แต่พอมาถึงชั้นสามสิบแปดของ ‘BLL Tower’[1]เท่านั้น ความอารมณ์ดีที่มีก็หดหายไปทันที หลังจากพ่อเดินมาส่งถึงหน้าห้องพี่ชายนอกสายเืแล้วก็ผละไป ส่วนพี่ชายใหญ่นั้นก็ยืนยิ้มน้อยๆ ให้น้องเล็ก
พร้อมกับบอกว่าต้องทำงานในตำแหน่ง ‘Personal Secretary to the Executive Vice President Production Division’[2] ซึ่งเป็ตำแหน่งใหม่ของเขา และทำมาได้ไม่นาน จุดหมายของการโยกย้ายนั้น ก็เพื่อให้ได้เรียนรู้งานด้านต่างๆ ก่อนขึ้นเป็ผู้บริหารระดับสูงต่อไป
“นี่มันอะไรกันคะ พี่ดิน!”
น้องเล็กของบ้านมองหน้าพี่ชายนอกสายเื แล้วเน้นเสียงหนักๆ ตรงคำท้าย สลับกับมองโต๊ะทำงานของตัวเอง อยู่หลังโต๊ะของเลขาเขา ซึ่งหญิงสาวเพิ่งรู้ว่าชื่อสุนทรีย์ก็ตอนเขาแนะนำนั่นเอง
“อะไรครับที่น้องดาวหมายถึง”
ปัถพีรู้ดีว่ากำลังจะเจออะไร แต่ก็ไม่วายอยากกวนน้องเล็ก ที่กำลังจ้องมาหาด้วยสายตาเอาเื่เหมือนอย่างเคยเป็มาแต่ไหนแต่ไร เวลามีคนขัดใจหรือทำให้ไม่พอใจ และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็เขาด้วยสิ เพราะคนในบ้านแทบไม่มีใครอาจหาญทำแบบนี้ แม้กระทั่งพ่อแม่บุญธรรมของเขา
“อย่ามาทำเป็ไม่รู้เื่นะคะ ก็ตำแหน่งของน้องดาวนี่ไงคะ ใครเป็คนสั่งคะ”
“น้องดาวต้องไปถามท่านประธานเองครับ เพราะท่านสั่งพี่ไว้ั้แ่เมื่อวานแล้ว”
“น้องดาวไปแน่ แต่ก่อนอื่น ช่วยกรุณาเรียกคำนำหน้าน้องดาวว่า ‘คุณ’ เหมือนที่พี่ดินเรียกคนอื่นด้วยค่ะ เพราะน้องดาวไม่ชอบให้ใครเอาความสัมพันธ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน มันจะเสียการปกครอง”
น้ำคำของพนักงานคนใหม่ที่มีต่อรองกรรมการผู้จัดการ สายงานผลิตนั้น ทำเอาสุนทรีย์ นพกร และพนักงานคนอื่นต่างอึ้งไปตามๆ กัน จนทั้งชั้นเงียบกริบแทบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ เพราะจะว่าไปแล้ว นับั้แ่คุณปัถพีเข้ามาทำงาน ก็ไม่มีใครแสดงกิริยาแบบนี้ใส่เลย แม้กระทั่งท่านประธานบริษัท
“ได้ครับคุณดุจดาริกา ถ้าอยากรู้อะไรพี่แนะนำให้ไปถามท่านประธานได้เลยนะครับ”
ปัถพีเน้นเสียงหนักทุกถ้อยคำ พร้อมกับทำหน้าอมยิ้มน้อยๆ ในความกร่างของน้องเล็ก ที่มีั้แ่วันแรกของการทำงานเลยทีเดียว
“ไม่ต้องถึงขนาดเรียกชื่อจริงก็ได้ค่ะ มันเหมือนประชดมากกว่านะคะ แล้วก็กรุณาอย่าแทนตัวเองว่าพี่ด้วยค่ะ บอกแล้วไงคะว่าน้องดาวไม่ชอบให้ใครแสดงความสัมพันธ์ส่วนตัวเวลาทำงาน”
“อ้าว! เป็งั้นไป แล้วจะให้กระผมเรียกยังไงครับคุณเลขา”
คนถูกตอกหน้าซ้ำท่ามกลางสายตาพนักงาน ตอบกลับไปแบบยียวนน้อยๆ ทำเอาคนตรงหน้าเกิดอาการฉุนจนลมเกือบจะออกหู เมื่อมาทำงานวันแรกก็เจอดีเข้าให้แล้ว
“เรียกว่าคุณน้องดาวก็แล้วกันค่ะ แล้วก็ไม่ต้องแทนตัวเองว่ากระผมหรอกนะคะ แค่ผมก็พอค่ะ โอเคนะคะ”
“ครับคุณน้องดาว ว่าแต่จะเอายังไงครับ จะทำงานตรงนี้หรือจะไปคุยกับท่านประธานก่อนดีครับ ผมจะได้ทำตัวถูก”
เ้าของใบหน้าสวยที่แต่งแต้มไว้อย่างลงตัวพอดิบพอดี จ้องมองพี่นอกสายเืด้วยอาการเดือดสุดๆ
“ไม่ต้องท้าหรอกค่ะ น้องดาวไปแน่ แล้วจะได้รู้กัน ว่าใครเป็คนสั่งให้น้องดาวมาทำงานในตำแหน่งนี้ ถ้าไม่ใช่คุณพ่อล่ะก็ น้องดาวจะมาจัดการพี่ดินให้หนักเลย”
ว่าแล้วเ้าของร่างผอมเพรียว ในเดรสชีฟองก็สะบัดหน้าเดินไปยังทิศทางที่พ่อหายไปเมื่อไม่กี่นาทีนี้ แต่กว่าจะหาว่าเป็ห้องไหน ก็ต้องถามเลขาหน้าห้องหลายคน จนทำให้อารมณ์บูดเมื่อครู่เพิ่มระดับขึ้นอีก
“คุณพ่อคะ! น้องดาวไม่ยอมนะคะ ดูพี่ดินสิคะ ทำไมทำแบบนี้”
พอเปิดประตูพรวดเข้าไปแบบไม่เคาะ ก็ใส่ชุดใหญ่ทันที ส่วนพ่อกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ ต้องเงยขึ้นมองลูกด้วยความใ
“อ้าว! มีอะไรลูก จู่ๆ ก็พรวดพราดเข้ามา ไม่บอกไม่กล่าว เลขาพ่อไม่ใแย่แล้วเหรอป่านนี้”
เพราะปกติแล้ว จะไม่มีใครผ่านเข้ามาหาประธานบริษัทได้ง่ายๆ อย่างนี้
“ก็พี่ดินน่ะสิคะ บอกว่าคุณพ่อให้น้องดาวไปทำงานเป็เลขาส่วนตัวพี่ดิน แล้วยังให้นั่งโต๊ะอยู่ข้างหลังเลขาหน้าห้องพี่ดินด้วยนะคะ พี่ดินจัดการเองแล้วอ้างชื่อคุณพ่อสั่งใช่มั้ยคะ”
คนเป็ลูกสาวยืนสะพายกระเป๋าใบละหลายหมื่น ส่วนสองมือนั้นก็เท้าสะเอวอย่างเอาเื่ ใบหน้านั้นก็บูดบึ้งจนคนพ่ออดขำไม่ได้ เลยส่งยิ้มด้วยความอารมณ์ดี ก่อนตอบออกไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและใจเย็น
“พ่อสั่งเองล่ะ ไม่เกี่ยวกับดินหรอก”
“คุณพ่อ!!”
ลูกสาวอุทานด้วยความไม่อยากจะเชื่อหู พร้อมกับเดินไปทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของพ่อ อย่างคนอารมณ์เสียหนักเข้าไปอีก ด้วยไม่รู้ถึงเหตุผลที่พ่อทำแบบนั้นลงไป
“คุณพ่อทำแบบนี้กับน้องดาวได้ยังไงคะ เื่อะไรให้ลูกแท้ๆ ไปเป็เลขาลูกเลี้ยงที่เป็เด็กจรจัดอย่างด้วยล่ะคะ”
เพราะคำพูดเหล่านี้ มีคนเป็ยายคอยกรอกหูมาั้แ่เด็ก เวลาโกรธพี่ใหญ่มากๆ เลยมักจะเผลอหยิบยกขึ้นมาอ้าง
“น้องดาว! ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ ไม่น่ารักเลย พ่อไม่ชอบนะ รู้มั้ยว่าถ้าพี่ดินได้ยินจะเสียใจมากแค่ไหน”
เพราะคนเป็พ่อรู้ดี ว่าลูกชายคนโตจะไม่ชอบให้ใครมาว่าเื่นี้ เลยรีบเอ็ดด้วยท่าทีจริงจัง แม้ในชีวิตจะจำได้ว่าทำแบบนี้ไม่กี่ครั้งเลยก็ตาม
“ก็คุณพ่ออยากให้น้องดาวไปเป็เลขาส่วนตัวพี่ดินทำไมล่ะคะ น้องดาวไม่ยอมด้วย คุณพ่อต้องหาตำแหน่งใหม่ให้น้องดาว ไม่งั้นน้องดาวจะโทรไปฟ้องคุณยายกับคุณแม่ให้มาจัดการคุณพ่อค่ะ”
คนเป็พ่อถอนหายใจหนักๆ แล้ววางปากกาลงบนแฟ้ม จ้องมองหน้าลูกด้วยแววตารักและเอ็นดูยิ่ง ทุกครั้งเขามักจะใจอ่อนเวลาลูกงอนตุ๊บป่องๆ แต่ครั้งนี้เขาคงจะทำแบบนั้นไม่ได้แน่ ในเมื่อนี่เป็อนาคตของลูก
“โทรไปฟ้องคุณยายก็ดีเหมือนกันนะ คุณยายจะได้บอกให้น้องดาวกลับไปอยู่บ้านเป็เพื่อนไงล่ะ น้องดาวจะเอาแบบนั้นมั้ย เมื่อเช้าก็ได้ยินที่คุณยายบอกแล้วนะลูก”
“คุณพ่อน่ะ”
ลูกสาวเบ้หน้าใส่พ่อด้วยความโมโห ด้วยรู้ดีว่าถ้าทำแบบนั้นจริง ก็คงต้องถูกยายให้ไปอยู่บ้านเฉยๆ แน่ เลยไม่รู้ว่าจะต่อรองกับพ่อยังไง แต่ครั้นจะให้ไปทำงานเป็เลขาพี่ ผู้เปรียบเสมือนเป็คู่ปรับกันมาแต่ไหนแต่ไรก็ทำใจยากยิ่ง
“ที่พ่อให้น้องดาวไปทำงานกับพี่ดิน ก็เพื่อจะได้เรียนรู้งานจากคนเก่ง คนฉลาด รับรองว่าอีกไม่นาน น้องดาวก็จะเก่งเหมือนพี่ดินเลยล่ะ”
“คนอื่นที่เก่งกว่าพี่ดินในบริษัทไม่มีหรือไงคะ ทำไมต้องให้น้องดาวไปทำกับพี่ดินด้วย”
“คนอื่นก็คือคนอื่น จะเหมือนพี่ของน้องดาวได้ยังไง”
“แต่พี่ดินไม่ใช่พี่แท้ๆ น้องดาวนี่คะ”
“ก็ถือว่าเป็พี่ รักและหวังดีกับพ่อ กับน้องดาว และกับบีแอลแอลมากกว่าใครในบริษัท อีกอย่างตอนนี้ไม่มีตำแหน่งผู้บริหารไหนว่างให้น้องดาวเลย นอกจากต้องไปทำตำแหน่งเล็กๆ แล้วค่อยสะสมประสบการณ์ไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ เหมือนพนักงานคนอื่น น้องดาวจะเอาแบบนั้นมั้ยล่ะ”
“ไม่เอาค่ะ ในเมื่อคุณพ่อเป็เ้าของบริษัท ทำไมจะหาตำแหน่งผู้บริหารให้น้องดาวไม่ได้ล่ะคะ”
“แต่น้องดาวต้องไม่ลืมว่าเรามีหุ้นส่วน มีกรรมการบอร์ด มีกรรมการตรวจสอบ กรรมการบริหารอีกหลายคน ทุกอย่างมีกฎระเบียบ ไม่ใช่ใครอยากทำอะไร ยังไง ก็ได้ ไม่งั้นใครต่อใครก็หอบลูกหอบหลานมาทำงานกันหมดแล้วสิลูก”
“นี่คุณพ่อกำลังจะบอกว่า ไม่มีตำแหน่งผู้บริหารว่างสำหรับนักเรียนนอกอย่างน้องดาว ซึ่งเป็ลูกเ้าของบริษัทงั้นเหรอคะ”
“พ่อไม่ใช่เ้าของบริษัทคนเดียวนะลูก แต่มีหุ้นส่วนอีกหลายคน และก็ใช่! ตอนนี้ยังไม่มีตำแหน่งว่างหรอก พ่อถึงให้ไปเป็เลขาส่วนตัวพี่ดินเพื่อเรียนรู้งานไง แล้วเงินเดือนของน้องดาว พ่อก็ออกเองด้วยนะ ไม่เกี่ยวกับบริษัทเลย น้องดาวจะได้มีเวลาศึกษางานได้เต็มที่ ตกลงน้องดาวจะทำหรือจะโทรไปฟ้องคุณยายล่ะ”
“คุณพ่อน่ะ! น้องดาวโกรธจริงๆ แล้วนะคะ”
“โกรธพ่อก็ทำได้แค่นี้ล่ะลูก ไปทำงานกับพี่ดินเถอะ จะได้ฝึกงานให้เก่งๆ ไง แล้วค่อยมาดูกันว่าจะมีตำแหน่งไหนให้น้องดาวไปทำบ้าง”
“คุณพ่อจะให้น้องดาวไปนั่งทำงานหน้าห้องพี่ดินจริงๆ เหรอคะ”
“แล้วจะให้พ่อทำยังไงล่ะลูก มีสองอย่างคือ ยอมกับไม่ยอมแค่นั้น”
“ถ้าน้องดาวยอม คุณพ่อต้องหาห้องทำงานให้น้องดาวนะคะ น้องดาวไม่อยากไปนั่งหน้าห้องพี่ดินค่ะ อายพนักงานแย่ แล้วคุณพ่อก็ต้องออกไปจัดการเดี๋ยวนี้เลยค่ะ น้องดาวจะรออยู่ในห้องค่ะ ถ้าคุณพ่อไม่จัดการน้องดาวจะโกรธคุณพ่อไปอีกสามปีค่ะ”
“เฮ้อ!!! เอาแต่ใจตัวเองได้ใครกันนะเรา พ่อล่ะไม่เข้าใจเลยจริงๆ แม่เราก็ไม่เห็นเป็แบบนี้เลยนี่นา”
คนเป็พ่อบนน้อยๆ แม้ในใจนั้นรู้ดี ว่าอาการเอาแต่ใจตัวนี่ได้คนเป็ยายมาเต็มๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรมาก นอกจากลุกเดินออกไปจากห้อง เพื่อจัดการกับปัญหาตรงหน้าให้หมดไป
ส่วนคนเป็ลูกที่มองตามพ่อจนประตูห้องปิดลงนั้น ก็ยิ้มออกมานิดๆ เพราะอย่างน้อยๆ ก็ไม่ได้แพ้เสียทีเดียว ยังคงต่อรองเื่ห้องทำงานได้บ้าง จะได้ไม่อายพนักงานเหมือนเมื่อครู่นี้ จึงพอจะอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย
“นี่มันอะไรกันอีกคะ พี่ดิน!!!”
แต่หลังจากนั้นแค่ชั่วโมงเดียว ก็ได้อารมณ์เสียอีก เมื่อเลขาของพ่อเป็คนพาเดินไปส่งในห้องทำงานที่ตัวเองเรียกร้องเอาไว้ เพราะแทนที่จะเป็ห้องส่วนตัวเหมือนผู้บริหารคนอื่น แต่กลับได้มายืนอยู่ในห้องพี่ชายใหญ่แทน
“อ้าว! ก็คุณน้องดาวบอกท่านประธาน ว่าอยากได้ห้องทำงาน ท่านก็จัดการให้เข้ามานั่งกับพี่แล้วนี่ไงครับ คุณน้องดาวจะเอายังไงอีกครับ”
ปัถพีตีหน้าเฉยขณะเงยขึ้นไปอธิบาย จากนั้นก็ก้มหน้าลงไปหาเอกสารสำคัญ ที่จะต้องอ่านก่อนเข้าประชุมตอนสิบโมงนี้ ส่วนคนวีนแตกมาั้แ่เช้า ก็ส่งหน้าบูดบึ้งไปหา จ้องเขม็งอย่างไม่วางตา ในใจก็เดือดปุดๆ ๆ ไม่เลิก
“น้องดาวหมายถึงห้องส่วนตัว ไม่ได้ใช้ร่วมกับใครค่ะ”
“บังเอิญว่าไม่มีห้องว่างเลยครับ อีกอย่าง! ยังไม่มีใครให้เลขาส่วนตัว ไปนั่งทำงานในห้องคนเดียวหรอกครับ มีแต่นั่งอยู่หน้าห้องเ้านาย หรือไม่ก็เข้ามาอยู่ข้างในห้องด้วยกัน แบบนี้ไงครับ”
“เ้านายเหรอ! นี่พี่ดินกล้าเรียกตัวเองว่าเ้านายกับน้องดาวเหรอ! พี่ดินไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้น้องดาวสักหน่อย คุณพ่อต่างหาก”
“แล้วแต่คุณน้องดาวจะคิดก็แล้วกันครับ แต่ถ้าจะทำงานกับผม หรือถ้าจะพูดให้ถูก คือถ้าจะให้ผมสอนงาน คุณน้องดาวก็ต้องยอมลดทิฐิ ยอมถอดหัวโขนออกให้หมด ไม่งั้นคงจะทำงานด้วยกันลำบากแล้วล่ะครับ และถ้าคุณน้องดาวไม่พอใจ จะโทรไปฟ้องคุณยายก็ได้นะครับ หรือถ้าพอใจแล้ว ก็เชิญไปนั่งที่โต๊ะครับ ผมจะได้ทำงานสักที เช้านี้เสียเวลามานานแล้ว อีกไม่กี่นาทีผมจะเข้าประชุม คุณน้องดาวก็ด้วย ช่วยเตรียมตัวให้พร้อมนะครับ”
สิ้นคำ คนจัดว่าตัวเองเป็เ้านาย ก็ก้มหน้าไปหางานต่อ ไม่คิดจะใส่ใจหรือสนใจเ้าของรูปร่างผอมบางที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่กลางห้องเลยสักนิด
“น้องดาวยังไม่มีอารมณ์จะทำงานตอนนี้ แล้วน้องดาวจะไปถามคุณพ่อให้แน่ใจเื่ห้องก่อนด้วย”
คนไม่เคยยอมแพ้ใครเบ้หน้าใส่พี่ชายใหญ่ทันที
“เชิญตามสบายเลยครับ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ คุณน้องดาวจะต้องเดินกลับมาห้องนี้ หรือไม่ท่านก็จะให้คนขับรถไปส่งบ้านเท่านั้นล่ะครับ เลือกเอาก็แล้วกัน ว่าจะทำงานหรือกลับไปนอนอ้อนคุณยาย ให้ความรู้ที่อุตส่าห์เรียนมาจากเมืองนอกสูญเปล่า หรือเอาไว้ให้คุณยายเพิ่มมูลค่าหลานสาว เวลามีผู้ชายรวยๆ มาทาบทาม”
“พี่ดิน!!! นี่กล้าว่าน้องดาว...”
คนถูกว่าทำท่าจะเดินไปเอาเื่ แต่คนจงใจว่าก็แสร้งทำเป็ไม่สนใจ แถมยังกดโทรศัพท์ไปหาเลขาหน้าตาเฉย
“พี่สุนครับ โทรบอกนพมาข้างในได้แล้วครับ ผมขอกาแฟแก่ๆ ด้วยครับ”
จากนั้นก็นั่งทำงานด้วยท่าทีจริงจัง ไม่คิดจะให้ความสนใจกับคนหน้าบูดบึ้งเลยสักนิด ไม่กี่นาทีสุนทรีย์ก็เข้ามาพร้อมถาดกาแฟกับน้ำเปล่า ส่วนนพกรนั้นหอบแฟ้มไม่ต่ำกว่าห้าตามหลัง
“มะ! วันนี้มีอะไรบ้าง”
ปัถพีลุกขึ้นเดินตรงไปยังโต๊ะขนาดสิบที่นั่ง ตรงข้างหน้าต่างกระจกด้วยความเคยชิน เพราะทุกครั้งจะใช้โต๊ะนี้คุยงานกับลูกน้อง แทนการนั่งที่โต๊ะของเขา เพราะกว้างขวางสะดวกสบายนั่งได้หลายคน ระหว่างฟังรายงาน เขาก็ยกแก้วขึ้นจิบไปด้วย ไม่คิดจะหันไปมองอีกคน ซึ่งกำลังฝืนเดินไปนั่งโต๊ะประจำตำแหน่งที่ช่างเพิ่งย้ายจากข้างนอกเข้ามาด้านในให้สักนิด
‘ตามใจมากจนเหลิงแล้ว’
เขาแค่คิดอยู่ในใจ แล้วทำงานไปตามหน้าที่ ไม่หันไปหาใบหน้าสวย กำลังบูดบึ้งเลยด้วยซ้ำ พอคุยงานเสร็จ ก็ออกไปประชุมใหญ่กับผู้จัดการต่อ ทิ้งให้เลขาส่วนตัวเหมาห้องตามสบาย
“สนุกกับผีอะไรล่ะช่า น้องดาวถูกไอ้พี่ดินแกล้งล่ะสิไม่ว่า”
และวันแรกของการทำงานแบบไม่เต็มใจของเลขาส่วนตัวให้พี่ที่เสมือนเป็คู่อรินั้น ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย นอกจากโทรไปปรับทุกข์กับเพื่อนสนิทด้วยความโมโหมาเป็ชั่วโมงแล้ว
“ทำๆ ไปเหอะน่าน้องดาว เป็ลูกสาวเ้าของบริษัทไม่มีใครกล้ามาไล่ออก หรือกล้ามาว่าหรอกเชื่อช่าสิ เอ่อ! แค่นี้ก่อนนะ ช่าต้องทำงานแล้ว ไม่ได้! เดี๋ยวถูกไล่ออก เมาส์มานานแล้ว”
“อืม! มีอะไรก็โทรมาคุยบ้างนะ เหงาอะตอนนี้”
พนักงานใหม่จำต้องวางสายด้วยความเสียดายยิ่ง เพราะกำลังคุยเพลินๆ เพื่อนก็ดันมาหนีหน้าไปแล้ว ใบหน้าสวยหันซ้ายแลขวา แล้วมองกวาดไปรอบๆ ห้องกว้างขวาง ตกแต่งแบบโมเดิร์น มีสภาพสะอาดสะอ้านอยู่ครู่หนึ่ง
ด้วยไม่รู้จะทำอะไร นั่งนานๆ ก็เบื่อ เลยเดินไปยังชุดรับแขก คว้านิติยาสารมาเปิดดู ไม่นานก็เปลี่ยนจากท่านั่งเป็เอนหลังไปยังพนักวางแขน สองเท้าขาวบางยกขึ้นไปวางบนชุดรับแขก
แล้วอ่านอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเปื่อย เผื่อจะทำให้อารมณ์บูดๆ กลับดีขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็ถือว่าได้ผล เพราะเกือบสองชั่วโมงต่อจากนั้น ก็เริ่มลืมเลือนเื่เมื่อเช้าไปได้บ้างแล้ว
‘พรวด!!!’
แต่พอประตูถูกเปิดเข้ามาแบบไม่มีการเคาะเตือนก่อนเท่านั้น ก็อารมณ์เสียขึ้นทันที จนต้องมองไปหาเ้าของส่วนสูงร้อยแปดสิบหกหอบแฟ้มเดินเข้ามาในห้องตาเขม็ง
“จะเข้าห้องนี่ไม่คิดจะเคาะก่อนหรือไงคะ ใหมด”
เลยประชดทันที แต่ตัวนั้นยังนั่งเหยียดขาในท่าเดิม ในมือถือนิติยสารเล่มเดิม ก้มอ่านเหมือนเดิม ไม่แม้แต่จะหันไปมองคนเข้ามาใหม่เลยด้วยซ้ำ
“ไม่ครับ เพราะปกติผมอยู่ห้องคนเดียว เลยไม่ชินกับการมีคนอื่นมาอยู่ด้วยสักเท่าไหร่”
เ้าของห้องตอบหน้าตาเฉย แล้วเดินไปยังโต๊ะ วางของทุกอย่าง ก่อนจะทรุดกายลงนั่งทำงานต่อ ด้วยความรีบเร่งและใบหน้าเคร่งเครียด ไม่ต่างจากใบหน้าสวยที่แต่งเสริมเติมสีไว้อย่างลงตัวและสวยงามนั้นเลยสักนิด เมื่อถูกตอกกลับตรงๆ อย่างนี้
“น้องดาวอยากเข้ามานั่งอยู่ในนี้เหรอคะ ถ้าพี่ดินเบื่อหน้าน้องดาวนัก ก็ไปบอกให้คุณพ่อหาห้องให้น้องดาวใหม่สิคะ”
มือบางวางนิตยสารลงทันที ใบหน้าสวยก็หันไปหาเขาทันที แล้วปากบางๆ ก็ขยับว่าเขาในทันทีเช่นกัน เมื่อคนเป็เ้าของไม่คิดจะอดทนสักนิด
“ถ้ามี! ผมคงจัดให้แล้วล่ะครับ คงไม่ต้องให้มาอยู่ด้วยกันอย่างนี้หรอก อึดอัดเปล่าๆ” อีกคนตอบแบบไม่หันไปหา เพราะมีสมาธิอยู่กับงานตรงหน้า
“นี่พี่ดินหาว่ามีน้องดาวมาอยู่ในห้องนี้ด้วย ทำให้อึดอัดงั้นเหรอคะ”
น้องเล็กของบ้านลุกขึ้นยืนเท้าสะเอวใส่ด้วยความหัวเสีย จนพี่ใหญ่ต้องละสายตาจากงานแล้วหันไปมอง จากนั้นก็ส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความระอานิดๆ ก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อ แต่ปากก็ไม่วาย
“เป็งั้นไป เฮ้อ! กรรมอะไรของไอ้ดินนะ”
บ่นเบาๆ กระนั้นหูติดเรด้าของอีกคนก็ได้ยินอยู่ดี เลยเดินตรงมาหาเขา จ้องมองเขาด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“กรรมของน้องดาวด้วย แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ ถ้าน้องดาวเรียนรู้งานเสร็จเมื่อไหร่ และมีตำแหน่งผู้บริหารไหนว่าง น้องดาวก็จะรีบไปจากห้องนี้ทันที เราจะได้หมดกรรมหมดเวรต่อกันสักทีไงคะ ชิ!”
ว่าแล้วก็เดินกลับไปนั่งชุดรับแขกดังเดิม อ่านนิตยสารดังเดิม แม้ในตอนแรกคิดจะลุกไปนั่งโต๊ะ แล้วถามเขาว่ามีอะไรให้ทำให้ช่วยบ้างไหม แต่ตอนนี้อารมณ์แบบนั้นมันหดหายไปั้แ่ถูกเขากวนแล้ว
‘กวนประสาทแบบนี้ ก็เชิญทำไปคนเดียวเหอะ จ้างให้ก็ไม่ช่วย’
เจ็ดโมงเช้า คือเวลาที่ปัถพีเปิดประตูเข้ามานั่งทำงานแล้ว และเป็แบบนี้เกือบทุกวัน ถ้าไม่ได้ไปนอนค้างบ้านพ่อแม่ หรือต้องไปไหนก่อน พอทรุดกายลงนั่งเก้าอี้ได้ ก็ไม่วายมองไปยังโต๊ะของเลขาส่วนตัว
ซึ่งยังคงอยู่ในสภาพไม่ได้ผ่านการใช้งานแต่อย่างใด ชุดรับแขกหรูหราคือเป้าหมายต่อไปของสายตา น้อยนักหนาที่มันจะถูกเขาใช้งาน เพราะไม่ค่อยมีเวลาได้ไปนั่งสักเท่าไหร่ ถ้ามีแขกมา
ส่วนใหญ่ก็จะใช้ห้องรับรอง หรือไม่ก็ไปนั่งโต๊ะใหญ่ตรงหน้าต่างมากกว่า สะดวกกับการคุย แขกที่มานั้นก็เป็แขกทางการค้า มีข้าวของมาเต็มไม้เต็มมือ ต้องใช้พื้นที่เยอะ
พอมองชุดรับแขกแล้ว ก็มีภาพเมื่อวานนี้ของน้องเล็กในชุดอันแสนสั้น นั่งๆ นอนๆ อยู่บนนั้นแทบจะทั้งวัน แถมทำหน้าบูดบึ้งใส่เขาเป็่ๆ อีกต่างหาก แม้เมื่อวานไม่อยากใส่ใจยังไง แต่ก็ไม่วายต้องคอยหันไปมองเป็พักๆ ด้วยเขาเองนั้นไม่ชิน กับการมีคนเข้ามาอยู่ร่วมห้องเลย
“ฝากดินช่วยสอนงานน้องด้วยนะ พ่อมองไม่เห็นว่าใครจะเอาน้องดาวอยู่ได้ ถ้าไม่ใช่ดิน พ่อผิดเองล่ะที่ปล่อยให้คนในบ้านตามใจจนน้องเคยตัว ดัดตอนนี้ก็ไม่ง่ายนักหรอก แต่ก็คงไม่ยากเกินความสามารถของดินนะ จะไม่ให้มาทำงานพ่อก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เ้าสองตัวนั่นก็ส่ายหน้าไม่เอางานที่บริษัท นอกจากดินแล้ว พ่อก็อยากให้น้องดาวทำงานเป็บ้าง อาจจะไม่เก่งเท่าดิน แต่ก็คงจะดีกว่าไม่รู้เื่อะไรเลย ชีวิตคนเราไม่แน่ เกิดเราสองคนเป็อะไรขึ้นมา ‘บุญเลิศหล้า’ ก็จะได้มีน้องดาวคอยดูแลต่อไง ส่วนวิธีบอกวิธีสอนจะเป็ยังไง พ่อก็ยกให้ดินเป็คนตัดสินหรือแล้วแต่จะเห็นสมควรก็แล้วกัน”
นั่นคือคำบอกของพ่อเมื่อวันก่อน ตอนเรียกเขาไปคุยงาน แม้จะไม่อยากเป็คนคอยขัดใจน้องเล็ก ตามคำฝากฝังของพ่อยังไง แต่ก็มองไม่เห็นใครจะรับมือได้อย่างที่พ่อบอกไว้จริงๆ เลยต้องยอมทำตาม
อีกทั้งเขาก็เห็นด้วยในเหตุผลของพ่อ ที่อยากให้มีคนสืบสายเืท่านเข้ามาทำงานในบริษัทไว้ด้วย แม้จะรู้ดีว่า ทั้งตัว ทั้งหัวใจ ทั้งชีวิตและทั้งจิติญญาของเขานั้น จะมอบให้ ‘บุญเลิศหล้า’ ซึ่งมีบุญคุณล้นหัวจนหมดแล้ว
แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขาแบบกะทันหัน ก็คงไม่มีใครจะสานต่องานได้ หรือไม่น้องชายทั้งสองก็ต้องทิ้งงานที่ตัวเองรัก มาบริหารงานที่บริษัทต่อ ไม่งั้นไม่มีทางรอดแน่
‘ก๊อกๆ ๆ’
เสียงเคาะประตูห้อง เขาแทบไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็เลขาผู้ขยันและมาทำงานหลังเขาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเสมอ ส่วนผู้ช่วยก็คงมาแล้วและคงกำลังนั่งเคลียร์งานเหมือนเขาอยู่ตอนนี้ จากนั้นไม่ถึงสี่วินาทีด้วยซ้ำ ประตูก็ถูกเปิดออก
“เช้านี้มีแฮมเบอร์เกอร์เนื้อฝีมือสุนเองค่ะ และกาแฟเข้มๆ ตามเคย น้ำเปล่าด้วย คุณดินต้องดื่มน้ำเยอะๆ นะคะ”
เลขาของเขาก็เข้ามาพร้อมถาดอาหารเช้า ซึ่งเขามักจะกินไปควบคู่กับการดูข่าวไป
“ขอบคุณครับพี่สุน”
เขาคว้าเอกสารสองสามแผ่นลุกเดินไปยังโต๊ะสารพัดประโยชน์ อีกมือก็ถือรีโมตคอนโทรลโทรทัศน์ไปด้วย พอนั่งได้แล้วก็กดช่องข่าวต่างประเทศทิ้งไว้ ตาก็อ่านเอกสารในมือ อีกมือก็คว้าแฮมเบอร์เกอร์เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความเอร็ดอร่อย
ทำเอาสุนทรีย์พึงพอใจไม่น้อย ไม่ว่าจะจัดมื้อเช้าแบบไหนเ้านายก็กินได้ไม่มีเกี่ยง เรียกได้ว่าเลี้ยงง่ายก็คงไม่ผิดนัก แต่ก็อย่าได้เผลอง่ายในเื่งานให้เห็นเชียว มีหวังถูกสั่งให้เอากลับไปทำใหม่แน่ เพราะเคยเจอเ้านายเอ็ดมาแล้วตอนร่วมงานกันใหม่ๆ
ราวสิบนาทีทั้งแฮมเบอร์เกอร์ ทั้งกาแฟและทั้งน้ำเปล่าก็หมดเกลี้ยง คนกินกลับไปสั่งทำงานต่อ ส่วนเลขารีบเข้ามาเก็บกวาดโต๊ะ เพราะอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ ก็จะถูกใช้เป็ที่คุยงานประจำเช้าแล้ว
“อ้าว! คุณน้องดาวมาพอดี รับแฮมเบอร์เกอร์เป็มื้อเช้าหรือเปล่าคะ”
สุนทรีย์ถามไปอย่างนั้น ด้วยรู้ดีั้แ่เมื่อวานนี้ ว่าคุณหนูเล็กของบ้าน เน้นเื่อาหารการกินมากแค่ไหน ตอนเ้านายวานให้พาไปฟู้ดคอร์สชั้นล่างของตึก ยังไม่ทันสั่งอะไรด้วยซ้ำ คุณหนูก็ชวนเดินหนีแล้ว เพราะไม่ชอบคนเยอะๆ จากนั้นสุนทรีย์ก็เสนอร้านอาหารข้างนอก
“ต้องเดินข้ามถนนไปฝั่งโน้นค่ะ ไม่ก็อ้อมไปข้างหลังตึก มีร้านอาหารตามสั่งหลายร้าน”
“มีแอร์หรือเปล่าคะพี่สุน”
“ไม่ค่ะ”
“งั้นไม่เอาค่ะ แล้วมีที่ไหนที่แอร์เย็นๆ ไม่ต้องเดินไกลบ้างคะ”
“ก็ร้านไฮโซชั้นสิบเก้าค่ะ แอร์เย็นเจี๊ยบ เดี๋ยวพี่พาไป แต่อาหารราคาดุหน่อยและไม่อร่อยเท่าข้างล่างหรอกค่ะ ในความคิดพี่นะคะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ น้องดาวไม่ชอบอยู่แบบร้อนๆ”
จากนั้นสุนทรียร์ก็พาไปยังร้านอาหารหรูหราราคาคนมีเงิน เมนูถูกสุดก็ร้อยกว่า รวมน้ำกับขนมก็สามร้อยกว่าเข้าไปแล้ว นานๆ กินทีนั้นไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าทุกวันคงไม่ไหว เพราะตัวเองก็มีภาระมากมายเช่นกัน
“พี่สุนไม่ต้องค่ะ น้องดาวเลี้ยงเอง อยากกินอะไรสั่งได้เลยค่ะ”
สุนทรีย์จำได้ว่ามองมือขาวๆ ของลูกสาวเ้านายตอนควักแบงก์พันออกมาได้ดี และในกระเป๋านั้นเงินเป็ปึก นึกๆ แล้วก็ขำเ้านายใหญ่ไม่น้อย คิดยังไงถึงให้ลูกสาวคนเดียวมาเป็เลขาส่วนตัวลูกเลี้ยงอย่างคุณดินผู้ละเอียดลออในงานทุกขั้นตอนอย่างนี้
“เดี๋ยวอีกสิบนาทีบอกนพเข้ามาได้เลยนะครับพี่สุน”
เสียงของเ้านายที่ดังผ่านอินเตอร์คอมมาย้ำเตือนให้สุนทรีย์รีบเข้าเก็บถ้วยออกไป แต่เห็นคุณหนูเล็กของเ้านายใหญ่เดินพาทรวดทรงองเอวอันอรชรอ้อนแอ้นตรงไปหาประตูห้องด้วยท่าทีมาดมั่นเลยจำต้องหลีกทางให้
‘ก๊อกๆ ๆ’
ท่าทียืนเคาะประตูนั้นก็ดูหยิ่งน้อยๆ ในความคิดของสุนทรีย์ ส่วนท่าก้าวเดินเข้าไปในห้องนั้น ก็ออกจะกวนนิดๆ ในความคิดของปัถพี ที่เงยหน้าจากเอกสารไปมองตามร่างผอมบาง
มีเสื้อแขนสั้นผ้าลูกไม้ยืดสีครีมรัดรึงกายท่อนบนไว้ ส่วนท่อนล่างมีกระโปรงทรงบอลลูนหุ้มไว้ ไม่กล้าเดาเอาเสียเลย ว่าระหว่างเดินออกจากรถกระทั่งเข้ามาอยู่ในห้องนี้ น้องสาวต่างสายเืจะทำหนุ่มๆ น้ำลายหกไปกี่คนแล้ว
เพราะมันทั้งสั้น ทั้งบาน เรียกว่าก้าวเดินที ก็ทำเอาเขาใจหายใจคว่ำที ถ้าเป็น้องจริงๆ หรือถ้าไม่มีคดีหมางใจกันเมื่อวานนี้ล่ะก็ จะไล่ให้กลับไปเปลี่ยนใหม่ด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้คงไม่ดีแน่ ถ้าไปวุ่นวายกับ ‘คุณนายน้อย’ ของบ้าน เดี๋ยวไม่เป็อันทำการทำงานเหมือนเมื่อวานนี้อีก เลยตัดใจก้มหน้ากลับมาหาเอกสารดังเดิม เพื่อรอให้ลูกน้องทั้งสองเข้ามาประชุมตามปกติ
“อีกราวสิบนาทีจะประชุมย่อยนะครับคุณน้องดาว เชิญตรงโต๊ะนั้นด้วยครับ”
ปากก็สั่งเสียงเรียบนุ่ม ไม่ได้เงยหน้าไปหาเลขาส่วนตัวที่เขาเองก็ไม่เคยคิดอยากจะมีสักนิด
“เวลาสั่งงาน พี่ดินไม่มองหน้าใครเหรอคะ”
หูนั้นแว่วเสียงห้วนนิดๆ ตำหนิหน่อยๆ จากคนกำลังจะทรุดกายลงนั่งโต๊ะทำงานเบื้องหน้าเยื้องไปทางขวาของเขา นิดๆ ซึ่งใกล้กับชุดรับแขกหรูหรา
“นี่ยังไม่ใช่คำสั่งครับ แค่บอกให้รับรู้ เพื่อให้คุณน้องดาวเตรียมความพร้อมเท่านั้นครับ หลังจากเมื่อวานผมปล่อยให้นั่งเล่นอยู่ในห้องทั้งวันโดยไม่กวนแล้ว แต่วันนี้คุณน้องดาวจะต้องทำงานจริงๆ จังๆ แล้วครับ”
ปัถพียังคงไม่ได้เงยไปมองเหมือนเคย กระนั้นก็รับรู้ด้วยการฟังว่ามีเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังมา ราวกับคนตรงหน้าจงใจจะให้ได้ยินก็ไม่ปาน แต่เขาไม่สน ยังคงให้ความสำคัญกับงานมากกว่า
กระทั่งลูกน้องทั้งสองเดินหอบแฟ้มงานเข้าห้องมา เขาถึงได้ลุกไปยังโต๊ะอเนกประสงค์ แล้วทรุดกายลงนั่งตรงหัวโต๊ะ ซึ่งเป็ที่ประจำ ปรายตามองเลขาส่วนตัวเดินมาด้วยท่าทีนวยนาด แล้วนั่งเก้าอี้ตรงข้ามผู้ช่วยกับเลขาของเขา ตอนเดินนั้นเขาก็พอทนได้ แต่ตอนเ้าหล่อนนั่งลงไปนี่สิ
กระโปรงนั้นมันร่นขึ้นไปถึงไหนๆ แถมเ้าหล่อนยังไม่รู้เนื้อรู้ตัว ใช้ส้นสูงไถเก้าอี้ออกห่างจากขอบโต๊ะอีกต่างหาก เขาต้องรีบเลื่อนจากหัวโต๊ะไปนั่งข้างๆ แล้วใช้เท้าซ้ายดันขาเก้าอี้ของเ้าหล่อนกลับไปให้่ขาขาวยาวเรียวมุดหลบเข้าไปใต้โต๊ะแทน
“รอแป๊บนะครับ”
ไม่สนใจสายตาคู่สวยที่มองมาหาแบบขวางๆ เพราะต้องรีบลุกไปคว้าเอาสูทของเขาที่แขวนอยู่มาเสียก่อน แล้วจัดการคลุมมันลงไปบนตักเ้าของสองน่องเรียวด้วยใบหน้าบึ้งตึง ตามด้วยการนั่งลงข้างๆ กัน ใช้เท้าเหยียบขาเก้าอี้ของอีกฝ่ายไว้ เป็เชิงเตือนว่าให้ระมัดระวังตัวเองด้วย
กิริยาท่าทางแบบนี้ทำเอานพกรกับสุนทรีย์ต้องกลั้นยิ้มไว้แทบไม่อยู่ อีกทั้งเห็นด้วยกับเ้านายไม่น้อย ทว่าคนไม่เห็นด้วยและไม่พอใจอย่างยิ่งนั้น ก็คงหนีไม่พ้นคุณหนูเล็กของบ้านนั่นเอง
[1] อาคารบีแอลแอล สนง. ใหญ่ของบริษัท
[2] เลขาส่วนตัวของรองกรรมการผู้จัดการ สายงานการผลิต
=======================
E-Book พร้อมโหลดแล้วค่ะ
****** ขออนุญาตแจ้งอีกทีนะคะ ว่านิยายทุกเื่จะลงให้อ่านได้ราว 70% เท่านั้นค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะถ้าทำให้ค้างคา แต่กันเกราเชื่อว่านักอ่านที่น่ารักทุกท่านจะเป็กำลังใจต่อให้ด้วยการตามหาหนังสือมาไว้ในอยู่แล้วค่ะ ******
ยิ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
และหนึ่งคอมเม้นต์ของท่าน คือหนึ่งแรกผลักดันและกำลังใจของคนเขียนนะคะ แต่ก็ยินดีต้อนรับและขอบคุณนักอ่านเงาทุกท่านด้วยค่ะ
รู้งี้แล้วอย่าลืมเม้นท์ให้เค๊าหลังอ่านด้วยนะตะเอง
========================
ตามเพจด้านล่างนี้เลยนะคะ
ยินดีต้อนรับทุกๆ ท่านค่ะ และยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
ห้ามหยิบยก คัดลอก หรือดัดแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งถ่ายทอด ถ่ายเอกสาร สแกน ในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น เว้นเสียแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ประพันธ์เป็ลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์อันเป็ประโยชน์แก่หนังสือเล่มนี้เท่านั้น
========================
