ขณะเดียวกัน ณเมืองแมนแดน์ ภายในวิมานหลังโตโอ่อ่าเปล่งรัศมีเรืองรองส่องสว่าง ท้าวเวสสุวรรณ จอมราชันแห่งั์ นั่งอยู่ที่โต๊ะทองคำลวดลายวิจิตร จอมราชันั์แม้มีใบหน้าดุร้าย เขี้ยวโง้งออกมานอกริมฝีปาก แต่ท้าวเวสสุวรรณกับจิตใจดี มีคุณธรรม เป็พญาั์ฝ่ายสัมมาทิฐิ ด้วยอำนาจแห่งบุญบารมี ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทองทา รุ่งเรืองด้วยยศศักดิ์ สวมเสื้อเกราะทองคำแขนสั้น นั่งขมวดคิ้วใช้ความคิด พลางชำเลืองมองเสนาบดีั์คนสนิท แล้วกล่าวสอบถาม
“... เื่นี้มันมีลับลมคมใน เหมือนจงใจกลั่นแกล้งกัน ในเมื่ออริยขุนศึก เพิ่งจบศึกมาจากอุตตรกุรุทวีปยังไม่ทันไร ก็ถูกส่งลงไปทำภารกิจยังชมพูทวีปแล้ว ทั้งที่บน์ก็มีขุนศึกมือดีมากมาย พร้อมที่จะลงไปทำหน้าที่นั้น แต่ทำไม...? อืมม์...เื่นี้ท่านพิเภกมีความเห็นประการใด”
ท้าวเวสสุวรรณตั้งข้อสังเกต พลางปรึกษากับท่านพิเภกเสนาบดีั์
“ข้าแต่องค์ราชัน เพลานี้เถาวัลย์อาสาวดีออกดอกผลแล้ว และในดอกผลนั้นมงกุฎสามกษัตริย์จักปรากฏขึ้น มงกุฎสามกษัตริย์นี้เทวดาผู้มักใหญ่ใฝ่สูงต่างหมายปอง การสกัดคู่แข่งออกไปพ้นทางก็เป็อุบายที่นิยมใช้อย่างหนึ่ง ยามนี้ อริยขุนศึกกำลังเป็ที่จับตา จัดเป็ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งไตรตรึงษ์ เป็ไปได้ไหมว่า เทวดาคู่แข่งเหล่านี้จึง้าส่งอริยขุนศึกลงไปยังชมพูทวีป เพื่อปฏิบัติภารกิจเสี่ยงภัย หวังให้อริยขุนศึกตายในหน้าที่ หรือไม่อาจกลับคืนสู่วิมานได้ ซึ่งนั่นก็แปลว่า คู่แข่งสำคัญย่อมหมดไปอีกหนึ่ง”
“อืมม์!... ใช่ ข้าเห็นด้วย แปลว่า มันเกิดจากความอิจฉากัน ถ้าเช่นนั้นเื่นี้ย่อมมีใครบางคนชักใยอยู่เื้ัด้วยความริษยา แล้วกลั่นแกล้งกันด้วยแผนสกัดดาวรุ่ง เพื่อหวังกำจัดเขาให้พ้นทาง แต่จักรู้ได้อย่างไรว่า มันผู้นั้นเป็ใคร ?”
ท้าวเวสสุวรรณกล่าวเห็นชอบด้วยเสียงทุ้มต่ำหนักแน่น ท่านพิเภกจึงเข้ามากระซิบบอกแผนการข้างหู พอฟังแผนการจบ ท้าวเวสสุวรรณส่งเสียงหัวเราะด้วยความชอบใจ
“ฮ่ะฮ่า ๆ ดีแผนการนี้แยบคายยอดเยี่ยม ข้าชอบ...แต่ยังมีอีกเื่หนึ่ง ที่ข้ารู้สึกไม่สบายใจ น่าจักต้องส่งเทวทูตไปตักเตือนเขาหน่อยถึงวิถีกลับสู่์สรวง หากเกิดประมาทพลาดพลั้งล่วงละเมิดบัญญัติห้าประการ เขาอาจมิได้กลับคืนสู่์อีกช้านานก็เป็ได้ ท่านคิดว่าเราควรส่งเทวทูตไปตักเตือนเขาดีไหม?”
“ข้าแต่องค์ราชัน ยังมีอีกเื่หนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาประกอบก่อนตัดสินใจ ล่าสุดข่าวกรองจากภุมมเทวดา[1]รายงานว่า เื่นี้ยังมีพวกอสูรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คาดว่าคงมีเลศนัยแอบแฝง ได้ยินว่าทั้งมุสิกเสนาอสูรและทูตมรณะได้ถูกส่งลงไปยังชมพูทวีปแล้ว นี่ย่อมมิใช่เื่เล็กน้อยอย่างแน่ หรือบางทีอาจบานปลายถึงขั้นศึกา ซึ่งเริ่มก่อตัวคุกรุ่นอยู่ที่ภพมนุษย์ก็เป็ได้”
“อืมม์ ถ้าเช่นนั้น พวกเราควรทำเยี่ยงไร จึงจักรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วเกิดเื่กระไรขึ้น? ท่านคิดว่าเราควรจักส่งสองเทวทูตลงไปยังชมพูทวีป เพื่อลอบสังเกตสืบเสาะเื่นี้เป็อย่างไร ?”
“อย่าเลยองค์ราชัน ในเมื่อเื่นี้มีมุสิกเสนาอสูรเข้ามาเกี่ยวข้อง ครั้งนี้ข้าพระองค์ขออาสาลงไปสืบเสาะด้วยตนเองดูสักครา เพราะเกรงว่าบางที อาจต้องมีการส่งมอบคัมภีร์แก้คุณไสย สลายอาถรรพ์มนตร์ดำจากพวกอสูร ข้าพระองค์ก็จักกระทำได้ทันท่วงที”
“เอา! ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจท่าน ขอให้ท่านพิเภกรีบไปรีบมาก็แล้วกัน” ท้าวเวสสุวรรณกล่าว พลางถอดเสื้อเกราะทองคำแขนสั้นมอบให้กับท่านพิเภกเสนาตรงหน้าด้วยความห่วงใย แล้วกล่าวสืบต่อ “แต่อย่าลืมว่า เื่นี้ต้องทำอย่างลับ ๆ เพราะเราไม่จำเป็ต้องก่อศัตรูเพิ่ม”
“รับด้วยเกล้าพระพุทธเ้าข้า”
ท่านพิเภกเสนาั์ผู้เปรื่องปราด ประสานมือคำนับน้อมรับเสื้อเกราะทองคำแขนสั้น พลางกล่าวเสียงกังวานก่อนจากไป
กลับมาที่โลกมนุษย์ ณ กรุงอโยธยาศรีรามเทพ หลายวันมานี้ อัจฉริยเทพบุตรในรูปดวงแก้วกลมใสแวววาว เที่ยวลอยเสาะหาม้าทรงที่เหมาะสมถูกใจ แต่หายังไงก็ยังไม่เจอที่ลงตัวเสียที ส่วนที่เจอถูกใจก็มีเ้าของจับจ้องร่างไว้แล้ว แต่ถึงกระนั้นอัจฉริยเทพบุตรในรูปดวงแก้วกลมใสก็ยังไม่สิ้นความพยายาม ยังคงเดินหน้าเสาะหาม้าทรงต่อไปไม่หยุดยั้ง
ยามนี้ดวงแก้วกลมใสแวววาวเหินลอยเตร็ดเตร่มาถึงวัดแห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงพระภิกษุสวดมนต์กันอยู่บนศาลา บริเวณด้านข้างเห็นพวกนักเลงพนันตั้งวงเขย่าลูกเต๋าเล่นพนันกันอยู่มากมาย อัจฉริยเทพบุตรไม่อยากได้ม้าทรงที่เล่นการพนันจึงไม่สนใจกลุ่มคนพวกนี้ พลิ้วรูปดวงแก้วกลมใสโปร่งแสงลอยลิ่วตรงขึ้นไปบนศาลาการเปรียญ พบเห็นโลงศพตั้งอยู่กลางศาลา จึงรู้ว่าที่แท้พระภิกษุท่านกำลังสวดศพกันอยู่
เห็นพระครูองค์แรกนั่งอยู่หัวแถวเรียงตามลำดับาุโไปเป็พระลูกวัดอีกหลายรูป ตั้งตาลปัตร[2]สวดศพเสียงดังพร้อมเพรียงน่าเลื่อมใส ญาติ ๆผู้ตายก็นั่งฟังพระสวดกันอยู่เต็มศาลา อัจฉริยเทพบุตร ฉุกคิดว่า
‘หรือไม่ใช้ม้าทรง ยืมร่างผู้ตายมาใช้ชั่วคราวน่าจะดีกว่า!’
คิดได้แบบนี้ก็พยายามเรียบเรียงคำพูดเอาไว้ตอบญาติผู้ตาย เมื่อเวลาที่ร่างกลับฟื้นขึ้นมา...จากนั้นจึงลอยลิ่วเข้าไปใกล้โลง พบเห็นว่าศพยังอยู่ในสภาพดี ผู้ตายเป็คหบดีหนุ่มใหญ่วัยกลางคน
ทันใดนั้น ยมทูตนุ่งโจงกระเบนรั้งสั้นสีแดงสด ไม่ใส่เสื้อ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พลันกล่าวว่า
“เฮ้! ท่านเทพบุตรมาทำกระไรแถวนี้มิทราบ?” ยมทูตขมวดคิ้วถาม
“เปล่า” อัจฉริยเทพบุตรกล่าวอึกอักตอบคำ “เอ่อ...ข้าเห็นเขาพบจุดจบไปแล้วเท่านั้น”
“ความตาย ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้งต่างหาก”
ท่านยมทูตกล่าวพลางหันไปทางจิติญญาที่ติดตามมาเื้ั
“จิติญญายังไม่ถึงที่ตาย กลับเข้าร่าง!”
สิ้นคำก็ผลักจิติญญาผู้นั้นกลับเข้าไปในร่างที่นอนอยู่ในโลง เสร็จแล้วยมทูตก็อันตรธานไปต่อหน้าต่อตา ราวกับควันสายหนึ่งจางหายไปในอากาศธาตุ โดยไม่รอคำตอบจากเทพบุตร
ดวงแก้วกลมใสโปร่งแสง เห็นว่าตนเองไปต่อไม่ได้แล้ว จึงฉากออกมาลอยตัวชมดูผู้ตายว่า ฟื้นแล้วจะทำอย่างไรต่อไปด้วยความสนใจ
ขณะที่จิติญญา เมื่อกลับเข้าร่างได้ ก็พยายามร้องขอความช่วยเหลือจากญาติ แต่ไม่มีเสียงร้อง จะยกมือเปิดฝาโลงออกก็ไม่ถนัด เพราะมีเชือกมัดตราสังไว้แ่า ได้แต่ดิ้นขลุกขลักไปมาอยู่ในโลง
ญาติ ๆ ต่างชำเลืองมองโลงด้วยแววตาพิกล เมื่อจู่ ๆ โลงเกิดสั่นไหวเสียงดังคึกคักๆ
พระครูได้ยินเสียงแปลก ๆจึงชะโงกศีรษะมองผ่านตาลปัตรออกมา ขณะที่ปากยังสวดมนต์อยู่
คนตายแล้วฟื้นนอนอยู่ในโลง เห็นว่ายังไม่มีใครมาช่วย ก็ยิ่งออกแรงดิ้นหนักขึ้นกว่าเดิม โลงก็ยิ่งสั่นไหวโคลงเคลงตามแรงดิ้น เสียงดังตึงตังตามแรงเหวี่ยงไปมา พักเดียวโลงก็ล้มครืนกลิ้งตกลง ฝาโลงเปิดออก ร่างคหบดีหนุ่มกลิ้งลุ่น ๆ ไปบนพื้นศาลา
ทันใด บรรดาแเื่แตกตื่นวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น บางคนขวัญอ่อนอุทานบอก
“ผีหลอกๆ หลวงพ่อช่วยด้วย!”
แต่พระครูเ้าอาวาสและพระลูกวัด เห็นท่าจะไม่อยู่ช่วยโยม พากันทิ้งตาลปัตรทิ้งย่ามโกยแนบลงศาลา แซงหน้าไปก่อนโยมแล้ว
พวกนักเลงพนัน เห็นคนบนศาลาวิ่งหน้าตื่นแตกฮือมา ก็นึกว่าเ้าหน้าที่ตำรวจมาจับ พลอยใ วงแตกพากันะโกำแพงหนีไม่คิดชีวิต บางคนตกลงมาแข้งขาหักไปก็มี
อัจฉริยเทพบุตรความจริงมิได้กลัวผีหรอก แต่อารามใ เห็นพระคุณเ้าและบรรดาญาติโยมพากันลุกฮือวิ่งแตกตื่น ตนเองเลยพลอยใ พลิ้วรูปดวงแก้วกลมใสโปร่งแสงลอยหนีออกไปกับเขาด้วย
แป๊บเดียวบนศาลาก็ว่างเปล่าปราศจากผู้คน เหลือเพียงคหบดีหนุ่มใหญ่คนตายแล้วฟื้นผู้เดียว นอนกะพริบตาพนมมือทำหน้างง ๆ
แม้พลาดเป้ามาหลายครั้งหลายหน แต่อัจฉริยเทพบุตรก็ยังไม่ละความเพียร เพราะถือคติว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’ ครั้งนี้เหาะมาในอากาศ ได้ยินเสียงร้องเพลงอย่างมีความสุขแว่วอยู่เบื้องล่าง ก็รู้สึกสนใจ จึงเหาะพลิ้วรูปดวงแก้วกลมใสโปร่งแสงลงไป
พบเห็นว่า ที่หน้าเรือนเศรษฐีหลังหนึ่ง มีเ้าของเสียงร้องอันไพเราะสดใสถูกจับขังอยู่ในกรง มันคือนกแก้วแสนรู้พูดได้นั่นเอง เ้าแก้วแม้สิ้นอิสรภาพก็มิได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร มันยังคงส่งเสียงครวญเพลงขับกล่อมเศรษฐีชราร่างอ้วนฉุผู้เป็เ้าของอย่างมีความสุข
อัจฉริยเทพบุตรชมดูอยู่ ก็พลอยเกิดปีติสุขไปด้วย
เ้าแก้วส่งเสียงร้องเพลงอยู่พัก จู่ ๆ ร่างมันก็กระตุกหยุดร้อง ทิ้งตัวลงนอนสงบนิ่งอยู่ในกรง พริบตานั้น ร่างโปร่งแสงของเทวดาคนธรรพ์ตนหนึ่ง ก็โผล่ออกจากร่างเ้าแก้ว ลอยลิ่วขึ้นสู่เบื้องบนทันที
แต่เศรษฐีผู้เป็เ้าของยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ด้วยตาเนื้อเห็นเ้าแก้วนอนนิ่งอยู่ในกรงไม่ส่งเสียง จึงเปิดกรงออก จับตัวมันออกมาดูค่อยรู้ว่า มันตายแล้ว เศรษฐีผู้ชราพลิกไปพลิกมา เห็นว่ามันตายแน่ จึงวางร่างเ้าแก้วไว้บนกรง จากนั้นก็เดินเข้าไปในเรือน เข้าใจว่าน่าจะไปหาพวกเครื่องมือขุดดิน
อัจฉริยเทพบุตร ชมดูอยู่ก็รู้ว่านี่คือ ‘โอกาสทอง เอ๊ะ! หรือว่าเราจะใช้ร่างเ้าแก้วแทนม้าทรงดี’ เพียงแค่คิด ทันใดนั้น รูปดวงแก้วกลมใสก็ถูกดึงดูดวาบเข้ามาสู่ภายในร่างของนกแก้วสิ้นลมตัวนี้ทันที พลันภายในระบบประสาทของเ้าแก้วเกิดกระแสไฟแล่นเป็ประกาย ราวสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ภายใน พริบตานั้น อัจฉริยเทพบุตรในร่างของเ้าแก้วก็ฟื้นตื่นลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง
เศรษฐีชราเดินถือเสียมขุดดินออกมาถึงพอดี กำลังเอื้อมมืออวบใหญ่จับร่างเ้าแก้ว ปรากฏว่า เ้าแก้วลุกขึ้นตีปีกโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที เ้าแก้วบินจากไปต่อหน้าต่อตาเศรษฐี ทิ้งร่างชายชราอ้วนฉุไว้เบื้องล่าง ไกลห่างออกไปทุกที ๆ ...
ขณะบินอยู่บนฟ้า เมื่อเห็นตนเป็อิสระหลุดพ้นจากกรงขังของเศรษฐีมาไกลโขแล้ว ด้วยสัญชาตญาณความคุ้นชิน อัจฉริยเทพบุตรซึ่งบัดนี้สิงสู่อยู่ในร่างของนกแก้ว[3]จอมขับขาน พลอยเผลอตัวฮัมเพลงออกมาเป็ทำนองไพเราะชวนฟังว่า
“น้า นา น้า นา น่า น่า...
น้า นา น้า นา น่า นา...”
ฮัมเพลงร้องไปอย่างมีความสุข พร้อมโผบินมุ่งตรงกลับไปที่เรือนของ
ขุนชัย กำแหงฤทธิ์ด้วยความยินดี โดยหารู้ไม่ว่ายามนี้คู่หูของตนนั้นได้ล่องเรือจากไปไหนต่อไหนแล้ว
หนึ่งวันต่อมา ณ ที่ภาคใต้ ชานเมืองนครศรีธรรมราช แขวงปกาสัย[4] บริเวณปากอ่าวชายฝั่งด้านทิศตะวันตกติดกับทะเลอันดามัน ขุนเขาตระหง่านสูงต่ำลดหลั่นดุจกำแพงสูงใหญ่โอบล้อมหมู่บ้านชาวประมงไว้ ทว่ายามนี้หมู่บ้านแห่งนี้กลับถูกทิ้งร้าง ปราศจากผู้คน บรรยากาศชวนวังเวงหดหู่ แม้กลางวันแสก ๆ กลิ่นอายปีศาจอาถรรพ์มนตร์ดำยังอบอวลคละคลุ้ง
แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องลงมาที่พื้นน้ำ แม่น้ำสายหนึ่งทอดกั้นระหว่างกลางสองฟากฝั่ง ฟากหนึ่งมีร้านอาหารถูกทิ้งร้าง อีกฝั่งหนึ่งเป็หมู่บ้านร้างด้านหลังติดกับสุสานเชิงูเา
แพข้ามฟากลำหนึ่ง แล่นฉิวข้ามฟากมายังหมู่บ้านร้างแห่งนี้ ภายในแพยืนอยู่ด้วยชายฉกรรจ์หลายคน ร่างกายกำยำ สวมชุดดำรัดกุม คลุมใบหน้าในชุดนินจา เมื่อแพข้ามฟากเข้าใกล้ถึงฝั่ง พวกนินจาพากันพลิ้วกายขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว พอเท้าแตะพื้นได้ ก็พลิ้วร่างลอยลิ่วขึ้นไปหลบซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้ราวเหาะเหิน หนึ่งในนินจาเ่าั้ ยืนซ่อนตัวอยู่บนคาคบไม้ได้ ก็ฉวยกล้องส่องทางไกลจากอกเสื้อ ออกมาส่องสำรวจไปที่หมู่บ้านร้างเบื้องหน้าทันที
มองผ่านช่องวงกลมของเลนส์กล้องไป พบเห็นพวกผีดิบซอมบี้หลายตนช่วยกันนำร่างที่ถูกสะกดิญญาของชายหญิงเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย หย่อนเหยื่อเหล่านี้ลงไปในโอ่งใบใหญ่แล้วปิดฝา พวกมันทำราวกับเป็ชาวประมงหมักดองซากแมงกะพรุนอยู่ก็ปาน นินจาแม้แอบส่องอยู่ในที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน แต่ไม่ทราบแน่ว่าพวกมันทำอะไรกันอยู่ เพราะไม่กล้าเข้าไปสำรวจในพื้นที่
หัวหน้านินจาผู้นี้ส่องดูด้วยความฉงนปนสยอง พลางยื่นกล้องส่งให้นินจาอีกผู้หนึ่งซึ่งอยู่ข้างกายลองส่องดูบ้าง การกระทำของพวกนินจาล้วนเป็ไปอย่างเงียบเชียบปราศจากสุ้มเสียง...เหล่านินจาเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของพวกซอมบี้อยู่ชั่วครู่
ทันใดนั้น ม้าของซามูไรชุดขาวขลิบม่วงร้องขึ้นในอีกฟากหนึ่ง ซึ่งเป็ร้านอาหารร้าง ไม่ทราบม้าเกิดตื่นกลัวอะไร จึงตะกุยขาหน้าส่งเสียงร้องดัง
เพียงอึดใจ ฝาโอ่งและประตูทุกบานในหมู่บ้านร้างจำนวนมากมายก็ถูกเปิดออกอย่างพร้อมเพรียง ฝูงซอมบี้วิ่งกรูกันออกมา ดิ่งตรงมาที่ต้นเสียงทันที ท่าทีของพวกมันทั้งหิวกระหายและดุร้าย เมื่อถูกปลุกให้ตื่นจากคลื่นเสียงลึกลับบางอย่างที่ไม่อาจขัดขืน
พักเดียว พวกมันวิ่งฮือใกล้เข้ามา อีกนิดเดียวจะถึงแนวต้นไม้ที่พวกนินจาแอบซ่อนอยู่ พลันซอมบี้ตนหนึ่งในฝูง วิ่งสะดุดก้อนหินล้มกลิ้งหน้าคะมำ พอเงยหน้าลุกขึ้น มันเหลือบเห็นพวกนินจาแอบซุ่มอยู่บนต้นไม้ ดวงตาขาวปราศจากตาดำของซอมบี้ซุ่มซ่าม ปะทะกับสายตาของนินจาเข้าอย่างจัง
หัวหน้านินจาส่งเสียงอุทานด้วยภาษาญี่ปุ่น (แปลไทยว่า)
“ไม่ได้การแล้ว!”
เมื่อเห็นท่าไม่ดี จึงเป่าปากให้สัญญาณ ลุย พวกนินจาทิ้งตัวลงจากต้นไม้ เข้าเผชิญหน้าต่อกรกับฝูงซอมบี้ที่วิ่งฮือเข้ามาอย่างดุเดือด ประกายดาบแลบแปลบปลาบราวสายฟ้า ซอมบี้หลายตนเบื้องหน้าถูกดาบนินจาฟาดฟันเข้าใส่หนักหน่วงแม่นยำ แต่ทว่าพวกมันกลับไม่เป็อะไร มีเพียงเสื้อผ้าสกปรกมอมแมมเท่านั้นที่ขาดวิ่นไป
หัวหน้านินจายังคงฟาดดาบเข้าใส่ต่อเนื่อง เสียงดังขวับ ๆ ประกายดาบวูบวาบ ขณะที่พวกซอมบี้ยังคงรุกไล่ดาหน้าเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับฝูงปีศาจกระหายเืรุมกินโต๊ะนินจา พวกมันยิ่งมายิ่งมาก หัวหน้านินจาเห็นว่าดาบใช้การไม่ได้ จึงพลิ้วกายถอยห่างออกไปบนยอดไม้ พวกนินจาที่เหลือพากันทำตาม
พริบตานั้น อาวุธลับดาวกระจายนับร้อยก็พุ่งออกมาจากต้นไม้อย่างเร่งร้อน ราวห่าฝนตกจากฟ้า อาวุธลับดาวกระจายพุ่งปักเข้าสู่ร่างซอมบี้อย่างแม่นยำ แต่แล้วก็ตกล่วงลงพื้นไป ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เฟี้ยว! ๆๆๆ
ตามมาติด ๆ กับมีดขว้างนับสิบเล่ม พุ่งแหวกฝ่าอากาศเข้ามาที่ร่างซอมบี้อย่างแม่นยำ แต่ทว่ามีดขว้างเ่าั้พอปะทะถูกร่างซอมบี้แล้วก็ตกล่วงไป
ฟู่! ๆๆๆ
เสียงลูกดอกอาบยาพิษนับสิบ ถูกเป่าพุ่งออกมาอย่างเร่งร้อน ปักเข้าที่ร่างซอมบี้อย่างแม่นยำ แล้วก็หล่นร่วงลงไปเช่นกัน
พวกซอมบี้พากันวิ่งฮือเข้ามาเขย่าต้นไม้สั่นไหว ราวกับจะช่วยกันหักโค่นต้นไม้ใหญ่ลง คล้ายพวกมันมิได้รู้สึกอะไรเลยกับห่าอาวุธลับที่ถูกซัดเป่าเข้ามา
หัวหน้านินจาหันไปสบตากับนินจาลูกสมุนอย่างหดหู่ แล้วส่งสัญญาณถอย เมื่ออาวุธที่มีไม่อาจทำอันตรายมันได้ พวกนินจาจึงพากันพลิ้วกายลงจากต้นไม้ ถอยไปตั้งหลักที่ฝั่งตรงข้าม แต่ก่อนจากไปยังพากันโรยลูกหนามมากมายเอาไว้ที่พื้น จากนั้นพากันพลิ้วร่างลอยลิ่วขึ้นสู่แพ ทันใดนั้นแพก็แล่นพุ่งแหวกฝ่าสายน้ำกลับไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว ราวพายุพัดหอบไปก็ปาน
พวกซอมบี้ยังคงวิ่งไล่ตามติด แม้เท้าเหยียบลูกหนามมากมายที่พื้น ทว่าพวกมันก็ไม่เป็อะไร ราวกับร่างกายของมันมีเกราะบางอย่างที่มองไม่เห็นปกป้องอยู่ ตามมาถึงริมฝั่งพวกซอมบี้จึงพากันหยุดยืนมองข้ามแม่น้ำไปฝั่งตรงข้าม เห็นพวกนินจาและซามูไรห้อตะบึงม้าเร็วจากไปไกลลับตา...
สามวันต่อมา ที่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช ล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูงใหญ่ก่ออิฐถือปูนอย่างดี ทั้งยังขุดคูคลองล้อมรอบไว้อีกชั้นหนึ่ง ยามนี้ภายในตัวเมืองหนาแน่นคับคั่งเต็มไปด้วยผู้คน พากันอพยพหนีตายจากผีปอบเข้ามาหลบภัย หลังจากได้รับจดหมายที่โปรยลงมาจากฟ้าด้วยว่าวนินจา ตามคำสั่งของท่านเ้าเมือง ประกาศข่าวร้ายเื่ผีปอบออกอาละวาดกัดกินคน จึงขอแจ้งให้พวกชาวเมืองพากันอพยพลี้ภัยเข้ามาอยู่ในเมือง ข่าวนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับพวกชาวบ้านไม่น้อย ชั่วเวลาไม่กี่ชั่วยามชาวเมืองก็พากันอพยพเข้ามาอยู่ในตัวเมืองหมดสิ้น
ภายนอกตัวเมืองจึงเงียบเหงาวังเวง ตามบ้านเรือน ถนนหนทาง ว่างเปล่าปราศจากผู้คนสัญจร คล้ายกับเป็เมืองร้างไปแล้วตอนนี้ มีเพียงซามูไรและเหล่านักรบอาสาสามสี่หน่วยเท่านั้น ทำหน้าที่ออกลาดตระเวนป้องกันภัย
ขณะที่ภายในจวนเ้าเมืองนครศรีธรรมราช ออกญาเสนาภิมาน ใส่ชุดขุนนางสยาม สวมหมวกทรงสูงยอดแหลม เดินนำหน้าเหล่าขุนนางซามูไรผู้ติดตาม นินจาหน้ากากทอง และสตรีวัยเยาว์ในชุดกิโมโนสีแดง ราวสี่ห้าคนพากันเดินสนทนา แล้วหยุดประชุมกันอยู่ที่หน้าประตูคุกใต้ดิน เสียงออกญาเสนาภิ-มาน กล่าวด้วยภาษาญี่ปุ่น (แปลไทยว่า)
“...ที่ท่านคิฮะ กล่าวว่าพวกมันมีเกราะล่องหน เกราะล่องหนนั้นเป็อย่างไรรึ ?”
“คือ ร่างกายของพวกมันไม่สามารถใช้ดาบหรือศัสตราใดทำอันตรายมันได้” คิฮะ ซามูไรชุดขาวขลิบม่วง ใบหน้าเหลี่ยม ตาหวาน ศีรษะคาดผ้าสีขาว รูปร่างสูงโปร่ง กล่าวพลางหุบพัดกระดาษในมือลง จากนั้นเล่าเื่การปะทะกันระหว่างนินจากับฝูงซอมบี้ให้ที่ประชุมฟังอย่างละเอียดั้แ่ต้น
เมื่อรับฟังเื่ราวจบ ออกญาเสนาภิมาน ผงกศีรษะกล่าวเสียงเข้ม
“อืมม์ แต่ผีหรือปีศาจ ไหนเลยจะออกมาได้ตอนกลางวัน”
“เื่นี้ข้าผู้น้อยก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่จากหลักฐาน...” คิฮะ ซามูไรชุดขาวขลิบม่วงประสานมือเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“หาก...หากไม่ใช่ผี พวกมันก็เป็คนตายที่ไม่ยอมตาย”
“เฮ้ย! ข้าว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปเช่นนั้นเลย ทุกสรรพสิ่งในโลกย่อมมีจุดอ่อน มีเกิด ย่อมมีตาย” ออกญาเสนาภิมานรีบตัดบทเปลี่ยนเื่ เพราะไม่อาจปลงใจเชื่อเื่งมงาย
“ว่าแต่พวกเ้าสืบเสาะพบร่องรอยของมันแล้วมิใช่หรือ ?”
“ใช่แล้ว นายท่าน”
โทโมะ ในชุดนินจาร่างสันทัด เปิดหน้าก้มศีรษะคำนับ พลางเอ่ยบอก
“ที่หมู่บ้านร้างแห่งหนึ่ง แขวงเมืองปกาสัย บัดนี้พวกมันได้ยึดสถานที่แห่งนั้นเป็ที่ซ่องซุ่มกำลังพล แต่มีเื่หนึ่งที่ข้าอดสงสัยมิได้ เหตุใดพวกมันต้องนำเหยื่อลงไปเก็บไว้ในโอ่ง ? เื่นี้ข้าไม่เข้า...”
“เป็ไปได้ไหม นั่นคือวิธีฟักไข่หรือแพร่พันธุ์ของมัน ?”
กล่าวยังไม่ทันจบคำ พลันเสียงกังวานสดใสราวกับระฆังเงิน จากธิดาแสนสวยคนเดียวของออกญาเสนาภิมาน ชิงถามสอดแทรกเข้ามา
“นั่นก็อาจเป็ได้ขอรับ คุณหนูโอชิน”
โทโมะ นินจาหน้ากากทอง รับคำ พลางชำเลืองมองคุณหนูวัยเยาว์เลอโฉมนาม โอชิน
คุณหนูผู้เปรื่องปราด อายุสิบเจ็ดย่างสิบแปดปี เรือนร่างอ้อนแอ้น ผิวพรรณผุดผ่องขาวนวลเนียน เอวคอดกิ่ว สวมชุดกิโมโนสีแดง มวยผมดำปักปิ่นดอกไม้มุก ดวงตากลมโตกระจ่างใส ใบหน้าซ่อนลักยิ้มเ้าเล่ห์เบาบาง ความงามของนางเฉิดฉายเหนือคำบรรยาย ยากจะหาสตรีใดเปรียบได้ในใต้หล้า
ทุกบุรุษผู้มีตาดีไม่มีใครหักใจไม่อาจมองนาง ยกเว้นท่านเ้าเมืองสัญชาติญี่ปุ่นเพียงผู้เดียว ซึ่งรักและทะนุถนอมนางดุจไข่ในหิน เสียงคุณหนูโอชินกล่าวต่ออย่างชวนฟัง
“หรือไม่ พวกมันอาจกำลังดองเหยื่ออยู่ในโอ่ง คล้ายมัมมี่ที่ต้องอาบน้ำยาดองศพก่อนจะพันผ้า อะไรทำนองนั้น”
คุณหนูแสนสวยคาดเดาอย่างมีเหตุผล ถูกผิดล้วนไม่มีผู้ใดกล้าขัดหรือปัดปฏิเสธ ต่างรู้ฤทธิ์เดชคุณหนูโอชินผู้นี้เป็อย่างดี พูดผิดหูไม่ได้ เพราะถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจเคยตัว
เมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบไป ออกญาเสนาภิมานจึงหันไปโบกมือให้เ้าหน้าที่ร่างเตี้ยแคระ ซึ่งยืนสงบสำรวมอยู่หน้าประตูคุกใต้ดิน เ้าหน้าที่เตี้ยแคระรู้งานรีบล้วงกุญแจพวงหนึ่งออกจากอกเสื้อ สอดไปในรูกุญแจ ผลักประตูเหล็กบานใหญ่เปิดออก กล่าวด้วยเสียงแหลมเล็กคล้ายเด็กน้อยว่า
“เชิญท่านเ้าเมืองและคณะผู้ติดตาม หมอเดชา โอสถไพรเขียว รอคอยท่านเ้าเมืองอยู่ด้านในแล้วขอรับ”
กล่าวจบ ก็ฉวยตะเกียงติดมือ เดินนำลงไปตามขั้นบันไดในอุโมงค์ใต้ดิน ทุกผู้คนต่างเดินตามเ้าหน้าที่ร่างแคระผู้นี้ไปโดยปราศจากการพูดคุย แสงสลัวจากคบไฟและตะเกียงน้ำมันตามผนัง เพียงพอต่อการมองเห็นขั้นบันได เมื่อลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย เ้าหน้าที่ร่างแคระฉวยลูกกุญแจอีกดอก ไขประตูเหล็กเปิดออกอีกบาน
ภายในนั้น สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยซี่กรงเหล็กแข็งแกร่ง เ้าหน้าที่แคระเดินนำมาถึงห้องขังตรงกลางซ้ายมือ ข้างในซี่กรงเหล็กคุมขังนั้น ปรากฏร่างเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ถูกโซ่ตรวนล่ามตรึงมือเท้าทั้งสองไว้แ่า ร่างนั้นดิ้นรนเหมือนสัตว์ป่าดุร้ายกระหายหิว มีก้อนผ้ายัดอุดปากไว้
นายแพทย์ชราผู้หนึ่งยืนถือตะเกียงรอคอยคณะของท่านเ้าเมืองอยู่ภายใน เข้ามาไหว้คำนับออกญาเสนาภิมานตามธรรมเนียม แล้วกล่าวรายงาน
“...ตอนแรก เ้าหนุ่มผู้นี้คล้ายมีอาการไข้ขึ้นสูง ร่างหนาวสั่นสะท้านอยู่เป็ระยะ วันรุ่งขึ้นมันก็เริ่มอาละวาดทำท่าจะกัดกินผู้คน พวกชายฉกรรจ์ช่วยกันจับมันมัดไว้ด้วยเชือก แล้วปิดประตูขังไว้ในเรือน ข้าพเ้าพอทราบเื่รีบรุดไปตรวจชีพจรดู พบว่า ที่ข้อมือมันปรากฏรอยกัดอย่างชัดเจน แต่ทว่าเืที่แห้งกรังกลับเปลี่ยนเป็สีเขียว ข้าพเ้าจึงเก็บตัวอย่างเืไว้ทดลอง
นอกจากนี้ยังพบว่า มันไม่มีชีพจร ไม่มีลมหายใจ และไม่มีความเ็ป ตาดำหลุบลึกเข้าไปอยู่ในเบ้า เหลือเพียงตาขาวเบิกโพลงแข็งกร้าว แต่ปากของมันคล้ายไล่งับกัดกินเหยื่อไม่หยุด
ข้าพเ้าเห็นอาการไม่น่าวางใจ นี่เป็เื่ผิดธรรมชาติของมนุษย์ จึงให้เ้าหน้าที่ช่วยกันจับมันล่ามโซ่ แล้วนำมาคุมขังไว้เพื่อความปลอดภัย”
หมอเดชา โอสถไพรเขียว กล่าวรายงานจบ
ออกญาเสนาภิมานถึงกับยืนขาสั่นใจสะท้าน นี่เป็ครั้งแรกในชีวิต ที่ท่านเ้าเมืองรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับจิต คนอย่างท่านเ้าเมืองผ่านประสบการณ์ชีวิต ผ่านความเป็ความตายมาแล้วโชกโชน ทว่ากลับมากลัวเด็กหนุ่มร่างผอมบางซึ่งถูกล่ามโซ่อยู่ในคุกใต้ดินผู้นี้ แม้กระนั้นยังต้องรักษาภาวะผู้นำไว้ ออกญาเสนาภิมานจึงพยายามควบคุมน้ำเสียง กล่าวถามหมอเดชา โอสถไพรเขียว
“นอกจากเ้าหนุ่มเคราะห์ร้ายรายนี้แล้ว ยังมีใครมีรอยกัดปรากฏอีกหรือไม่ ?”
“เื่นี้ ข้าพเ้าไม่ทราบจริง ๆ ขอรับ ท่านเ้าเมือง”
ทันใดนั้น ทหารยามผู้หนึ่งถือตะเกียงเดินเข้ามาคำนับรายงานออกญาเสนาภิมานว่า มีคนสยามและดัชท์กลุ่มหนึ่ง้าขอพบท่านเ้าเมือง พวกเขาบอกว่ารู้วิธีกำจัดผีปอบที่ออกอาละวาดได้แล้ว คนผู้นั้นบอกว่าชื่อ เท่ง ทิงนองนอย พอได้ยินว่า รู้วิธีกำจัดผีปอบได้แล้ว ทุกคนในคุกใต้ดินต่างหูผึ่งเลยเชียว
ออกญาเสนาภิมานนั้น ดูเหมือนจะยินดีกว่าใคร เพราะเท่งคือชื่อของชายหนุ่มจมูกโตสหายใหม่ที่ท่านพึงพอใจในฝีไม้ลายมืออยู่เป็ทุน นึกไม่ถึงเท่งจะติดตามมาดังคำเชิญชวนพร้อมกับข่าวดี ออกญาเสนาภิมานรู้สึกฮึกเหิมมีกำลังใจขึ้นมา จึงบอกให้รีบไปตามตัว เท่ง เข้าไปพบท่านที่ห้องว่าความได้เลยทันที
ภายในห้องประชุมอันโอ่โถ่งกว้างขว้าง สถานที่ว่าความของท่านเ้าเมือง ยามนี้ คณะที่ปรึกษาของท่านเ้าเมืองมาประชุมกันอยู่พร้อมเพรียง
เพียงชั่วอึดใจ ชายหนุ่มท่าทีกรุ้มกริ่มขี้เล่น นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลม มีผ้าขาวม้าคลองคอ ก็เดินผ่านธรณีประตูตามหลังทหารยามเข้ามาภายใน เท่งหยุดไหว้ทำความเคารพท่านเ้าเมืองขุนนางสยาม ผู้สง่าผ่าเผย ทรงอำนาจ สวมหมวกทรงสูงอยู่บนบัลลังก์ว่าความ พลางกวาดตามองใบหน้าทุกคนในที่ประชุมไปทั่ว แต่ทว่าไม่มีใบหน้าใดเลย ที่บ่งบอกว่าเป็ ยามาดะ ซามูไรเ้าสำราญผู้เป็สหายของเขา ขณะที่ทุกคนต่างเงียบงัน ท่ามกลางสายตาและความคาดหวังของเหล่าซามูไรและนินจาหน้ากากทอง เท่งจึงกล่าวด้วยความเก้อเขิน ราวกับหลงเข้ามาผิดคิวว่า
[1] ภุมมเทวดา : เป็เทวดาที่อาศัยอยู่บนพื้นโลกมนุษย์ อยู่ตามจอมปลวก เนินดิน ใต้ดิน ูเา แม่น้ำ เจดีย์ ศาลา ซุ้มประตู เป็ต้น บางองค์มีวิมานเป็ของตน บางองค์ก็ไม่มี ต้องอาศัยวิมานองค์อื่นอยู่
[2] ตาลปัตร : พัดด้ามยาวทำด้วยใบตาล ผ้า หรือไหม สำหรับพระภิกษุใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนา
[3] เ้าแก้วครวญเพลง : นกแก้วมาคอว์ มีลักษณะทั่วไปเหมือนกับนกแก้วสีเขียว สามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้ ขนมีสีสันสวยงาม ตรงศีรษะมีขนหนาปกคลุม เป็นกที่พวกกะลาสีเรือเลี้ยงด้วยความเชื่อทางไสยศาสตร์ มักเห็นเกาะอยู่บนเสากระโดงเรือ
[4] แขวงปกาสัย : ปัจจุบันเรียกว่า “จังหวัดกระบี่” ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในอดีตเป็เพียงแขวงหนึ่งอยู่ในอำนาจปกครองของเมืองนครศรีธรรมราช