินคอแห้งหยุดดื่มน้ำ จวินหวงถึงได้เอ่ยปากกล่าวขึ้น"หวางเหย่ทรงมีปณิธานมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่ ข้าน้อยนับถือ ได้แต่ขออวยพรให้หวางเหย่ได้สมความมุ่งมาดปรารถนาโดยเร็ววันเป็ที่เคารพรักของปวงประชา หากวันใดได้ขึ้นครองบัลลังก์ ก็สามารถเป็ฮ่องเต้ผู้เปี่ยมไปด้วยปรีชาสามารถ"
"วาจาของเ้าทำให้เปิ่นหวางมีความสุขยิ่งนัก 'คทาหยกหรูอี้' ชิ้นนี้เปิ่นหวางมอบเป็รางวัลให้แก่เ้า"เมื่อกล่าวจบฉีเฉินก็เปิดกล่องหุ้มแพรที่อยู่ในอ้อมแขนออกแล้วหยิบคทาหยกหรูอี้สีเขียวทั้งชิ้นออกมามอบให้แก่จวินหวงจวินหวงปฏิเสธไม่ลงจึงรับมา รู้สึกเพียงว่าหยกในมือให้รู้สึกััเย็นสบาย
...
และแล้ววันกำหนดพ้นโทษกักบริเวณก็มาถึงอย่างรวดเร็วแต่ฉีอินยังไม่ทันได้ออกจากตำหนักรัชทายาทก็ได้ยินว่าระยะนี้ฉีเฉินกำลังได้รับความโปรดปราน แม้แต่ในท้องพระโรงองค์ฮ่องเต้ก็มิได้กล่าวถึงตนเอง
ฉีอินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ สองมือกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วลั่นกรอบ ไฟโทสะที่สุมอยู่ในอกราวกับจะปะทุออกมาในอีกไม่ช้า
เหล่าคนรับใช้ต่างคุกเข่ากันเต็มห้องตัวสั่นงันงกไม่กล้าเงยหน้ามองเ้านายของตนเองด้วยกลัวว่าหากฉีอินอารมณ์เสียขึ้นมาก็พวกตนก็จะอายุสั้น
"ฉีเฉินจะได้รับความโปรดปรานจากเสด็จพ่อใน่เวลาสั้นๆขนาดนี้ได้อย่างไร? คนอย่างเขาไม่มีดีเลยสักอย่างบ่าวสุนัขอย่างพวกเ้ายังไม่รีบบอกเปิ่นหวางมาอีกหรือว่า่นี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง"ฉีอินจ้องบรรดาบ่าวไพร่ด้วยสายตาแข็งกร้าว ดวงตาราวกับจะพ่นไฟออกมาได้
บุรุษหน้าตาธรรมดาที่คุกเข่าอยู่มุมในสุดผู้หนึ่ง ดวงตากระจ่างใสใบหน้าปราศจากความหวาดกลัวสักนิด ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่กล้าเงยหน้ามองพระพักตร์ฉีอินเขากลับเงยหน้าขึ้นช้าๆ แล้วกล่าวออกมาอย่างรู้ประมาณตน ไม่มากไม่น้อยเกินไป
"ที่องค์ชายรองสามารถกลายเป็คนโปรดต่อหน้าองค์ฮ่องเต้ได้ เป็เพราะว่า่หนึ่งก่อนหน้านี้ชายแดนประสบภัยแล้ง องค์ชายรองทรงรับคำสั่งให้เดินทางไปที่นั่นทั้งยังสามารถจัดการปัญหานี้ได้อย่างเหมาะสมยิ่ง สำเร็จสมดังปรารถนา..."
"พูดจาไร้สาระ ฉีเฉินเป็คนอย่างไรคิดว่ารัชทายาทเยี่ยงข้าไม่รู้หรือ เขาจะยอมไปในสถานที่ที่ลำบากแสนเข็ญอย่างนั้นได้อย่างไร?" ฉีอินไม่แม้แต่จะคิดก็พูดจาตัดบทบุรุษผู้นี้ไปแล้วในใจก็รู้สึกว่าคำกล่าวของบุรุษผู้นี้ไม่มีมูลความจริง
..................................................................................................................
[1] เมฆลอยกระสาป่า หมายถึง คนสมถะแยกตัวเป็อิสระไม่ยุ่งวุ่นวายกับใคร