เช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง วันนี้หลี่ซูเม่ยต้องไปตรวจวัดระดับพร์อีกรอบ พร้อมทั้งให้ท่านผู้าุโของแคว้นช่วยตรวจสอบร่างกายว่ามีอันใดผิดปกติหรือไม่ และยังต้องไปพบคนผู้หนึ่งซึ่งท่านอาจารย์อยากให้นางไปพบ
เมื่อถึงเวลา หลี่ซูเม่ยและท่านอาจารย์จึงออกเดินทางมุ่งสู่ใจกลางเมืองหลวงของแคว้นหวงหลง พวกนางนั่งรถม้าได้ไม่นานก็ถึงสถานที่ตรวจวัดระดับพร์ประจำแคว้น
ในวันนี้สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างเงียบสงบเนื่องจากไม่ใช่่ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปมาตรวจวัดระดับพร์ เพราะฉะนั้นในตัวตึกจึงมีเพียงพวกหลี่ซูเม่ยกับท่านผู้าุโประจำแคว้นเท่านั้น
หลังจากทำการตรวจวัดเสร็จ ผลที่ออกมานั้นตรงกับที่หลี่ซูเม่ยเคยวัดก่อนจะถูกจับตัวมาซึ่งก็คือสีเขียว ท่านผู้าุโทั้งหลายจึงทำการตรวจสอบร่างกายของหลี่ซูเม่ย ก่อนจะไปพูดคุยอะไรบางอย่างกับท่านอาจารย์
หลี่ซูเม่ยเห็นทุกคนมีสีหน้าที่ตรึงเครียด และดูจริงจังกันอย่างมาก ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้ยินในสิ่งที่คนเ่าั้พูดคุยกัน แต่นางก็พอคาดเดาได้ว่าสิ่งที่คนเ่าั้กำลังพูดคุยกันอยู่ ย่อมหนีไม่พ้นเื่ปัญหาภายในร่างกายของนาง นางไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เนื่องจากนางได้รู้ถึงปัญหาภายในร่างกายของตนจากหงส์แดงมาก่อนแล้ว
เมื่อได้ข้อสรุปที่ตรงกัน ท่านอาจารย์จึงเดินเข้ามาบอกว่าพวกท่านคิดว่าในร่างกายของนางมีสิ่งตกค้างอยู่ คาดว่าน่าจะเป็ผลของยาพิษ ซึ่งสิ่งนี้ไปยับยั้งพลังของนางเอาไว้ ทำให้นางไม่สามารถแสดงพลังออกมาได้อย่างสมบูรณ์ วิธีกำจัดสิ่งตกค้างนี้ค่อนข้างยาก และในเวลานี้ยังไม่สามารถกำจัดออกไปได้ เนื่องจากสภาพร่างกายโดยรวมของนางยังไม่พร้อม ต้องรอให้นางมีระดับพลังอยู่ที่สีเขียวหรือก็คือต้องอยู่ในขั้นสูงสุดเท่าที่เป็ไปได้ก่อน ท่านอาจารย์คาดการณ์ว่านางจะสามารถบรรลุระดับพลังสีเขียวได้ตอนอายุ 10 ขวบ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนตรงตามที่หงส์แดงเคยบอกนางไว้
ท่านอาจารย์ยังบอกอีกว่าเื่นี้ไม่ควรให้คนรู้เยอะ เพราะท่านเกรงว่าหากเื่นี้แพร่ออกไปจะต้องมีคนบางกลุ่มประสงค์ร้ายต่อนาง
ในแคว้นหวงหลงระดับพร์และระดับพลังของแต่ละบุคคลมีความสำคัญมาก ยิ่งนางได้เป็หนึ่งในศิษย์ของ'ท่านนักพรตหญิง' ผู้คนยิ่งจับจ้องและคาดหวังไว้สูงว่าศิษย์ของ'ท่านนักพรตหญิง'จะต้องมีอนาคตไกล ระดับพร์และระดับพลังย่อมสูงกว่าคนทั่วไป
หลี่ซูเม่ยได้ยินดังนั้นจึงให้คำสัญญากับท่านอาจารย์ว่าหากไม่จำเป็จะไม่บอกเื่นี้กับใคร ในตอนนี้มีเพียงสองคนที่นางเคยบอกไปว่านางมีระดับพร์สีเขียวคือหลงชุนต๋าและมู่ไป๋อัน
ท่านอาจารย์จึงพยักหน้าเพื่อแสดงให้เห็นว่าท่านรับรู้ว่าสองคนที่อยู่ข้างกายหลี่ซูเม่ยรู้เื่ระดับพร์ของนาง ท่านบอกว่านางว่าท่านจะไปคุยเื่นี้กับทั้งสองด้วยตนเอง ให้นางไม่ต้องเป็ห่วง
หลังจากนั้นท่านอาจารย์ได้พานางเดินไปยังตึกที่อยู่ใกล้ๆกัน เมื่อเข้าไปด้านในหลี่ซูเม่ยถึงกับหยุดเดินไปชั่วขณะ เนื่องจากการตกแต่งและรูปแบบด้านในมีลักษณะคล้ายคลึงกับโลกที่นางได้จากมาอย่างยิ่ง มีทั้งเก้าอี้ยาวคล้ายโซฟา เก้าอี้คล้าย*อาร์มแชร์ โต๊ะตัวเล็กที่ดูสูงกว่าเก้าอี้ยาวที่คล้ายโซฟาเพียงเล็กน้อย มีบรรไดวนขึ้นไปยังชั้นสอง มีโคมไฟระย้าห้อยอยู่ตรงกลาง โคมไฟระย้านี้แตกต่างจากในโลกที่นางจากมาตรงที่มีการใช้แสงเทียนในการให้แสงสว่างแทนแสงจากหลอดไฟ และของอีกหลายอย่างที่ดูแล้วไม่น่าจะพบเห็นในโลกแห่งนี้
*อาร์มแชร์ (Armchair) เก้าอี้ที่มีที่วางแขน
ตรงเก้าอี้ยาวมีหญิงสาวนางหนึ่งนั่งอยู่ ดูแล้วน่าจะอายุประมาณ 30 ปี หน้าตางดงามเป็อย่างยิ่ง ชุดที่สวมใส่ดูแล้วไม่ต่างจากชุดที่ท่านอาจารย์ใส่อยู่มากนัก หากคนผู้นี้อยู่ในโลกที่หลี่ซูเม่ยจากมา นางคงได้เป็ดาราอันดับต้นๆอย่างแน่นอน นอกจากหน้าตาที่งามล่มเมือง หญิงสาวนางนี้ยังมีรังสีบางอย่างแผ่ออกมาทำให้ผู้คนรู้สึกยอมศิโรราบ รู้สึกถึงอำนาจบารมี หากหญิงสาวนางนี้สั่งให้ทำอันใด ตนเองก็คงจะทำตามอย่างแน่นอน
หญิงสาวนางนี้เมื่อเห็นทั้งคู่เดินเข้ามา นางรีบเชิญให้ทั้งสองนั่งตามสบาย เมื่อทุกคนนั่งประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวนางนั้นจึงแนะนำตัวว่านางชื่อเว่ยเสิ่นหนิง นางได้ข่าวว่าท่านนักพรตหญิง เพื่อนสนิทของนางรับศิษย์คนใหม่ นางจึงอยากพบหน้าศิษย์ผู้โชคดีคนนั้น
เมื่อเว่ยเสินหนิงพูดจบ หลี่ซูเม่ยจึงลุกขึ้นทำความเคารพ เว่ยเสินหนิงพยักหน้ารับก่อนจะบอกให้หลี่ซูเม่ยเรียกนางว่าท่านย่าน้อย ซึ่งหลี่ซูเม่ยก็รับคำ เรียกเว่ยเสินหนิงว่าท่านย่าน้อยตามที่ท่านประสงค์ แม้ว่าจะยังงงว่าเพราะเหตุใดต้องเรียกเช่นนั้น จะถามขึ้นมาตอนนี้คงจะไม่เหมาะ นางจึงตัดสินใจว่าจะรอถามท่านอาจารย์หลังจากที่พวกนางออกไปจากสถานที่แห่งนี้
ทั้งสามพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันจนใกล้จะถึงเวลารับประทานอาหารเที่ยง ท่านอาจารย์และหลี่ซูเม่ยจึงขอตัวกลับก่อน ท่านย่าน้อยก็ไม่ได้ว่าอะไรเพียงแต่บอกให้หลี่ซูเม่ยมาหานางบ่อยๆ หลี่ซูเม่ยจึงหันหน้าไปมองท่านอาจารย์ เห็นท่านอาจารย์พยักหน้าให้ นางจึงรับปากท่านย่าน้อยว่านางจะมาหาท่านบ่อยๆ
ระหว่างทางนางจึงลองถามท่านอาจารย์ดูว่าเหตุใดนางจึงต้องเรียกท่านเว่ยเสินหนิงว่าท่านย่าน้อย ท่านอาจารย์บอกนางว่าเว่ยเสินหนิงก็เป็คนแบบนี้แหละ นางชอบอะไรก็จะให้ผู้อื่นทำแบบนั้น ไม่มีเหตุผลอะไรหรอก
หลี่ซูเม่ยได้ยินดังนั้นจึงคิดในใจว่า 'มันต้องไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ๆ ท่าทางที่ท่านย่าน้อยแสดงออกแสดงให้เห็นชัดๆว่าท่านเป็คนมีเหตุผล เอาไว้ค่อยถามท่านย่าน้อยเองก็ได้'
เมื่อกลับถึงสำนักก็ถึงเวลารับประทานอาหารกลางวันพอดี ทุกคนต่างอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง หลี่ซูเม่ยยังคงหาโอกาสคุยกับศิษย์พี่ทั้งสามของนางเช่นเดิม หลังจากทุกคนรับประทานอาหารกันเรียบร้อยแล้วต่างคนต่างแยกย้ายกลับเรือนของตน หลี่ซูเม่ยต้องไปพบท่านอาจารย์ที่เรือนของท่านเพื่อทำการทดสอบทักษะต่างๆที่นางเคยเรียนซึ่งได้แก่ ร้องเพลง ร่ายรำ เล่นพิณ เขียนอ่านอักษร และวาดภาพ
การทดสอบทั้งหมดล้วนผ่านไปได้ด้วยดี ท่านอาจารย์บอกว่าพื้นฐานในแต่ละทักษะของนางนั้นดีแล้ว แต่นางไม่ควรขาดการฝึกฝน ควรหมั่นฝึกฝนให้มีความเชียวชาญมากยิ่งขึ้น เดือนหน้าท่านจะทดสอบดูว่านางได้ทำการฝึกฝนบ้างหรือไม่
ส่วนวันนี้ท่านอาจารย์บอกว่าท่านไม่มีอะไรแล้ว นางจะกลับไปที่เรือนเลยก็ได้หรือจะอยู่ต่อท่านก็ไม่ว่าอะไร นางเห็นว่าใกล้ถึงเวลารับประทานอาหารเย็นแล้ว นางจึงขอตัวกลับไปยังเรือนของตน
---------------------------------------------------------
* ฝากติดตามตอนต่อไปของไรท์ด้วยน้าา
ขอบคุณค่ะ ♥️