The Lost Swordsman

    บทที่ 43 เหตุการณ์พลิกผัน

    ภายใต้ดวงตะวันร้อนระอุ การทดสอบอันดุเดือดได้จบลงถึงสองแห่งด้วยเวลาอันสั้น ยอดเขาลำดับสี่ได้ผู้ชนะเป็นที่เรียบร้อย ตามมาติดๆเป็นยอดเขาลำดับสองที่มีผู้สามารถชิงยาถอนพิษมาได้อย่างง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
    ส่วนทางด้านภูเขาลำดับห้าปรากฎร่างเงาทั้งสี่ไต่ขึ้นไปตามผาสูงชัน มีทั้งผู้ที่ใช้ความเร็วจากวิชาท่าร่างอัสนีอย่างเหมาเว่ยย่ำเท้าวิ่งเหยียบขึ้นไปตรงๆ ทั้งผู้ที่กระโจนไต่ไปตามซอกหินผาทะยานขึ้นไปเป็นจังหวะ สลับช้าเร็วตามแต่สภาพพื้นที่ที่อำนวย
    ฟุบบบบบ!!
    วืบ วืบบบบบบบบบ!!
    “ชิ!”เหมาเว่ยสถบเล็กๆ เมื่อจู่ๆชายร่างท่วมเริ่มเคลื่อนที่เข้าใกล้และเปิดฉากจู่โจม’ปรมาจารย์ขั้นสิบ?’
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
    วืดด วืดด วืดดด!!
    ชั่วพริบตาที่ถูกหมัดกระหน่ำปล่อยใส่ระรัว สร้างความลำบากให้แก่การไต่ผาสูงมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องถูกขัดจังหวะเคลื่อนกายหลบ หนำซ้ำชายร่างเล็กและชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งที่ยังไม่ถูกเล่นงาน พุ่งทะยานกระโจนสูงขึ้นทิ้งระยะห่างไกลออกไปทุกที
    ฟุบ ฟุบ ฟุบบบ!!
    “หมัดของเจ้าเชื่องช้าเป็นบ้า!!”
    สิ้นเสียงการเย้ยหยัน เหมาเว่ยใช้มือคว้าจับเถาวัลย์เพื่อการทรงตัว พลิกตัวโถมเข้าใส่ร่างท่วมๆตอบโต้กลับไปด้วยเท้าทั้งสองข้างเข้าอย่างจัง ด้วยความเทอะทะของมันจึงส่งผลให้เกือบจะลงไปยังด้านล่างชั่วอึดใจนั้น
    ฟุบบ ปึงงงงงง!!!
    “ตกลงไปซะ”
    ตึบ ตึบ ตึบบ!!
    เหมาเว่ยอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังเสียการทรงตัวไต่สูงขึ้นไปอีกเล็กน้อย และทิ้งน้ำหนักเท้าลงมาทั้งสองข้างโถมใส่บ่าชายร่างท่วม จนต้องตกลงไปพร้อมใช้เป็นฐานดีดตัวให้พุ่งสูงขึ้นไปอีกด้วย
    ปังงงงงงง!!
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
    “อั่กก.....ไม่......!!”
    ฟูบบบบบบบบบ...!!!
    ‘เสร็จไปหนึ่ง ที่เหลือก็แค่ไล่ตามเจ้าสองคนนั้นไป’เหมาเว่ยมุ่งสมาธิไล่ติดตามขึ้นไปต่อทันที
    ฟุบบ ฟุบบบ!!
    แม้ว่าทั้งเหมาเว่ยและชายร่างท่วมจะมีระดับพลังเทียบเท่าหรือมากกว่าปรมาจารย์ขั้นสอบก็ตามที หากแต่ยังมีอุปสรรคซึ่งก็คือพื้นที่การต่อสู้สูงชัน ที่นับว่าไม่ง่ายและไม่ยากจนเกินไปสำหรับผู้ฝึกตนระดับนี้ แต่เมื่อต้องพึ่งพาประสบการณ์ การตัดสินแพ้ชนะจึงอาศัยเพียงจังหวะชั่วพริบตา
    ฟุบ ฟุบบ ฟุบบบบบ!!
    ‘พวกมันไม่คิดขัดขว้างอีกฝ่ายเลยหรือไง หรือแค่วัดกันที่ความเร็ว ชิ....ใช้ไรเฟิลส่องไม่ทันแล้ว พวกมันกำลังจะถึงยอดเขา!’เหมาเว่ยเพ่งมองร่างทั้งสองที่หายลับไปบนยอดผา’ยังน่าจะทัน พวกมันยังต้องแย่งชิงกันอยู่ด้านบนเป็นแน่’
    ฟุบ...!!
    ฟุบบบบบ...!!
    เพียงชั่วอึดใจต่อมา เหมาเว่ยก็สามารถมาถึงด้านบนได้ไม่ยากเมื่อไร้การก่อกวน และเมื่อมาถึงก็ต้องพบกับการต่อสู้ระหว่างผู้ที่ใช้กระบี่และชายร่างเล็ก ที่กำลังดุเดือดใกล้กับจุดที่ปรากฏกล่องไม้เล็กๆ
    ชิ้งงง ชิ้งงงงง!!
    วืดดด ฟุบ ฟุบบบ!!
    ‘ระดับปรมาจารย์ขั้นสิบทั้งคู่ แต่ควรจะฆ่าพวกมันก่อนหรือชิงกล่องนั่นก่อนดี’เหมาเว่ยครุ่นคิดชั่วครู่
    หากแต่จังหวะไม่คาดฝันก็มาถึง เมื่อมีหนึ่งในคนทั้งสองพลั้งมือตวัดกระบี่ดีดกล่องไม้ให้ลอยมาทางเหมาเว่ยราวกับโชคช่วย จึงเป็นจังหวะให้เขาตัดสินใจพุ่งเหยียดแขนออกไปคว้ากล่องไม้ก่อนอื่นเป็นอันดับแรก
    ‘เสร็จข้า...!!’เหมาเว่ยเผยยิ้มที่มุมปาก ยิ้มย่องราวกับเป็นผู้ชนะ
    หมับบบ!!
    ‘อะไรน่ะ...เจ้านี่ยัง...ตั้งแต่เมื่อไหร่?’
    “ตกลงไปซะ ย้า.....!!”
    วึบบบบบ!!
    ร่างชายผู้ที่กำลังจะคว้าจับกล่องไม้ถูกเหวี่ยงออกไปยังนอกยอดเขาอย่างแรง สถานการณ์เกิดพลิกผัน ผู้ที่กำลังจะคว้าชัยชนะกลายเป็นผู้แพ้โดยทันที ทั้งยังกำลังจะต้องตายด้วยการตกจากที่สูงระดับนี้ด้วย
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
    หมับ!!
    ชายร่างท่วมที่น่าจะหายไปจากการตกลงไปยังด้านล่าง กลับกลายเป็นผู้ที่กำลังจะชนะ มันไล่ตามขึ้นไปยังยอดเขาเป็นคนสุดท้าย พร้อมกับเป็นผู้ที่ส่งให้เหมาเว่ยต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากกำลังจะตกสู่เบื้องล่าง
    “มันเป็นของข้า”
    หนำซ้ำชายร่างท่วมดังกล่าว ยังได้รับกล่องไม้โดยที่ลอยเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ แววตาของมันเป็นประกายเมื่อสิ่งที่ต้องการได้มาอยู่ในมือ
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
    ทว่า พริบตาที่ร่างกายลอยเคว้งไร้การควบคุม ภายใต้สภาพจิตใจของชายหนุ่มผู้ที่ใกล้กับความตายคล้ายกับตกอยู่ในอุ้งมือมัจจุราช กลับปรากฏอารมณ์อันหลากหลายซึ่งหนึ่งในนั้นคือความมุ่งมั่น ความต้องการอันแรงกล้า
    ‘ไม่......ข้าต้องชนะ ข้าไม่ยอมตาย ไม่ ไม่..........ข้าจะต้องชนะ!!!!!!! ไม่.....!!!!!!!’
    ฟืบบ!
    ชั่วลมหายใจที่ความมุ่งมั่นเบ่งบานจนถึงขีดสุด กึ่งกลางหน้าผากของผู้ที่เข้าใกล้ความตาย พลันเผยถึงบางสิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาส่องแสงเจิดจ้า พร้อมมือที่ยื่นเหยียดออกไปทางด้านยอดเขาก็ยังปรากฏไอปราณที่กำลังม้วนตัวผสานกันจนกลายเป็นเนื้อเดียว
    ปึงงงง!!
    สิ่งที่ปรากฏเป็นอุ้งมือยื่นยาวที่ก่อขึ้นจากคลื่นปราณ ไม่ต่างอันใดกับการกำเนิดปราณเป็นรูปธรรม คล้ายกับสิ่งที่ใช้หยุดเหมาเว่ยเมื่อหลายวันก่อนเป็นอย่างยิ่ง
    ‘นั่นมันอะไรน่ะ’
    “นั่นมัน เปลี่ยนปราณเป็นรูปธรรม!”
    ‘ก็ไม่รู้หรอกนะว่าอะไร แต่ว่า...’เหมาเว่ยเผยสีหน้ามุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่ง’ข้าต้องชนะ!!’
    “มันทำได้ยังไง?”
    “เป็นไปไม่ได้”
    ‘เจ้าหนุ่มนี่ช่างน่าสนใจ’ชายวัยกลางคนที่เฝ้าสังเกตการณ์บนยอดไม้เผยรอยยิ้มเล็กๆ
    ฟืบบบ เพล้งงง!!!
    สุ้มเสียงการแตกหักของบางสิ่งมาพร้อมกับร่างของเหมาเว่ยที่ถูกกระชากกลับเข้าไป เมื่ออุ้งมือขนาดใหญ่ได้ทำหน้าที่จนเสร็จสิ้น ก็แตกสลายจางหายไปพร้อมกับบางสิ่งบนหน้าผากที่ค่อยๆปิดลง ราวกับว่าไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่ต้น
    วูบบ!!
    มังกรท่องนภา!
    กรรรร ตูมมมมม!!
    “อ๊ากกกก! ยาแก้พิษของข้า..ไม่!!”
    “มันชิงยาแก้พิษไปแล้ว”
    ร่างที่ถูกกระชากกลับเข้าสู่ยอดเขาอย่างรวดเร็ว พุ่งทะยานกระแทกฝ่ามือที่ปรากฏปราณมังกรขาวซัดใส่แผ่นหลัง ผู้ที่ถือกล่องไม้ขนาดเล็กให้กระเด็นออกไปพร้อมเหลือหลงไว้เพียง กล่องไม้ที่ได้ผละหลุดออกจากมือปลิวลอยกลางอากาศอีกครั้ง
    หมับ!!
    “ของข้า มันเป็นของข้าล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”เหมาเว่ยเปล่งเสียงหัวเราะด้วยความสะใจ พลางใช้นิ้วสะกิดเปิดกล่องไม้ตบสิ่งที่อยู่ภายในเข้าปากในทันที’กลืนเข้าไปแล้วยาแก้พิษ’
    แท้ที่จริงเหมาเว่ยที่ติดตามขึ้นมาภายหลัง ย่อมไม่ทราบว่าภายในกล่องไม้เป็นยาแก้พิษจริงหรือไม่ หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นท่าทีของทั้งสองที่มาถึงอยู่ก่อน เข้าต่อสู้กันและเหลือบมองกล่องไม้ที่ว่าเป็นพักๆ จึงทำให้เขามั่นใจว่ามีโอกาสสูงที่สิ่งของภายในจะเป็นยาแก้พิษ
    “ข้าชนะใช่ไหม? ผู้อาวุโส”เหมาเว่ยเอียงลำคอหันไปหาชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่บนยอดไม้ พลางลูบกลางหน้าผากของตนเบาๆ’รู้สึกๆอุ่นตรงกลางหน้าผาก การที่ข้ารอดมาได้ต้องเกี่ยวกับสิ่งนี้เป็นแน่’
    “ตายยยย!!”
    “เจ้าต้องตายยย!!”
    ทว่า ผู้ที่ถูกช่วงชิงทั้งสามก็ยังไม่ยอมลดละ หันคมดาบใส่เหมาเว่ยที่พลิกกลับกลายเป็นผู้ชนะอีกครั้ง พวกมันทั้งหมดเร่งทะยานจู่โจมจากทุกทิศราวกับว่า ต้องจะลากเหมาเว่ยให้ตายตกไปตามกันให้จงได้
    “ยังไม่ยอมสินะ”เหมาเว่ยแสยะยิ้มกว้าง พร้อมตั้งท่าโคจรกำลังภายในเตรียมรับมือทันที
    ฟุบบบ วูบบบ!!
    ทันใดนั้น ร่างๆหนึ่งพลันชิงพุ่งหาเหมาเว่ยด้วยความเร็วปานภูติพราย คว้าจับบ่าและนำร่างชายหนุ่มทะยานมุ่งลงไปยังนอกหน้าผาหายลับไปยังด้านล่างอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้น ก็ยังส่งเสียงเย้ยหยันผู้แพ้ทิ้งไว้เพียงคำกล่าวสุดท้ายก่อนจะลาลับ
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! การทดสอบจบแล้ว ผู้ที่สมควรอยู่รอดคือผู้แข็งแกร่งเท่านั้น พวกเจ้าทั้งสามรอรับความตายไปซะเถอะ อีกไม่กี่ลมหายใจพิษก็จะออกฤทธิ์ จงสำนึกถึงความอ่อนแอของพวกเจ้าบนนี้ซะ! ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
    ฟุบบบ!!
    ความแข็งแกร่งที่ผู้คุมสอบกล่าวถึงหาใช่เพียงพลังยุทธไม่ ทั้งประสบกาณ์ โชคและอื่นๆ ล้วนแปรเปลี่ยนนับเป็นความแข็งแกร่งได้ทั้งสิ้น และเมื่อการทดสอบแย่งชิงยาถอนพิษได้บรรลุผล ก็ไม่มีเหตุผลอันใดให้อยู่ต่อหรือต้องเข้าต่อสู้กับคนเหล่านั้นอีก
    .
    .
    .
    ต่อมาเหมาเว่ยก็นำถูกกลับไปยังเรือลมปราณ พร้อมได้พบกับผู้ชนะในแต่ละการทดสอบโดยที่เขา สามารถผ่านการทดสอบได้เป็นลำดับที่สี่ และจินหมิงกลายเป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบเป็นคนสุดท้าย
    ‘ชิ เจ้านี่ก็รอดงั้นเหรอ?’
    “จินหมิง เจ้ายังไม่ตายสินะ”เหมาเว่ยส่งเสียงลงไปยังด้านล่างเรือลมปราณเมื่อพบว่าจินหมิงถูกนำตัวกลับมา
    “เจ้ายังไม่ตาย ข้าจะชิงตายก่อนได้อย่างไร ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”ชายหนุ่มในสภาพสะบักสะบอมตะโกนตอบกลับ’คิดไว้แล้วว่าเจ้าต้องรอด เหมาเว่ย’
    “อย่ามัวพูดเพ้อเจ้อ รีบขึ้นไป”ผู้คุมการทดสอบวัยกลางขึ้นเร่งให้จินหมิงขึ้นไป ก่อนจะกวาดตามองไปโดยรอบ”ปีนี้เมืองดารากระจ่างรอดมาได้ถึงสาม ฮ่า ฮ่า ฮ่า ช่างน่าตกใจ น่าตกใจจริงๆ”
    ผลการทดสอบเป็นไปอย่างน่าตกใจ เมืองดารากระจ่างที่ต้องตกเป็นของอาณาจักรมังกรฟ้า และถูกมองว่าคนจากที่นั่นอ่อนแอที่สุด กลับกลายเป็นว่าปีนี้สามารถรอดชีวิตผ่านการทดสอบถึงสามคนจากห้ากลุ่ม จึงนับได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง
    “พวกเจ้าต้องไปรับรางวัลศิษย์ใหม่จากคันฉ่องสะท้อนใจ”
    “หึ..!”
    “ของรางวัล?”
    “ถูกต้อง แต่จะได้ของล้ำค่ารึไม่ ก็ขึ้นอยู่กับวาสนา!”
    .
    .
    .
    เพียงชั่วครู่ ศิษย์ใหม่ทั้งห้าที่ผ่านการทดสอบก็ถูกนำกลับไปยังโถงใหญ่เพื่อรับฟังกฎเกณฑ์ของนิกาย มิหนำซ้ำยังเป็นงานต้อนรับเล็กๆที่ถูกจัดขึ้นพร้อมกับศิษย์ในนิกาย ที่ต่างมาปรากฏตัวเฝ้ารอด้วยจุดประสงค์อื่น
    “พวกเจ้าทั้งหมดเข้าใจดีแล้วนะ ต่อไปพวกเจ้าคือคนของนิกายนักบุญ”ผู้อาวุโสท่านหนึ่งของนิกาย ต่างเข้าไปมอบผ้าคลุมสีขาวและร่วมให้ศิษย์ใหม่ทั้งห้าด้วยตัวเอง
    “ครับ”
    “ข้าเข้าใจแล้วครับ”
    “ต่อไปก็ตามข้าเข้าไปด้านใน นิกายนักบุญมีของเล็กๆน้อยๆจากคนรุ่นก่อนจะมอบให้ศิษย์ใหม่ทุกคน”
    สิ้นพิธีการต้อบรับเล็กๆ ศิษย์ใหม่ทั้งหมดรวมถึงเหมาเว่ยต่างถูกพาเข้าไปยังห้องด้านใน ซึ่งยังมีต่อเป็นห้องลับใต้ดินที่เชื่อมต่อลงไปอีก และเมื่อไปถึงก็พบกับคันฉ่องบานใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นจากหินและโลหะเป็นส่วนใหญ่ โดยศิษย์ใหม่แต่ละคนจะถูกบอกให้ยื่นมือเข้าไปยังใจกลาง ที่ไม่น่าจะสามารถล้วงผ่านของแข็งเช่นนั้นได้
    “เร่งล้วงเข้าไปเสียสิ ถึงจะดูคล้ายโลหะ แต่คันฉ่องสะท้อนใจนับเป็นของวิเศษในนิกาย มันจะสะท้อนจิตใจและวาสนาของเจ้า และมอบของวิเศษที่คู่ควรให้”ผู้อาวุโสเคราขาวยืนอธิบายระหว่างที่ให้ศิษย์ใหม่คนแรกยื่นฝ่ามือสัมผัสเข้าไป
    “ไม่ต้องกังวลไปหรอก มันก็เหมือนกับเจ้าล้วงหยิบของในถุงจักรวาล แต่ภายในนี้จะเก็บของวิเศษของคนรุ่นก่อน มาเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังอย่างพวกเจ้า ไม่แน่ว่าสิ่งที่ได้อาจจะเป็นตำรายุทธ สิ่งของส่วมใส่อย่างเช่นชุดเกราะ หรือแม้แต่จะเป็นอาวุธหรือของวิเศษอื่นๆก็ได้นะ”
    “ขอเพียงเป็นผู้ถูกเลือก แค่ยื่นมือล้วงเข้าไปในคันฉ่อง สิ่งที่คู่ควรจะเข้ามาอยู่ในมือของพวกเจ้าเอง ทำใจให้สบาย”
    “ครับ”จินหมิงขานรับสั้นๆ
    วืบบบ!!
    มันเป็นคนแรกที่อาสาสัมผัสกับคันฉ่องสะท้อนใจและรับมอบของวิเศษก่อนใคร ทว่า เมื่อได้กระทำตามที่ผู้อาวุโสในนิกายกล่าว ฝ่ามือที่สัมผัสถูกโลหะแข็งพลันถูกดูดผ่านเข้าไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์ พริบตานั้นพลันบังเกิดแสงส่องสว่างวาบ และถูกให้ถอนมือออกมาอย่างฉับไว
    “ได้แล้วใช่ไหม ถอนมือออกมา ดึงเจ้าสิ่งนั้นออกมาซะสิ”
    วูบบบบบบ!!!
    เพียงแค่ฝ่ามือจินหมิงพ้นออกมาทุกสายตาพลันเบิกกว้าง พร้อมทั้งเสียงพึมพำจากผู้ที่ทราบว่า ด้ามอาวุธใหญ่ยักษ์ในมือของมันเป็นสิ่งใดกันแน่
    “เป็นกระบี่หนัก?”
    “นั่นมัน หรือว่าเป็นกระบี่ของประมุขรุ่นก่อน!!”

    คล้ายกับเรื่องThe Lost Swordsman ที่คุณอ่าน