เมื่อต้องเผชิญกับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของบิดามารดา เจียงซินยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้น
[ท่านพ่อท่านแม่มองข้าทำไมกัน? มองไปที่จุดศูนย์กลางค่ายกลสิ จุดศูนย์กลางค่ายกลมีสองแห่งที่สีจางลง เติมให้เต็มก็เรียบร้อยแล้ว]
ไอปีศาจเหล่านี้สามารถบดบังทัศนวิสัยของผู้บำเพ็ญเพียรได้ เมื่อเจียงอีเฉินและฉีหลานชิงกวาดสายตามองไป จึงไม่พบว่าจุดศูนย์กลางค่ายกลมีปัญหาใด ๆ ทว่าในตอนนี้ เมื่อได้รับการเตือนจากเจียงซิน หมอกที่บดบังเบื้องหน้าของสามีภรรยาทั้งสองก็สลายไป ทำให้เห็นว่าอักขระยันต์สองเส้นที่สำคัญที่สุดของจุดศูนย์กลางค่ายกลนั้น สีสันไม่สว่างไสวเหมือนดังเดิมจริง ๆ
ฉากอันแปลกประหลาดนี้ทำให้ฉีหลานชิงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงตอนที่นางถูกบดบังประสาทััในสำนักฉีมู่ ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้อันตรายยิ่งกว่าตอนอยู่ที่สำนักฉีมู่เสียอีก เพราะนี่คือค่ายกลที่เซียนผู้สูงส่งระดับมหายานใช้พลังบำเพ็ญทั้งหมดในการจัดตั้งขึ้น
ลำพังผู้บำเพ็ญเพียรระดับผสานกายาสองคนอย่างพวกเขาย่อมไม่มีกำลังพอจะแก้ไขได้ เมื่อได้ยินเจียงซินพูดราวกับว่าเป็เื่ง่ายดาย สามีภรรยาทั้งสองจึงแอบร้อนใจ
"ยอดดวงใจ เ้าช่วยบอกให้ละเอียดกว่านี้หน่อยสิ ได้โปรดถ่ายทอดวิชาให้พ่อกับแม่ที!"
แม้เ้าตัวเล็กจะไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของเื่นี้ แต่ราวกับว่าหัวใจเชื่อมถึงกันกับบิดามารดา นางจึงแอบพึมพำในใจ
[พอดีว่าท่านพ่อและท่านแม่ต่างก็อยู่ด้วยกัน สามารถใช้เืหัวใจคนละหยด เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายของจุดศูนย์กลางค่ายกลได้ จากนั้นให้นำกระบี่คู่กายของท่านพ่อวางลงไปเพื่อกดทับ ก็จะสามารถซ่อมแซมค่ายกลได้ชั่วคราว แต่ต้องรีบหาวัสดุอื่นมาแทนที่โดยเร็ว มิเช่นนั้นกระบี่ของท่านพ่อคงจบสิ้นแน่]
[หิวแล้ว เมื่อไหร่จะได้กินข้าวกันนะ?]
สามีภรรยาทั้งสองสบตากัน ความเข้าใจกันมานานหลายปีทำให้ทั้งคู่ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ต่างแทงนิ้วกลางของตน เพื่อนำเืหัวใจออกมาหยดหนึ่ง แล้วส่งเข้าไปยังจุดที่แสงหม่นลงทั้งสองแห่งของจุดศูนย์กลางค่ายกล
เืสีแดงสดที่แฝงไปด้วยพลังบำเพ็ญระดับผสานกายาและพลังิญญาอันแข็งแกร่งหยดลงไป และถูกจุดศูนย์กลางค่ายกลดูดซับไปอย่างรวดเร็ว อักขระยันต์สองเส้นที่เคยหม่นแสงกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง ค่ายกลทั้งหมดราวกับได้รับชีวิตใหม่
ไอปีศาจที่ดำมืดราวกับน้ำหมึกเริ่มบ้าคลั่งเนื่องจากการทำงานของค่ายกล เจียงอีเฉินไม่ลังเลที่จะเรียกกระบี่คู่กายของตนออกมา แทงทะลุเข้าไปยังจุดที่ไอปีศาจหนาแน่นที่สุด กระบี่ยาวสีขาวราวหิมะแทงทะลุไอปีศาจที่พวยพุ่งออกมา
ในพริบตาที่ัักับค่ายกลผนึกมาร ไอปีศาจที่ไหลบ่าออกมาเ่าั้กลับหยุดชะงักลง ในขณะเดียวกัน สัตว์ประหลาดที่เดิมทีถูกตีจนแตกกระจายแล้วกลับมารวมตัวกันได้อย่างรวดเร็ว ก็ไม่สามารถเกิดใหม่ได้อีก เมื่อถูกตีจนตายก็จะสลายไปในอากาศอย่างแท้จริง
"ชนะแล้ว! ในที่สุดสัตว์ประหลาดพวกนี้ก็ถูกฆ่าตายได้เสียที ไม่ฟื้นคืนชีพอีกแล้ว!"
เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจของผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น ๆ ดังมาจากระยะไกล เจียงอีเฉินและฉีหลานชิงหันมาส่งยิ้มให้กัน ส่วนเจียงซินยิ่งดีใจจนเต้นเร่า ๆ
[สู้เสร็จแล้ว... กินข้าวได้! ข้าจะดื่มนมสิบขวดเลย!]
ฉีหลานชิงยิ้มบาง ๆ นางนำโอสถลูกกลอนและขวดนมออกมา ส่งให้เจียงอีเฉินและเจียงซินตามลำดับ เจียงซินกอดขวดนมแล้วดื่ม "อึก อึก" ราวกับว่าหิวโหยมาสิบปี
"ค่อย ๆ ดื่มสิลูกรัก" ฉีหลานชิงเตือนอยู่หลายครั้งแต่ก็ห้ามไม่อยู่ จึงได้แต่ปล่อยให้นางตามใจ
จากนั้นนางจึงนำพรมเหาะที่มีรูปร่างคล้ายยันต์ออกมา พาเจียงอีเฉินที่กำลังรักษาอาการาเ็กลับไปยังค่ายพัก ระหว่างทาง เจียงซินดื่มนมแพะฉางหลิงจนหมดขวด และเริ่มง่วงงุน
เมื่อเห็นว่าเจียงอีเฉินรักษาอาการาเ็เสร็จสิ้น จึงค่อย ๆ เข้าไปอุ้มลูกสาว ฉีหลานชิงยิ้มแล้วกล่าวว่า "เรายังไม่ได้ตั้งชื่อให้ลูกเลย ท่านว่าชื่ออะไรดีเ้าคะ?"
สามีภรรยาทั้งสองครุ่นคิดเื่นี้มานานแล้ว เพราะอยากหาชื่อที่ดีที่สุด จึงล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ ที่ยังมิอาจตัดสินใจ แต่ตอนนี้เด็กเกิดมาแล้ว จะปล่อยให้ไร้ชื่อต่อไปคงไม่ได้
เจียงอีเฉินอุ้มลูกสาวพลางครุ่นคิด "เรียกยอดดวงใจมาตลอด เช่นนั้นเรียกนางว่า เจียงซิน ดีหรือไม่?"
คำว่า 'ซิน' ที่หมายถึงหัวใจ เรียบง่ายทว่าแฝงไปด้วยความรักอันบริสุทธิ์ของคนเป็พ่อและแม่ ฉีหลานชิงจึงพอใจกับชื่อนี้มาก
แต่ในเมื่อสามารถได้ยินเสียงในใจของลูกสาวได้ นางจึงตัดสินใจถามความเห็นของลูกสาวอีกครั้ง "ยอดดวงใจ... ต่อไปเ้าชื่อเจียงซินดีหรือไม่? มาเป็หัวใจดวงน้อยของท่านแม่นะ"
ชื่อเหมือนกับชื่อของนางในชาติที่แล้วเลย!
เจียงซินที่กำลังเคลิ้มหลับอยู่ในผ้าอ้อมพลันสะดุ้งตื่น นางโห่ร้องด้วยความดีใจในใจ มือไม้ขยับไปมา
[เย้! ข้าชื่อซินซิน! ซินซินเก่งที่สุด! ซินซินรักท่านพ่อท่านแม่ที่สุดเลย!]
เจียงอีเฉินและฉีหลานชิงต่างยื่นนิ้วออกไปเกี่ยวเข้ากับมือน้อย ๆ ของเจียงซิน แล้วอดหัวเราะไม่ได้ "ซินซินของพวกเราช่างร่าเริงจริง ๆ " เ้าตัวเล็กมีความสุขมาก ส่งเสียงอ้อแอ้ร้องเพลงในท่วงทำนองที่ไม่มีใครเข้าใจ แม้แต่ยามหลับก็ยังยิ้มอย่างมีความสุข
เมื่อเห็นนางหลับไป รอยยิ้มบนใบหน้าของฉีหลานชิงก็ค่อย ๆ จางหายไป "อีเฉิน ข้ามีเื่จะบอกท่านเ้าค่ะ"
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของนาง เจียงอีเฉินก็ใจหายวูบ "เกิดอะไรขึ้น?"
"หว่านอวิ๋นอยู่เป็เพื่อนข้าตอนคลอด หลังจากข้าคลอดลูก นางได้มอบโอสถคืนิญญาเก้าชั้นให้ข้าเม็ดหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วมันคือโอสถตู่อวิ๋นที่ทำลายรากฐานของผู้ใช้ ข้าเกือบจะกินมันเข้าไป..."
น้ำเสียงของฉีหลานชิงดูยากลำบากเล็กน้อย แม้ว่าในตอนนั้นนางจะมีการตอบสนองที่รวดเร็วหลังจากได้ยินเสียงในใจของลูกสาวจึงไม่พลาดท่า แต่สิ่งที่ฉีหว่านอวิ๋นทำนั้น ช่างทำร้ายจิตใจนางเหลือเกิน
ทั้งสองเป็พี่น้องร่วมสายเื ั้แ่ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรก็คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด ก่อนที่เจียงซินจะเกิด ฉีหว่านอวิ๋นคือคนเดียวในโลกที่มีสายเืเชื่อมโยงกับนาง ใครจะคิดว่าพี่น้องที่ใกล้ชิดที่สุดจะใช้วิธีที่ชั่วร้ายเช่นนี้เพื่อทำร้ายนาง
เจียงอีเฉินยิ่งฟัง สีหน้าก็ยิ่งย่ำแย่ เขาข่มโทสะแล้วถามว่า "ตอนนี้ฉีหว่านอวิ๋นอยู่ที่ใด? ข้าจะไปฆ่านาง!"
"ข้าไม่รู้ว่านางไปที่ใด แต่ก่อนจะมาแดนิญญาปีศาจ ข้าได้ไปที่สำนักฉีมู่มา และพบว่าที่นั่นมีบางอย่างผิดปกติเ้าค่ะ"
ฉีหลานชิงเล่าเหตุการณ์ที่นางประสบในสำนักฉีมู่สั้น ๆ อีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่า "ท่านเคยไปสำนักฉีมู่กับข้า ก่อนหน้านี้พวกเราไม่พบว่าต้นไม้ที่หักต้นนั้นผิดปกติ แต่หลังจากที่ตระหนักได้ว่าต้นไม้ที่หักต้นนั้นมีบางอย่างผิดปกติ ภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปทั้งหมด ท่านว่าเื่นี้คล้ายกับตอนที่เราอยู่ที่จุดศูนย์กลางค่ายกลเมื่อครู่หรือไม่เ้าคะ?"
เมื่อครู่ที่จุดศูนย์กลางค่ายกล ในตอนแรกพวกเขาก็รู้สึกว่าไม่มีปัญหา แต่หลังจากเจียงซินชี้จุดที่เป็ปัญหา ทุกอย่างก็กระจ่างชัดและมองเห็นปัญหาได้ในทันที สายตาของเจียงอีเฉินจึงมองไปยังลูกสาวที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัว
ฉีหลานชิงเห็นดังนั้นจึงคาดเดาในใจ "อีเฉิน ท่านได้ยินเสียงในใจของซินซินด้วยใช่หรือไม่เ้าคะ?"
เจียงอีเฉินใ รีบทำสัญญาณให้เงียบ และรีบหันไปดูอาการของลูกสาว เมื่อเห็นลูกสาวนอนแผ่หลาแขนขาเหยียดออก และหลับปุ๋ยอย่างมีความสุข เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อเห็นท่าทางขี้ระแวงของเขา ฉีหลานชิงก็หัวเราะเบา ๆ "รอบตัวซินซินมีค่ายกลกันเสียง นางไม่ได้ยินที่เราพูดหรอก ท่านวางใจเถิดเ้าค่ะ"
เจียงอีเฉินจึงโล่งใจ และเมื่อพูดออกมาเขายังคงลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัว "เ้าก็ได้ยินด้วยหรือ?"
"ข้าได้ยินเสียงในใจของซินซิน จึงหลบเลี่ยงการลอบทำร้ายของฉีหว่านอวิ๋นได้" ฉีหลานชิงทั้งรู้สึกโชคดีและสงสัย "ซินซินรู้เื่เหล่านี้ได้อย่างไรกัน?"
คำถามนี้ เจียงอีเฉินตอบไม่ได้ เขายิ่งสงสัยมากกว่าฉีหลานชิงเสียอีก "เด็กคนนี้ดูเหมือนจะมีความสามารถในการหยั่งรู้อนาคตด้วย เมื่อครู่ท่านได้ยินหรือไม่? นางบอกว่าข้ากลายเป็คนไร้ค่า เพื่อช่วยสรรพชีวิต และเพราะเหตุนี้จึงถูกผู้คนเยาะเย้ยว่าเป็เ้าสำนักที่ไร้ค่าที่สุดของสำนักเทียนสุ่ย"
เจียงอีเฉินนึกถึงเื่นี้แล้วยังรู้สึกหวาดหวั่น หากตอนนั้นไม่มีการเตือนของลูกสาว เขาไม่มีทางคิดเลยว่าสัตว์ประหลาดสามตัวจะผสานร่างกลายเป็สัตว์ประหลาดตัวใหญ่ระดับครึ่งก้าวสู่ข้ามทัณฑ์ ซึ่งระดับนั้นเพียงพอที่จะสร้างาแฉกรรจ์ให้กับผู้บำเพ็ญระดับผสานกายาอย่างเขา หาก้ากำจัดอีกฝ่ายให้สิ้นซาก เขาเกรงว่าพลังบำเพ็ญทั้งหมดคงต้องสลายไป
ฉีหลานชิงขมวดคิ้วมุ่น ระหว่างทางที่มาแดนิญญาปีศาจ นางก็ครุ่นคิดเื่นี้อยู่เช่นกัน ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีนักพยากรณ์ที่สามารถคำนวณอดีตและอนาคตได้อย่างแม่นยำ แต่ต่อให้นักพยากรณ์ที่เก่งกาจที่สุด ก็สามารถล่วงรู้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และต้องคำนวณด้วยตนเองตามนิมิตจึงจะได้ผลลัพธ์ ซึ่งผลลัพธ์เช่นนั้นอาจจะถูกหรือผิด หรืออาจจะผิดในขั้นตอนแต่ผลลัพธ์ตรงกัน
ทว่าซินซินยอดดวงใจของพวกเขากลับพูดออกมาได้ทันที และละเอียดถี่ถ้วนทุกประการโดยไม่มีอะไรผิดพลาด เมื่อเชื่อมโยงกับเื่ที่ฉีหลานชิงบอกว่าพืชปีศาจในสำนักฉีมู่ลอบดูดซับโชคชะตาของโลกบำเพ็ญเพียร และการที่จุดศูนย์กลางค่ายกลผนึกมารเกิดปัญหาโดยไม่มีสาเหตุ เจียงอีเฉินก็ขมวดคิ้วแน่น
"โลกบำเพ็ญเพียรคงกำลังจะเกิดเื่ใหญ่ การที่ซินซินเกิดมาในยามนี้ เห็นทีคงมิใช่เื่บังเอิญ"