บทที่ 21
เื่ลับเผ่าฝูถู
ซือเหยียนออกมานั่งรับลม กระดกสุราอยู่บนหลังคาวิหารอย่างสบายอารมณ์ จิ่วเหรินเดินหาเขาไปทั่ว จนกระทั่งชนเข้ากับบุรุษวิหคที่เดินสวนมาอีกทาง ฝ่ามือนั้นรับแผ่นหลังของจิ่วเหรินไว้ทัน โชคยังดีที่นางไม่ล้มหงายหลังหมดสติอีกรอบ
“ขออภัยจริงๆท่านเทพ”
“ไม่เป็อะไร”
“ว่าแต่ท่านเจ็บตรงไหนหรือไม่? เมื่อครู่ข้าคงชนแรงอยู่พอสมควร” บุรุษวิหคใช้สายตามองทั่วทั้งร่างของจิ่วเหริน จนนางรีบโบกมือส่ายหน้ารัวบอกว่าตนไม่เจ็บตรงไหนเลย
“ว่าแต่ท่านมีนามว่าอะไรหรือ?”
บุรุษวิหคเห็นว่านางยังต้องอยู่ที่นี่ไปอีกสักพัก และก็ไม่มีใครเอ่ยถามชื่อของนางเลยสักคน
“ข้าชื่อ จิ่วเหริน”
“อ่อ.. ข้าชื่อ โยว่ถิง เป็วิหคเซียน”
เขาเอ่ยแนะนำตัวกับนางด้วยรอยยิ้ม อดคิดไม่ได้ว่าปีศาจผู้นั้นช่างโชคดี ที่ได้เทพผู้เลอโฉมเป็ภรรยาอยู่แนบกาย แม้จะอยู่ในอาภรณ์เรียบง่าย ใบหน้าขาวสะอาดไร้เครื่องประทินโฉม ทว่าธรรมชาติกลับสรรสร้างความงามให้นางอย่างเหมาะสมคู่ควร
“ก่อนหน้านี้ข้าดูแลเหล่าเซียนและสัตว์เทพ อยู่ที่ป่าเค่ออี้”
“ป่าเค่ออี้! ข้าเคยไปเยือนเมื่อครั้งยังเป็เด็ก นานมากแล้วที่ข้านั้นไม่ได้ไป” โยว่ถิงตอบกลับ ั์ตาลิงโลดเมื่อรู้ว่าจิ่วเหรินอยู่ที่ป่าเค่ออี้มาก่อน
“ท่านก็เคยไปอย่างนั้นหรือ?”
“อืม.. เมื่อตอนนั้นประตูดินแดนไม่ปิดเช่นนี้ พวกเราก็สามารถออกไปไหนต่อไหนได้”
โยว่ถิงเล่าด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมอง เขาเองก็คิดถึงบรรยากาศด้านนอกที่เคยไปัั นับว่านานโขมากที่เผ่าฝูถูกลายเป็เพียงเื่เล่าในตำรา
การสนทนาพูดคุยของทั้งสองนั้นอยู่ในสายตาของซือเหยียน รอยยิ้มของจิ่วเหรินทำให้เขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา อีกทั้งสายตาของบุรุษวิหคที่มองจิ่วเหรินอย่างหลงใหลนั้น ทำเอาซือเหยียนต้องลงจากหลังคามายืนข้างกายของนาง สตรีสร้างเื่ที่บอกว่าเขาคือสามี
“ซือเหยียน! ท่านไปไหนมา?”
เขาโอบเอวของนางแนบกาย เผยรอยยิ้มน้อยชวนลุ่มหลง มันคงเป็เสน่ห์พิฆาตใจที่ซือเหยียนมี จิ่วเหรินเริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นว่าเขาแปลกไป
“ท่านดื่มมาอย่างนั้นรึ?”
ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่บนแก้มของจิ่วเหริน สองแก้มอิ่มเอิบนุ่มนิ่มที่เขาเคยัั เมื่อโยว่ถิงเห็นแบบนั้นก็รีบขอตัวเดินหนีไปทันที
“ซือเหยียน!”
“หืม..”
“ท่านเมามากเลยหรืออย่างไร? นี่ท่านจะมากอดหอมข้าโดยไม่ทันตั้งตัวไม่ได้นะ!”
จิ่วเหรินกระซิบเสียงแข็งเพราะกลัวใครจะได้ยิน เขาพานางกลับมาที่ห้องโดยไม่ปริปากพูดสักคำ ซ้ำยังปิดประตูลงกลอนต่อหน้าพวกสาวรับใช้ด้านนอก จนพวกนางถอยออกไปจากบริเวณนั้นจนหมด จิ่วเหรินเริ่มคิดแล้วว่าซือเหยียนกำลังเมา
“ดื่มไปเยอะขนาดไหน? มันมีผลต่ออาการป่วยของท่าน”
“หายดีแล้วหรืออย่างไร?”
“หะ?”
“ใครใช้ให้เ้าออกไปยืนอ้อยอิ่งอยู่ด้านนอก ข้าบอกแล้วว่าอยู่ที่นี่เ้าควรระวังตัวให้มาก”
“ข้าออกไปตามหาท่าน”
อารมณ์ของซือเหยียนที่ไม่คงที่ในตอนแรก หยุดนิ่งสงบเมื่อได้ยินว่านางออกไปตามหาเขา
“...”
“ข้ากลัวท่านจะหาทางกลับออกไป แล้วเป็อันตราย หรือโดนพวกเขาจับได้เสียก่อน ข้าไม่อยากให้ท่านอยู่ห่างจากสายตา ในเมื่อตอนนี้พวกเขาชิงชังปีศาจนักหนา”
“ทำไมล่ะ?”
“หือ?”
“ทำไมเ้าถึงได้ห่วงใยข้านัก ทั้งที่เ้าก็รู้ว่าข้าคือปีศาจเลวทราม ข้าเข่นฆ่าสรรพชีวิตที่เ้ารัก และหากกลับออกไป ข้าต้องกระทำชั่วเพื่อให้เผ่าปีศาจอยู่รอด”
“...”
“หรือบางทีข้าอาจปล่อยเ้าไปไม่ได้ เช่นนั้นยังห่วงข้าลงอีกรึ..”
จิ่วเหรินไม่ได้ตอบคำถามที่ซือเหยียนตั้ง นางไม่มีความจำเป็ที่จะต้องตอบมัน ซือเหยียนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเผ่าปีศาจ ที่เขาเป็เช่นนี้ก็เพราะนางทั้งนั้น
“ซือเหยียน..”
“...”
“หากวันหนึ่งต้องแลกกับบางอย่าง จงเอาชีวิตของข้าด้วยสองมือท่านได้ไหม?”
“พูดอะไรของเ้า?”
“ไม่รู้สิ ข้าก็แค่พูดเผื่อเอาไว้ แต่ข้าอยากให้ท่านเชื่อข้า เหมือนที่ข้าเชื่อท่าน” นางสบตาของเขาท่ามกลางแสงเทียนที่ส่องสว่าง ใบหน้าหล่อเหลาหันมองทางอื่น เขาคงตอบนางไม่ได้ในข้อนี้
ข้อที่ขอให้เอาชีวิตนางด้วยสองมือเขานั้น หากแต่ข้อที่ขอให้เชื่อใจนาง ซือเหยียนคิดว่าเขาตอบกลับด้วยการกระทำของตนเองไปแล้ว
เสียงอึกทึกกลางดึกนั้นปลุกให้ซือเหยียนลืมตาขึ้น มองไปด้านนอกก็เห็นเงาด้อมมอง หันกลับไปบนเตียงก็พบว่าจิ่วเหรินนอนหลับสนิท เมื่อเขาส่องตามช่องประตูออกไปด้านนอก ก็พบทหารถือโคมแดงอยู่ด้านนอกหนาแน่น คงเอามาเฝ้ากันเขากับจิ่วเหรินไม่ให้หนีออกไปแน่
แว่วเสียงเดินมาทางหน้าห้องนอน ซือเหยียนนั่งหลบมุมอีกฝั่ง แต่ยังคงมองเห็นด้านนอกอยู่บ้าง เพียงพักเดียวฝีเท้านั้นก็มาหยุดอยู่หน้าห้องของเขา
“อย่างที่ฝ่าาทราบพะยะค่ะ นางโผล่มาที่นี่โดยที่กระหม่อมเองไม่คาดคิดมาก่อน”
“ศิษย์ของท่านตี้หวั่งิ”
“ทว่านางมีสามีแล้วพะย่ะค่ะ สามีของนางเป็ปีศาจ” เสียงประมุขเผ่าฝูถูที่ซือเหยียนจำได้ แต่อีกคนที่สนทนาด้วยนั้นซือเหยียนมองเห็นไม่ชัด
“ปีศาจ? ท่านตี้หวั่งิรายงานข้าว่านางโดนลักพาตัวจากพวกเผ่าปีศาจ”
“หา!!!”
“แต่นางยืนกรานเองนะพะย่ะค่ะ นางกับปีศาจนั้นรักใคร่กันมาก”
น้ำเสียงของประมุขเผ่าฝูถูทั้งใและอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก คนที่แอบฟังอยู่นั้นกำหมัดแน่นสะกดอารมณ์
“ส่งจิ่วเหรินให้ข้า ส่วนปีศาจนั้นจะทำอย่างไรก็ทำ”
“แล้วเื่พิธีเสกสมรสของพระองค์ที่กำลังจะมาถึงล่ะพะย่ะค่ะ”
“จิ่วเหรินนางโตพอที่จะเป็ชายาของข้าแล้ว ท่านเสิ่นซ่างฉือเองก็อยากให้เป็เช่นนั้น เผ่าฝูถูของพวกท่านจะได้ไม่ต้องโดนอาญา์”
“แต่นางไม่ใช่วิหคสีชาด”
“ข้าอยากแต่งงานกับนาง ไม่เกี่ยวกับวิหคสีชาดหรอก นับแต่แม่ทัพ์คนเก่งของข้าสิ้นไป นางก็ไร้ญาติขาดมิตร เหลือเพียงตัวคนเดียว”
“...”
“หากพวกท่านอยากรอดพ้นจากอาญา์ นี่ก็เป็สิ่งเดียวที่ข้าช่วยได้ เคล็ดวิชาที่หายไปพร้อมกับวิหคสีชาดนั้น เสด็จพ่อข้ายังคงละวางไม่ได้จนถึงวันนี้”
“เอ่อ..”
“ประมุขเถียนโจวไม่ต้องกังวลใจหรอก หากจิ่วเหรินเป็สายเืของจิ่วหรูเฟิ่งจริง นางก็คือวิหคสีชาดที่ข้าต้อง ก่อนจะตกไปเป็ของผู้อื่น และใครหน้าไหนที่บังอาจแตะต้องนาง พวกมันก็จะกลายเป็ศพเหลือเพียงชื่อ!”
ทั้งสองเดินผ่านหน้าห้องไปจนกระทั่งความเงียบกลับมาแทนที่ ั์ตาของซือเหยียนวาวโรจน์ พวกที่ตั้งตนเป็เทพนั้นก็สกปรกไม่แพ้ปีศาจ ก่อนจะเบนสายตามองคนที่นอนหลับสนิท
จิ่วเหรินเป็วิหคสีชาดจริงอย่างที่พวกเขาพูดหรือไม่?
หากว่าจริงก็เท่ากับว่านางอยู่ในวงล้อมที่อันตราย มิน่าเล่านางถึงผนึกพลังเทพของตนเอง
พลันความฝันก่อนหน้าก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ
ความฝันที่ซือเหยียนมั่นใจว่าสตรีผู้นั้นคือ จิ่วเหริน และแม่ทัพที่คอยอยู่เคียงนางก็อาจเป็เขา หรือใครสักคนที่ชื่อเดียวกัน หน้าตาเหมือนกัน ทว่าคนผู้นั้นเป็เทพต่างกับเขาที่เป็ปีศาจ
ซือเหยียนเดินกลับไปหาจิ่วเหรินที่เตียง หย่อนกายนั่งลงและมองใบหน้าที่หลับตาพริ้ม ในเมื่อเขารับปากแล้วว่าจะช่วยนาง แลกกับการที่นางช่วยรักษาโรคประหลาดนี้ เขาจะเหมารวมไปถึงเื่ที่นางต้องแต่งงานกับคนอื่นด้วยเช่นกัน
“เ้าบอกว่าจะไม่แต่งงานกับใครอื่นนอกจากข้า ฉะนั้นข้าก็จะไม่ยอมปล่อยเ้าไปแน่นอน”
“...”
“ข้าเคยบอกว่าเส้นทางของเราไม่อาจมากัน แต่ข้าก็ไม่เคยบอกว่าจะไม่เดินสวนทาง”
ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของคนที่อยู่ในห้วงนิทรา คงมีเพียงมุมปากที่ยกยิ้มราวกับฝันดี
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด