ความหลังเดิม เ้าแพงเคยพบเรไรช่วยเหลือจนนางหลงใหลก่อนรบจนาเ็สาหัส
นับั้แ่ภารกิจใหม่เพิ่มเติมของนางเรไรคอยประคบประหงมหลวงแพงคนรักเก่าอย่างดีทุกวันมิได้ขาด ทำให้อาการหลวงหรือเ้าแพงดีขึ้น นางเรไรมองหน้าชายหนุ่มมีเสน่ห์ ดูก็รู้เป็ลูกคนจีนที่มีหน้าตาดีมีเคล้าว่าพ่อเป็คนจีน แต่ผิวออกคล้ำร่างกำยำน่าจะตากแดดตากฝนมามาก แอบเพ่งมองพิจารณาใบหน้าอันหล่อเหลาคมเข้มที่นางเคยตกหลุมรักตอนที่เ้าแพงนอนสลบอยู่ เคยเจอครั้งแรกก็อดใจไม่ไหวที่จะรักเ้าหนุ่มจีนชาตินักรบ มองหน้าเ้าหนุ่มที่หลับใหลทีไรก็นึกความหลังที่ตกหลุมรัก ก่อนที่เ้าหนุ่มจะจากไปทำภารกิจากับพม่าต่อ ตอนที่ปิ๊งรักกับชายหนุ่มเป็รักแรกพบยังจำได้
เดิมที่เรไรเป็แม่ค้าขายข้าวห่อหมกปลาช่อนที่ตลาด ข้าวห่อหมกปลาช่อนของเรไรอร่อยล้ำเลิศที่หนึ่งในเมือง ใช้ใบโหรพา พริกหอม ปลาช่อนสดๆ จับจากบ่อตัวเอง แต่ว่าเรไรหน้าตาขี้เหร่ไม่สดสวย ข้าวห่อหมกจึงขายไม่ดี ทั้งชายหนุ่มหญิงสาวพากันกระแซะล้อเลียนว่า” ขืนกินข้าวห่อหมกเอ็งเดี๋ยวเชื้อขี้เหร่จะติดตัว ข้าวปลาสกปรกไม่สวยเหมือนหน้าขี้เหร่มัน” ทำเอาเรไรแทบหมดกำลังใจไม่อยากขายข้าวห่อหมกต่อไปอยากเปลี่ยนเป็ขายของป่ายาสมุนไพรแทน แต่ที่พอขายได้ก็เพราะลูกค้าประจำบ้างติดใจในรสชาติความอร่อยแท้จริง วันหนึ่งมีหญิงสาวชาวบ้านรีบเดินเซมาชนกระจาดข้าวห่อหมกหล่นลงพื้นหมด แล้วไม่ช่วยเก็บ ทำทีหันก้นให้จะเดินจากไป ทำเอาเรไระโว่า
“เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลย มาแกล้งกันหรือไร”
“โธ่อีขี้เหร่ พวกพม่าไม่จับไปข่มขืนทำเมียก็บุญแล้ว” พูดแล้วเดินหนีไป ทำให้เรไรเสียใจอย่างมากพูดต่อว่าดูถูก ยังไม่ทันไรมีชายผมยาวหนวดเครารุงรังเดินมาหยิบห่อหมกในกระจาด มองมาทำหน้ายิ้มเยาะพูดว่า “ขอเอากลับไปชิมที่บ้านสักสองสามห่อนะคนสวย”
“มิได้ ของมีไว้ขาย มิได้มีให้แจกจ่ายผู้ใด เอ็งเป็ใครมาถือวิสาสะมาหยิบห่อหมกฉันไป” เรไรจำได้” ไอ้แห้ว” นักเลงหัวไม้ประจำถิ่นชอบหยิบห่อหมกไปประจำกินหน้าตาเฉย ไม่ยอมจ่ายเงิน
“นิดหน่อยเอง วันนี้ชิมห่อหมกพรุ่งนี้จะมาชิมน้องสาวนะพี่ว่าคงหวานมันแซบกว่าห่อหมอเยอะ” ไอ้แห้วพูดเชิงข่มขู่ ทำให้เรไรพูดไม่ออกทำตาแดงๆ เหมือนจะร้องไห้
“เฮ้ย...เอาของคืนเขาไป” เสียงตวาดลั่นจากชายหนุ่มที่เดินมาข้างหลังเรไร
“ห่อหมกกูกินประจำไม่จ่ายเบี้ย มึงเป็ใครรู้ไหมว่ากูเป็ใครจะลองดีกับกูรึไง” ไอ้แห้วกำมีดที่เหน็บติดเอวมาหมายขู่ไม่ให้มายุ่ง ่เวลาาชาวบ้านพกมีดพกดาบติดตัวประจำบ้างก็อ้างว่าเตรียมพร้อมปะดาบกับพม่า
“กูก็อยากลองกับมึงว่ามึงมาจากสำนักดาบใดถึงได้มาข่มเหงรังแกชาวบ้าน” ชายหนุ่มแต่งกายเหมือนกับเป็เ้าหน้าที่จากในวัง
“เดี๋ยวมึงก็รู้” ไอ้แห้วยื่นมือแบให้ชายที่ติดตามมาด้วย ชายที่มาด้วยกับไอ้แห้วยื่นดาบให้ไอ้แห้ว ไอ้แห้วในฐานะจ่าฝูงต้องโชว์ความเก๋า มันชูดาบขึ้นพร้อมกับตวัดดาบ ฟันเฉียงลงหมายที่คอชายหนุ่มคู่ต่อสู้ แต่ชายหนุ่มรู้ศิลปะการต่อสู้ดี ด้วยว่าฝึกการรบมาจนชำนาญ เพียงเอี้ยวตัวย่อหลบทำให้ไอ้แห้วเซถลาตามแรงโถมของตัวเอง ไม่รอช้าชายหนุ่มเตะเข้าที่ชายโครงไอ้แห้วจนจุกงอตัวลง เอาดาบที่ติดตัวมาชูขึ้น แต่ยังไม่ต้องชักดาบออกจากฝัก สับไปที่หัวของไอ้แห้ว ถึงแม้ไม่มีคมดาบ แค่ฝักดาบทุบที่บริเวณคาง ก็เหมือนโดนเตะก้านคอ ทำให้ไอ้แห้วล้มลงแทบสลบ แค่เพลงดาบเดียวไอ้แห้วก็รู้ว่าคู่ต่อสู้ชำนาญในเพลงดาบฝึกฝนมาอย่างดี คู่ต่อสู้มีครูอาจารย์ เป็เ้าหน้าที่แน่แท้ ทำเอาไอ้แห้วขี้ขลาดกลัวไม่กล้าสู้ต่อ
“มึงศิษย์สำนักดาบใดเอาไว้กูจะมาล้างแค้นปะดาบกับมึงภายหลัง” ว่าแล้วไอ้แห้วก็เดินจากไปเหมือนคนใจเสาะ เพียงแด่กินฝักดาบแทนห่อหมกก็รีบเผ่นแล้ว เรไรยืนตะลึง แต่มิใช่ตะลึงเหตุการณ์ต่อสู้กันตรงหน้าแต่ตะลึงกับหน้าตาอันหล่อเหลาของชายหนุ่ม แต่พอมีสติก็รีบกลับมาเก็บของที่หาบตัวเอง
“ทำไมผู้คนต้องมากลั่นแกล้งกันอย่างนี้ เทวดาไม่มาช่วยข้าบ้างเลย ข้าเพียงแต่รีบขายให้หมดรีบกลับเรือนแต่วัน” ขณะที่กำลังจะเก็บข้าวห่อหมกห่อสุดท้ายวางบนกระจาด ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาก็เอื้อมมือมาหยิบมือมาช่วยหยิบแทน แถมยังเอามือนุ่มๆ ช่วยเช็ดน้ำตา และพูดว่า
“มิมีใครรังเกียจเ้าดอก เป็เพียงบ้านเมืองอยู่ในยามศึกา พวกอันธพาลครองเมืองไม่เกรงกลัวกฎหมาย จงระวังตัวไว้ อีกทั้งพวกทหารพม่าจะมาเจอจับตัวไป เ้ารีบกลับเรือนเถิด เดี๋ยวข้าจะช่วยหาบกระจาดส่งกลับเรือนเอง” ทำเอาหญิงสาวถึงกับอึ้ง ห่อหมกยังขายไม่หมด แต่เหลืออีกไม่กี่ห่อ แต่ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาน้ำใจงามสอดบ่าเข้าไม้คานมาช่วยหาบเดินไป “กลับก็ดีเหมือนกัน” หญิงสาวนึกใจอ่อน ทำเอาสาวๆ พากันอิจฉากันทั่วเมืองเมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าตาดั่งเทพบุตรมาช่วยหาบของส่งถึงเรือน เมื่อถึงเรือนหญิงสาวก็ไปตักน้ำใบเตยมาให้ดื่ม ทำหน้าขวยเขิน มีทางเดียวที่จะถ่วงเวลาให้อยู่นานๆ จึงชวนให้กินอาหารเย็น เข้าไปคดข้าวในครัวกับข้าวห่อหมกที่เหลือไม่กี่ห่อในกระจาด ชายหนุ่มถึงกับเอ่ยปากชม
“ข้าวห่อหมกปลาช่อนใบกระเพราก็อร่อยแซบถึงใจ เ้าทำได้อร่อยเหนือใคร น้ำใบเตยก็ชื่นใจ” ชายหนุ่มผิวขาว ตาชั้นเดียว ทำตาโตลุกวาว ซึ่งปกติตาตี่เพราะเป็ลูกคนจีน ทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างสนิทสนม หญิงสาวพูดจาฉอเลาะเพราะซึ้งใจกับชายหนุ่มช่างมีน้ำใจ แถมมีหน้าตาดี พบสบตาครั้งแรกก็ถูกอกถูกใจ อยากเอาตัวมาทำผัว
“ท่านชื่อเสียงเรียงนามเช่นไร จะไปแห่งใดกันเล่า” เรไรว่า
“ข้าชื่อแพง เรือนข้าอยู่ไกลปืนเที่ยงมาจากกรุงธนบุรี ได้ยินว่าทัพพม่าเข้ามาทางด่านแม่ละเมา ก็เดินทางมาดูลาดเลาว่าพม่าจัดทัพมาใหญ่เพียงไร แล้วเ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มว่า
“ข้าชื่อเรไร ใกล้ค่ำแล้ว หากยังมิมีที่พักแรม คืนนี้มานอนพักเรือนข้าไปก่อนหรอกหนา เพื่อตอบแทนน้ำใจที่ท่านที่มีมิตรภาพต่อข้า” เรไรสบตาชายหนุ่มรู้สึกถูกชะตา
“ข้าเป็ชาย เ้าเป็หญิงไม่กลัวข้าจะทำอะไรเ้าหรือ” ชายหนุ่มว่า
“เดี๋ยวพ่อข้าก็กลับมาจากหาของป่าแล้ว อีกอย่างข้าเป็คนขี้เหร่เ้าคงไม่เอาข้าเป็เมียหรอก” เรไรทำหน้าตาเย้ายวน แต่มั่นใจว่าชายหนุ่มเป็คนดีมาช่วยเธอแถมหน้าตาหล่อเหลา เป็เพราะเทวดามาโปรด
“ดีจริงเพราะข้ายังไม่รู้ว่าจะไปพักที่แห่งหนตำบลใด ดีกว่าไปนอนค้างตามป่าตามเขา แต่พรุ่งนี้เช้าข้าจักรีบเดินทางต่อ”
ครั้นพอพลบค่ำพ่อของหญิงสาวก็กลับออกจากป่าเข้าเรือนก็เจอลูกสาวกำลังพูดจาฉอเลาะกับชายหนุ่มแปลกหน้า ต้องรีบดึงตัวลูกสาวออกมาพูดคุย
“นี่ใครล่ะลูก ทำไมเ้าเอาชายแปลกหน้าต่างถิ่นเข้าเรือน” ชายผู้เป็พ่อถาม
“พี่คนนี้ชื่อพี่แพง ที่ตลาดมีคนเกเรแกล้งมาชนกระจาดข้าวห่อหมกตกกระจายบนพื้น ไม่ช่วยเก็บ ยังมาพูดจาถากถางอีก แถมไอ้แห้วนักเลงหัวไม้ มันมาข่มเหงข้า พี่เขามาช่วยข้าไว้”
“แล้วเ้าสนิทกับเขาได้รวดเร็วเช่นนี้หรือ เขาเป็ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ ใครเขาเห็นจะนินทาเ้าร่านผู้ชาย” ผู้เป็พ่อเตือน
“ข้าไม่สนใจหรอก พวกผู้หญิงอื่นดูถูกข้าว่าขี้เหร่พากันอิจฉาข้าที่มีหนุ่มรูปงามมาข้างกาย” เรไรแก้ตัว ผู้เป็พ่อฟังคำตอบลูกสาว มองสังเกตุดูหน้าตาชายหนุ่มจึงรู้ว่าในใจลูกคิดอย่างไร จึงไม่ว่าอะไรต่อ
เ้าแพงเมื่อใดยินลูกสาวพูดกับพ่อเช่นนั้น จึงพูดขึ้นว่า” ข้าขอนอนพักแรมสักหนึ่งคืน เช้าตรู่จะรีบออกเดินทางเข้าไปในเมืองพิษณุโลก”
“พี่ไม่พักที่นี่สักสองสามคืนก่อนหรือจ๊ะ เพราะนอกเมืองมีทหารพม่าเต็มไปหมด พวกทหารพม่าก็ล้อมเมืองพิษณุโลกอยู่” เรไรพูดง้อให้อยู่ด้วยกันนานๆ หวังจะจับตัวชายหนุ่มให้อยู่มือ ทำเอาเ้าหนุ่มอึ้งเงียบไป
“พี่แพงไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับฉันบ้างหรือ ฉันทำตาหยาดเยิ้มเย้ายวนให้ขนาดนี้แล้ว” เรไรคิดในใจ ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะตอบ เรไรรีบจูงมือพ่อเดินเข้าหาชายหนุ่ม
“นี่คือพ่อข้าชื่ออิ่ม” หญิงขี้เหร่แนะนำพ่อให้ชายหนุ่มรู้จัก
“พ่อ คืนนี้พี่แพงจะนอนพักค้างคืนที่นี่ ข้าจัดนอนที่ห้องข้างๆ ห้องข้านะ” หญิงสาวบอกพ่อ
“อะไรกันเ้าไม่กลัวเขาเป็โจรรึ” ผู้เป็พ่อทำตาโตเบิกตาโตกว้าง ทำเอาชายหนุ่มรีบตอบเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม
“ท่านจงวางใจข้าหาได้เป็โจรไม่ ข้าบอกความจริงก็ได้ ข้ามีตำแหน่งคุณหลวง เป็ญาติกับท่านเ้าพระยาโกษาธิบดี เป็ทหารของทัพธนบุรี มาสอดแนมทัพพม่าว่ายกทัพมาครั้งนี้จัดทัพมาเท่าไร จะนำข่าวไปบอกกับท่านเ้าพระยาทั้งสองที่ป้องกันเมืองพิษณุโลกอยู่ พม่าจัดทัพมาครั้งนี้ใหญ่หลวงมืดฟ้ามัวดิน หากไม่จัดทัพเต็มกำลังแล้วก็ไม่สามารถขับไล่พวกพม่าให้กลับอังวะได้ มิหนำซ้ำอีกไม่กี่เดือนพม่าจะคงตีเมืองพิษณุโลกแตกได้” ชายหนุ่มบอกด้วยความกังวลใจ
“ข้าได้ยินเช่นนี้ก็คงเบาใจ” ผู้เป็พ่อตอบ เมื่อทั้งสามคุยกันเรียบร้อยเ้าแพงก็ขอตัวไปนอน ให้ความสำคัญว่าบ้านเมืองอยู่ในภาวะศึกา ภารกิจของเ้าแพงสำคัญยิ่งนัก
“ข้าจะไปจัดที่นอนให้พี่แพงนะพ่อ” บอกเสร็จเรไรจึงพาชายหนุ่มไปห้องและรีบไปจัดหาที่นอนให้
ตอนเช้าผู้เป็พ่อนั่งอึ้งมองชายหนุ่มที่กำลังกินข้าวปลาที่เรไรจัดสำรับให้
“เ้าหนุ่มเป็ญาติกับขุนคลัง มิน่าเล่าหน้าตาเ้าเหมือนคนจีน” ช่างอิ่มคิดในใจ “เคยได้ยินชื่อเสียงท่านขุนคลังมาก่อน ไม่คิดว่าบุตรท่านขุนคลังจะหล่อเหลาทำให้บุตรสาวหลงไหลแบบฉับพลัน นี่บุตรสาวเราจะใฝ่สูงหรือไม่ น่าเป็ห่วงเป็ใยยิ่งนักกลัวว่าบุตรสาวเราจะต้องอกหัก ทั้งยังไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนลูกสาวจะเสร็จชายหนุ่มแล้วหรือเปล่า เพราะได้ยินเสียงไม้กระดานแถวหน้าห้องชายหนุ่มเสียงดัง” เอี๊ยดอ๊าด” ผิดปกติ ส่องแอบดูเห็นเรไรเดินถือสาโทของพ่อเข้าห้องชายหนุ่ม ไม่อยากขัดใจลูกสาวเลย เพราะลูกสาวมักบ่นน้อยใจทำไมเกิดมาขี้เหร่ปานนี้ ชาตินี้คงไม่มีผัวกับเขาแน่ แม่เรไรตายั้แ่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองที่ผ่านมา ไม่งั้นคงช่วยกันปลอบใจให้ความรักกับลูกมากกว่านี้ แต่ในใจคิดว่า” ถ้าได้ลูกเขยเป็บุตรขุนคลังท่าจะดีแน่แท้” ช่างอิ่มจึงปล่อยเลยตามเลย
ตอนเช้าช่างอิ่ม และลูกสาวเรไรจึงมาส่งเ้าแพง
“พี่จะต้องจากไปจริงๆ หรือ ฉันไม่อยากให้พี่จากไป” เรไรพูดราวกับว่าเป็ผัวเมียกัน
“เรไร บัดนี้พวกพม่ายกทัพมาตีพิษณุโลก ข้าชื่อท่านหลวงเป็ญาติกับท่านพระยาพิชัยไอศวรรย์ หยางจิ้นจง พระโกษาธิบดีเป็ข้าหลวงรักษาพระคลังขององค์ในหลวงสมเด็จพระเ้าตากสิน ข้าอาสามากับทัพท่านเ้าพระยาจักรียกมาเมืองเหนือเพื่อสมทบกับทัพพระยาสุรสีห์ต้านทัพพม่าที่เชียงใหม่ แลบัดนี้ถอยลงมารับข้าศึกที่รุกเข้ามาทางเมืองตาก ข้ามาล่วงหน้าก่อนทัพหลวงสอดแนมดูกองทัพข้าศึกว่ายกมาใหญ่หลวงปานใด ยังต้องกลับเข้ากองทัพสู้รบกับทัพพม่าเพื่อปกป้องบ้านเมือง ข้าเสียใจที่ปกปิดความจริงต่อเ้า ไม่บอกเ้าเสียั้แ่ทีแรก” เ้าแพงจำต้องเปิดเผยตัวเองก่อนจะจำต้องจากไปทำภารกิจลับสำคัญ
“พี่อย่าลืมกลับมาหาเรไรอีกนะ” เรไรวิ่งไปตามติดม้าที่เ้าแพงค่อยๆ ควบเดินจากไปอย่างช้าๆ ปล่อยให้ช่างอิ่มยืนมองอยู่ข้างหลังห่างๆ อย่างงงงวย
“พี่สัญญา ฝากบอกพ่อเ้าด้วย หากเสร็จศึกแล้ว ข้าจะมาหาเ้าและพ่อ” เ้าแพงมองตาเรไรแบบไม่มีเยื่อใย แต่ในใจก็ยังแอบติดใจในเหตุการณ์เมื่อคืน หรือจะมีความหลงใหลขึ้นมานิดๆ แต่ชายชาติทหารต้องมองภารกิจข้างหน้าเป็สำคัญ
ทัพไทยตั้งรับทัพพม่าอยู่ในเมืองพิษณุโลก จัดทัพออกไปตีทัพพม่าทุกวันผลัดกันแพ้ชนะจนแม่ทัพพม่าขอดูตัวแม่ทัพไทย
ฝ่ายอแซหวุ่นกี้แม่ทัพก็ขี่ม้ากั้นร่มระย้าออกเลียบหน้าค่ายมีพลทหารถือปืนนกสับแห่หน้าสามพันคน ทหารถือทวนตามหลังพันหนึ่ง เ้าพระยาสุรสีห์ก็ยกพลออกโจมตีทัพพม่าๆ ต่อรบๆ กันถึงตะลุมบอน ทัพไทยต้านทานเหลือกำลังก็ถอยเข้าเมือง วันรุ่งขึ้นเ้าพระยาสุรสีห์ก็ยกพลออกไปตีก็ถอยทัพกลับมาเช่นเดิม เ้าพระยาจักรีจึงบอกับเ้าพระยาสุรสีห์ว่า” ทัพเ้าเป็ทัพหัวเมืองสู้ไม่ได้ ข้าจะยกพลออกจากเมืองไปตีทัพพม่าแทน สามารถตีทัพอะแซหวุ่นกี้แตกถอยเข้าค่ายไป ทั้งคู่ต่อสู้กันเกือบทุกวันผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะถึงเก้าวันสิบวัน อแซหวุ่นกี้จึงให้ล่ามร้องบอกว่าเพลาพรุ่งนี้เราอย่ามารบกันเลย ให้เ้าพระยาจักรีแม่ทัพออกมาเราจะขอดูตัว
“อายุเท่าไร” อแซหวุ่นกี้ให้ล่ามถามเ้าพระยาจักรี
“สามสิบเศษ แล้วเ้าเล่าอายุเท่าไร” เ้าพระยาจักรีถามบ้าง
“ข้าอายุได้เจ็ดสิบสองปีแล้ว” อแซหวุ่นกี้ตอบ แล้วพิจารณาดูรูปลักษณะเ้าพระยาจักรี แล้วชมว่า
“รูปก็งามฝีมือก็เข้มแข็ง สู้สบกับเราผู้เป็ผู้เฒ่าได้จงอุตส่าห์รักษาตัวไว้ภายหน้าจะได้เป็กษัตริย์เป็แท้” แล้วเครื่องม้าทองสำรับหนึ่ง กับสักหลาดพับหนึ่ง ดินสอแก้วสองก้อน น้ำมันดินสองหม้อแก่เ้าพระยาจักรี
“จงรักษาเมืองไว้ให้มั่นคง เราจะตีเมืองพิษณุโลกให้จงได้ในครั้งนี้ ไปภาคหน้าพม่าจะตีเมืองไทยไม่ได้อีกแล้ว” อแซหวุ่นกี้พูดกำชับ และในเวลานั้นไทยเข้าไปกินอาหารในค่ายพม่า ก็มิได้ทำอันตรายแก่กัน แล้วต่างคนกลับไปเมืองไปค่ายแล้วคิดทำศึกแก่กัน