การหลับใหลในห้วงนิทราถูกเรียกปลุกด้วยน้ำเสียงที่ไม่คุ้นเคยและยังถูกฝ่ามืออุ่นเขย่าตัวอยู่หลายครั้ง เ้าของฝ่ามือน้อย ๆ ้าปลุกเธอให้ตื่นในทันทีเวลานี้จำเป็ต้องเปิดเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นมอง ว่าใครกำลังรบกวนเธอกันแน่
ขณะเดียวกันผิงปิงเหอก็เกิดอาการประหลาดคล้ายคนที่เพิ่งขาดอากาศหายใจมาหมาด ๆ เธอจึงต้องพยายามพยุงสัญญาณชีพด้วยการโกยอากาศเข้าปอดอย่างรีบร้อน
ไม่นานผิงปิงเหอก็สามารถลืมตามองได้อย่างเต็มตื่น...
ตอนนี้เธอสังเกตเห็นเพดานสีชาเขรอะฝุ่นแน่นอนว่ามันไม่คุ้นตา ทำให้หล่อนต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยและยิ่งสงสัยเข้าไปอีก เมื่อชื่อที่ถูกเรียกซ้ำ ๆ จนต้องสะดุ้งตื่นมันไม่ใช่ชื่อของผิงปิงเหอ แต่เป็ชื่อของใครสักคนที่มีชื่อว่า ไป๋ชิงเยว่
ผิงปิงเหอขยับกายขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างนึกระแวงกับสิ่งที่ปรากฏรอบกาย ตัวหล่อนพยายามกวาดสายตามองรอบ ๆ ห้อง ที่ตกแต่งอย่างแปลกตาแต่เมื่อสายตามาหยุดนิ่งที่ร่างของเด็กคนหนึ่ง ซึ่งนั่งทำหน้าตาเหลอหลาอยู่ข้าง ๆ
สิ่งนี้มันยิ่งทำให้เรียวคิ้วสวยขมวดหนักกว่าเดิม...
คนที่ปลุกเธอเมื่อครู่คงจะเป็เด็กชายคนนี้สินะประเมินคร่าว ๆ ด้วยสายตา คงจะอยู่ในวัยเจ็ดขวบใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นแสดงความกลัดกลุ้มออกมาอย่างเห็นได้ชัดสีหน้าของเด็กชายเต็มไปด้วยความกังวลใจ แถมบนใบหน้ายังเปรอะเปื้อนเลอะเทอะไปด้วยคราบเหงื่อไคลดูไม่สะอาดสะอ้าน คล้ายว่าพึ่งจะผ่านการทำงานหนักมา
เด็กชายยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยพูดด้วยความดีใจ"พี่ชิงเยว่กลับมารู้สึกตัวแล้ว งั้นเอ่อ...งั้นจือเถียนจะไปทำอะไรร้อนๆ มาให้กินเดี๋ยวนี้เลยครับ"
"จือเถียน?"
เสียงแหบแห้งในลำคอเอ่ยทวนชื่อที่เด็กชายคนนั้นใช้แทนตัวเอง หล่อนก็นึกแปลกใจเพราะไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนสักครั้งก็ไม่เคย
เด็กชายเ้าของชื่อได้ยินพี่สาวเรียกตัวเองด้วยท่าทีเหม่อลอยเ้าเด็กคนนั้นก็กระเถิบตัวเข้ามาใกล้ พร้อมเอื้อมมือมาจับมือของหล่อนเบา ๆเ้าตัวเล็กจดจ้องเข้าไปในดวงตาของหล่อนอย่างห่วงใย พร้อมกับเอ่ยปาก...
"ใช่แล้ว จือเถียนเอง ไป๋จือเถียนน้องชายของพี่ไป๋ชิงเยว่ไงครับ"
พอได้ยินเด็กชายพูดอย่างนั้นมันก็ทำให้ปิงเหอรู้ตัวในทันทีว่าตอนนี้มีเื่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นกับหล่อนอย่างแน่นอนเพราะปิงเหอเป็ลูกสาวคนเดียว ไม่ได้มีพี่น้องร่วมสายเืแม้แต่คนเดียวเป็ไปไม่ได้ที่หล่อนจะมีน้องชายวัยเจ็ดขวบ
แต่ถึงจะมีความสงสัยอยู่เต็มอกแต่ปิงเหอก็มีไหวพริบที่ดี ไม่นึกกระโตกกระตากให้เป็ที่สงสัย เลยพยักหน้ารับเฉย ๆเหมือนว่าเข้าใจ เพราะไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปยังไงดี
ไป๋จือเถียนยกยิ้มให้พี่สาวอีกครั้งก่อนจะรีบรุดออกไปจากเตียงนอน ทิ้งให้พี่สาวอยู่ในห้องนอนเก่า ๆ เพียงลำพัง ห้องสี่เหลี่ยมที่เห็นนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยผุพังของผนังและเพดานดูเหมือนเป็ห้องนอนในบ้านร้าง มากกว่าห้องนอนสำหรับคนอยู่อาศัยเสียมากกว่า
ผิงปิงเหอในร่างของไป๋ชิงเยว่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตัวหล่อนนั้นพึ่งจะประสบอุบัติเหตุ อย่างนั้นร่างกายก็ควรแหลกลาญเหตุไฉนทุกอย่างยังอยู่ครบ แถมยังขยับเขยื้อนได้ดีอีกต่างหาก
พอคิดได้ดังนี้หล่อนก็รีบก้มหน้าลงสำรวจเนื้อตัวแต่ไร้ซึ่งร่องรอยาแที่ควรมี เป็ไปไม่ได้ที่ตัวหล่อนจะไร้รอยขีดข่วนเมื่อสภาพของหล่อนหลังโดนรถชนนั้นแทบจะดูไม่ได้ เผลอ ๆ ควรจะตายไปแล้วด้วยซ้ำไม่มีทางที่จะอยู่ในสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ได้อย่างนี้
ไม่แน่ว่าสิ่งที่ปิงเหอกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้...อาจเป็แค่ภาพลวงตาหรือไม่ก็คง...เป็นิมิตฝันอะไรสักอย่าง ซึ่งตัวหล่อนเองก็ไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกันว่าทำไมถึงเกิดเื่พวกนี้ขึ้น
ผิงปิงเหอที่กำลังตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นจึงพยายามทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากห้วงฝันนี้หล่อนยกมือคู่เดิมขึ้นบีบแน่นเข้าที่ลำคอของตัวเอง หวังจะให้ขาดอากาศหายใจเพราะมันอาจช่วยกระตุ้นให้หล่อน หายไปจากสภาพแวดล้อมเส็งเคร็งตรงหน้า
หากว่าก่อนหน้านี้หล่อนสามารถมาอยู่ที่นี่ได้เพราะหล่อนตายจากอุบัติเหตุ นั่นก็แปลว่าหากหล่อนตายอีกรอบในนิมิตนี้ได้หล่อนก็จะสามารถกลับไปยังสถานที่ที่ตนเองจากมาได้เช่นกัน
เมื่อคิดอย่างนั้นปิงเหอจึงออกแรงบีบไม่ยั้งหวังเร่งเร้าให้ความตายใกล้เข้ามา
ช่วยไม่ได้!เมื่อกลไกของร่างกายดันฉลาดผิดเวลา ขณะที่ร่างกายเริ่มขาดอากาศหายใจสัญชาตญาณการอยู่รอดก็ตอบสนองต่อการกระทำ ที่ดูสิ้นคิดของปิงเหออย่างฉับพลันกระทั่งปิงเหอต้องคลายมือออกจาก่คอโดยปริยาย
อาการสำลักอากาศเกิดขึ้นทันทีที่คลายมือออกปิงเหอไอโครกออกมาเสียงดัง หล่อนเร่งสูดเอาอากาศเข้าปอดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เสียงไอของเ้าตัวเรียกให้เด็กชายคนเดิมรีบวิ่งเข้ามาดูด้วยสีหน้าประหม่าใ
เด็กชายโผเข้ากอดพี่สาวทันทีอย่างไม่ลังเลเขาร้องไห้เงียบ ๆ ในอ้อมแขน...ซึ่งไร้เสียงสะอื้นต่อให้เป็การร้องห่มร้องไห้ที่เงียบงัน ผิงปิงเหอก็ััได้ว่าเ้าหนูจือเถียนเสียใจมาก เพราะหยาดน้ำกลม...หยดเป็เม็ดซึมผ่านเสื้อบางๆ ของเธอจนเห็นเป็วงดวง
เด็กชายส่ายหัวจนไรผมสั้นสะบัดไปมาตามแรงโน้มถ่วงอย่างน่าสงสาร พร้อมพูดเสียงอู้อี้ในลำคอปนน้ำคำสั่นเครือ ฟังแทบไม่เป็ศัพท์ แต่พอจับใจความได้ว่า
"จือเถียนไม่ยอมให้พี่ชิงเยว่ฆ่าตัวตายอีกครั้งหรอกนะครับ"
คำพูดสั้น ๆของเด็กชายคล้ายเชื้อเพลิงที่ต่อเติมลงบนไส้เทียนเป็ชนวนเหตุให้ปิงเหอได้เริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น ดูจากคำพูด สีหน้าที่แสดงความกังวลและแววตาส่อความวูบไหว ไหนจะท่าทางอาลัยอาวรณ์ของจือเถียน ที่แสดงออกมานั้นก็ทำให้หล่อนเดาได้ไม่ยาก ว่าร่างนี้พึ่งจะผ่านเส้นความตายมาหมาด ๆเหมือนกันกับตัวผิงปิงเหอ
"ไม่ใช่สิ...ฉันไม่ได้ฆ่าตัวตายซะหน่อยฉันตายโดยไม่ตั้งใจ ฉันตายเพราะอุบัติเหตุต่างหากก่อนตายความเจ็บร้าวบนร่างกายยังชัดเจนอยู่เลย"
"เป็ไปได้ยังไงตกลงมันเกิดเื่บ้าอะไรกันแน่ หรือว่าฉันยังฝันอยู่?"
ถ้าเป็ฝันจริง ๆละก็...ทำไมััอุ่นที่ฝ่ามือนี้ มันถึงได้ดูสมจริงนักล่ะ?ตกลงหล่อนตายเพราะอะไรกันแน่ แล้วใครล่ะที่ตาย? แล้วคนที่ชื่อไป๋ชิงเยว่เกี่ยวอะไรกับหล่อนด้วยล่ะ ทำไมถึง...
ปิงเหอที่ตบตีกับจิตใต้สำนึกของตัวเองอยู่พักหนึ่ง จู่ ๆ สติก็ไหลคืนสู่ร่าง เมื่อรับรู้ถึงแรงขยับในอ้อมแขนก่อนที่จะหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ผิงปิงเหอที่ถูกเรียกว่าไป๋ชิงเยว่ จำเป็ต้องสงบสติอารมณ์ของเด็กชายให้ได้ก่อน
เพราะหากปล่อยให้อยู่ในสถานการณ์อึมครึมแบบนี้ต่อไปตัวหล่อนคงคิดอะไรไม่ออกแน่ ๆ หล่อนเลยกอดเด็กชายกลับอย่างนุ่มนวลสองแขนเรียววาดล้อมรอบกายของเด็กชาย ตามด้วยการลูบแผ่นหลังเบา ๆพร้อมเอ่ยน้ำเสียงอบอุ่นเพื่อปลอบประโลม
"หยุดร้องไห้เถอะนะ ต่อไปนี้จะไม่ฆ่าตัวตายแล้วล่ะ"
น้ำเสียงอ่อนโยนและอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นนั้น ทำจือเถียนใจนพูดไม่ออก เพราะที่ผ่านมาพี่สาวไม่เคยตอบสนองต่อความรัก และความห่วงใยของเขาเลยสักครั้งก็ไม่เคย การกระทำในตอนนี้เลยกลายเป็เื่ที่น่าประหลาดใจสำหรับจือเถียนที่สุด
เด็กชายชะงักไปในชั่วครู่หนึ่งแต่น้ำตาก็ยังคงไหลอาบสองแก้มอยู่ ปิงเหอตีความไปเองว่าเ้าเด็กคนนี้คงยังไม่เชื่อในสิ่งที่หล่อนเพิ่งพูดออกไปแน่ ๆจึงพูดย้ำอีกครั้งเพื่อยืนยัน
"พูดจริง ๆ ไม่ได้โกหกหรอกต่อไปนี้ฉันจะไม่ฆ่าตัวตายแล้วจริง ๆ"
ไป๋จือเถียนได้ยินดังนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าร้องไห้หดหู่มาเป็สีหน้าสุขสง่า ราวกับว่าในชีวิตของเด็กชายวัยเจ็ดขวบไม่เคยประสบเื่ราวที่ทำให้ดีใจได้ขนาดนี้มาก่อน
ในเมื่อพี่สาวรับปากแล้ว จือเถียนก็วางใจเด็กน้อยรีบลุกขึ้นจากพื้นเตียงพร้อมยกท่อนแขนเล็ก ๆ ขึ้นปาดน้ำตาออกจากหน้าลวก ๆ
ใบหน้ามอมแมมชื้นคราบน้ำตากำลังฉีกยิ้มกว้างอวดฟันเรียงซี่สวยเด็กชายกลั้นสะอื้นก่อนจะเอ่ยตอบกลับแก่พี่สาวว่า...
"งั้นไม่ต้องกินมันแล้วล่ะข้าวเปล่ากับผักลวกพวกนั้นน่ะ"
เด็กชายว่าพลางกดสายตาลงบนพื้นเพื่อซ่อนดวงตาวาววับของตนเองไว้ แล้วพูดต่อไปอีกว่า...
"จือเถียนของพี่จับปลามาได้หนึ่งตัวรอหน่อยนะครับ เดี๋ยวน้องชายคนนี้จะทำของอร่อยมานั่งกินด้วยกัน"
สิ้นประโยคยาวเหยียดของเด็กชายปิงเหอก็พยักหน้ารับคำ พอหล่อนเห็นจือเถียนเร่งพาตัวเอง ออกไปจากห้องนอนนี้อีกรอบก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า คราวนี้หล่อนจะไม่มัวนั่งรอกินอยู่เฉย ๆเหมือนคนไร้ประโยชน์แน่นอน
ผิงปิงเหอจึงรีบลุกออกจากเตียงแล้วเดินตามจือเถียนออกไปติด ๆ
คิดว่าการออกไปสูดอากาศข้างนอกคงทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น เผื่อว่ามันจะทำให้หล่อนคิดอะไรออก แต่ที่แน่ ๆมันดีกว่าการนั่งอยู่เฉย ๆ ในห้องโทรม ๆ หลังนั้นแน่นอน
แต่เมื่อก้าวขาพ้นผ่านบานประตูสิ่งที่เห็นก็สร้างความรู้สึกใให้ผิงปิงเหออีกครั้ง เมื่อด้านนอกนั่นมัน...