ทันทีที่ Enterprise ได้เปิดตัวออกไปนั้น ทั่วโลกไม่ว่าจะหน่วยงานไหนต่างให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทั้งหน่วยงานรัฐ หน่วยงานเอกชน สำนักข่าวต่างๆ ต่างก็ส่งตัวแทนเพื่อมาเยือน Enterprise ในทันที เมื่อบริษัทเปิดตัวออกไปได้เพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น
นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขาเตรียมตัวรวดเร็ว แต่พวกเขาได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้ามานานแล้ว ตั้งแต่พวกเขารู้ว่ามีวัคซีนรักษาโรคมะเร็งถูกสุ่มจำหน่ายจากเว็บไซต์ BlackBox พวกเขาก็สามารถเดาได้ว่าสักวันบริษัทที่ผลิตวัคซีนนี้ออกมาจะต้องเปิดเผยตัวตนอย่างแน่นอนและวันนั้นก็มาถึง ไม่ต้องพูดถึง 1 ชั่วโมงแรก แค่ 10 นาทีแรกที่บริษัทเปิดตัว หน่วยงานต่างๆ ก็ส่งคนของตนเองมาทันที
ต่อให้โง่เพียงใดพวกเขาก็ยังมองออกว่า Enterprise จะต้องกลายเป็นบริษัทมหาอำนาจที่จะส่งผลเป็นอย่างมากต่อโลกในอนาคตอย่างแน่นอน ดูอย่างวัคซีนรักษาโรคที่ถูกผลิตออกมา แค่เพียงชนิดเดียวที่รักษามะเร็งได้ก็แทบจะสั่นคลอนไปทั่วทั้งวงการแพทย์ นี่กลับมีตั้ง 7 ชนิด แถมยังเป็น 7 ชนิดที่เป็นโรคที่รักษายากอีกด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง Andria OS ที่กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทในวงการไอทีอย่างกว้างขวาง
เหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลให้มีหลายเที่ยวบินทั่วโลกบินตรงไปยังประเทศพม่า เที่ยวบินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เที่ยวบินส่วนตัว เที่ยวบินพาณิชย์เอกชนหรือแม้กระทั่งเที่ยวบินทางทหาร เพียงแต่ว่ารัฐกะยาที่ Enterprise ตั้งอยู่นั้นไม่มีสนามบิน เที่ยวบินที่จะมาลงเลยต้องไปลงเครื่องที่สนามบินของรัฐข้างเคียงแทน
ตั้งแต่จุดหมายจนถึงปลายทางกว่าที่พวกเขาจะเดินทางมาถึง Enterprise ก็ใช้เวลาไปหนึ่งวันเต็มๆ หลายๆ คนใช้เวลาขณะเดินทางระหว่างรัฐจากสนามบินมายังรัฐกะยานอนพักผ่อนเอาแรง พวกเขาต่างรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก แต่ทันทีที่พวกเขาได้มาถึง Enterprise ความเหนื่อยล้าเหล่านั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึง ตื่นเต้นและประหลาดใจ
เมื่อพวกเขาได้เข้ามายัง Enterprise พวกเขาก็ได้พบกับสถาปัตยกรรมที่ดูแปลกออกไป นอกจาก ตึกทรงประหลาดที่ตั้งอยู่ตรงกลางแล้ว ยังมีตึกสูงอีกสองตึกที่ตั้งห่างออกไปหลายสิบเมตร ทั้งด้านซ้ายมือและขวามือ โดยรวมแล้วตั้งแต่ได้เข้ามาในบริษัทยังไม่มีสิ่งไหนที่ไม่ทำให้พวกเขาประหลาดใจ สิ่งที่พวกเขาเห็น นอกจากคำว่า “ล้ำสมัยและแตกต่าง” พวกเขาไม่สามารถนึกคำอื่นมาอธิบายความคิดในตอนนี้ได้
ในครั้งนี้หินได้จัดห้องรองรับและอำนวยความสะดวกให้พวกเขาอย่างเต็มที่ นั่นเป็นเพราะหินต้องการสร้างความประทับใจให้พวกเขาเหล่านี้ หลายร้อยคนที่มาในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวจากทั่วทุกมุมโลกซะมากกว่า
หินต้องการให้พวกเขาเหล่านั้นมีความรู้สึกดีๆ ต่อ Enterprise ซึ่งจะทำให้พวกเขาเขียนข่าวออกมาในทางที่ดีต่อบริษัทและนั่นจะทำให้มันมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากต่อ Enterprise ในอนาคต
ห้องรับรองที่ดีที่สุดในบริษัทถูกเตรียมไว้สำหรับงานนี้โดยเฉพาะ รวมไปถึงของว่างและอาหารต่างๆ ที่มีคุณภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าของในพวกภัตตาคารหรู 5 ดาวเลยแม้แต่น้อย
หลังจากพวกเขาเหล่านั้นได้ทยอยเข้ามารอกันในห้องรับรอง บางคนก็เตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้เป็นของตัวเอง บางคนก็เดินสำรวจห้อง แต่ส่วนใหญ่กลับไปกองกันอยู่ที่โซนอาหารและของว่างที่เตรียมเอาไว้ซะมากกว่า
“ไอ้นี่มันอร่อยมากเลยดุ๊ค” เควิน เอ่ยขึ้นกับคู่หูของตัวเอง ขณะที่หยิบของว่างชิ้นหนึ่งเข้าไปในปากตัวเอง นี่นับเป็นชิ้นที่ 5 แล้วที่เขากินเข้าไป“ฉันว่าพายสับปะรดนี่ก็อร่อยนะ ไม่ลองดูหน่อยเหรอเควิน ฉันเห็นนายกินไอ้ขนมนั่นไป 5 ชิ้นแล้วนะ” ดุ๊คเอ่ยขึ้นด้วยพลางหยิบพายสับปะรดไปให้เควิน
“ก็มันอร่อยนี่หว่า” ถึงเควินจะพูดแบบนี้แต่ก็ยื่นมือไปรับพายสับปะรดมาจากดุ๊คด้วยความเต็มใจ เขาเป็นพวกชอบทานของหวานอยู่แล้ว ดังนั้นไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะปฏิเสธพายสับปะรดชิ้นนี้
ดุ๊คส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความเอือมระอา ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าคู่หูเขาคนนี้ชอบของหวานมากขนาดไหน ที่ตอนนี้เควินมันอ้วนก็เพราะของหวานพวกนี้นี่แหละ เมื่อก่อนเขาก็เคยห้ามเควินให้ลดของหวานลงแล้ว แต่เควินไม่สามารถทำได้
มีครั้งหนึ่งที่ดุ๊คเคยคุยเรื่องนี้กับเควิน
“นี่เควิน ถ้านายยังไม่ลดของหวาน นายจะเป็นเบาหวานตายเอาได้นะ” ดุ๊คเอ่ยขึ้นกับเควินขณะที่พวกเขาทานอาหารจานหลักเสร็จและเควินกำลังซัดไอศกรีมของหวานตบท้าย
“นี่ดุ๊ค นายดูงานของพวกเราสิว่ามันต้องเสี่ยงและเครียดขนาดไหน” เควินเอ่ยขึ้น
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับของหวานพวกนี้ล่ะ? นี่ฉันกำลังพูดถึงเบาหวานที่อาจจะทำให้นายตายได้อยู่นะเพื่อน” ดุ๊คพูดขึ้น
เควินที่กำลังมีความสุขกับไอศกรีมตรงหน้าจึงได้วางช้อนที่เขาถือลงไปและมองไปยังดุ๊คด้วยสายตาที่จริงจัง
“งานที่มันเครียดและเสี่ยงขนาดนี้ เราจะตายวัน ตายพรุ่งก็ยังไม่รู้เลย เพราะเราคอยทำข่าวนำเสนอความเป็นจริง นายก็รู้ว่ามีคนมากมายขนาดไหนที่เกลียดขี้หน้าเรา เผลอๆ วันใดวันหนึ่งเราอาจจะถูกสั่งเก็บก็ได้หรือบางทีเราอาจจะเครียดกับงานจนเส้นเลือดในสมองแตกตายก็ได้ ใครจะไปรู้”
ดุ๊คอดคิดตามที่เควินพูดไม่ได้ เขาไม่เคยเห็นเควินพูดอะไรที่ดูจริงจังขนาดนี้มาก่อน เพราะปกติเควินจะเป็นคนที่ค่อนข้างอารมณ์ดี อ้อ...เว้นเฉพาะเวลาเขาทำงานตอนสัมภาษณ์ไว้ช่วงหนึ่ง เพราะนั่นเควินจะเป็นเหมือนคนอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว
“ฉันกำลังจะบอกนายว่า คนเราจะตายวันจะตายพรุ่งก็ยังไม่รู้เลย วันนี้ฉันนั่งอยู่ดีๆ ก็อาจจะหัวใจวายตายก็ได้ หรือบางทีเครื่องบินอาจจะตกใส่หัวฉันตายก็ได้ ถ้ามันเป็นแบบนั้นแล้ว...ทำไมเราไม่ทำอะไรที่เรามีความสุขก่อนตายซะล่ะ? ฉันคิดว่าถ้าฉันต้องตายเพราะสิ่งที่ฉันชอบ ฉันก็โอเค..”
ได้ฟังแบบนี้ดุ๊คก็เหมือนอยากจะเอ่ยแย้งอะไรขึ้นมา แต่พอคิดดูดีๆ แล้ว เขาก็พบว่าที่เควินพูดมามันก็ถูก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตายวันไหน บางทีอาจจะ 60 ปีข้างหน้า หรืออาจจะเป็นวันพรุ่งนี้เลยก็ได้ แล้วทำไมเราไม่มีความสุขกับช่วงเวลาที่เราสามารถจะกอบโกยมันได้ซะล่ะ?
สุดท้ายดุ๊คก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแต่กลับเรียกบริกรมารับออเดอร์เพิ่ม ซึ่งดุ๊คก็สั่งไอศกรีมมากินเป็นเพื่อนเควินนั่นเอง...“อื้อหือ พายสับปะรดก็อร่อย...เจ้าของบริษัทนี่ช่างใจป้ำจริงๆ” เควินเอ่ยขึ้น
“งั้นข่าวในครั้งนี้….” ขณะที่ดุ๊คกำลังเอ่ยถามขึ้น เควินก็รู้ได้ในทันทีว่าดุ๊คก็ถามอะไรออกมา
“ไม่...ถึงเขาจะอำนวยความสะดวกหรือทำดีต่อเรา นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันจะเขียนข่าวอวยเขา”
ดุ๊คยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ เขารู้อยู่แล้วว่าเควินเป็นคนแบบไหน แต่ที่ถามขึ้นมาเพราะเขาเห็นว่าเควินชอบของว่างที่ทาง Enterprise เตรียมไว้ให้ซะเหลือเกิน
“ใกล้ถึงเวลาแล้ว พวกเราไปเตรียมตัวเถอะ” เควินเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาที่ Enterprise ได้แจ้งพวกเขาเอาไว้ ขณะที่กำลังจะกลับไปนั่งประจำที่ของเขาเควินก็ยังอดไม่ได้ที่จะหยิบของหวานติดมือมาด้วย
“เควิน นายนี่มัน...” ดุ๊คเอ่ยขึ้นมาด้วยความรู้สึกเอือมระอา แต่เขาไม่รู้จะด่าเพื่อนเขาคนนี้ว่ายังไงดี
“ก็มันอร่อยอ่ะ… แล้วมันยังเหลืออีกตั้งเยอะ ถ้าต้องทิ้งก็เสียดายแย่” เควินเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเหมือนเด็กที่กำลังแก้ตัวเมื่อถูกจับได้ว่าทำความผิด
ดุ๊คแค่เพียงถอนลมแต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา จากนั้นเขาจึงไปเตรียมเซ็ตกล้องเพื่อเตรียมสำหรับการถ่ายวิดีโอ
ไม่นานนักผู้คนก็เริ่มทยอยเข้ามานั่งอยู่ประจำที่ของตน ซึ่งพวกเขาเหล่านี้มาจากหลายองค์กร ทั้งองค์กรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ นี่เป็นเพราะหินไม่ได้จำกัดคุณสมบัติของคนที่จะเข้าร่วม ดังนั้นภายในห้องรับรองแห่งนี้จึงมีตั้งแต่ตัวแทนจากสำนักข่าวเล็กๆ ไปจนถึง สำนักข่าวใหญ่ๆ หลายแห่งทั่วโลก รวมไปถึงยังมีนักข่าวอิสระอยู่ด้วย เช่น เควินและดุ๊คนั่นเอง
ไม่นานนักเมื่อถึงเวลาที่ได้นัดหมายไว้ ประตูจากอีกฝั่งของห้องก็ถูกเปิดออกมาในตอนนั้นนั่นเองได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูบานนั้น ทันใดนั้นเองภายในห้องก็ตกอยู่ภายใต้ความเงียบ
ชายหนุ่มคนนั้นคือหินนั่นเอง วันนี้หินสวมชุดสูทสีกรมท่า เสื้อเชิ้ตสีขาวและเนกไทสีเข้ม ซึ่งเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับรองเท้าหนังสีน้ำตาลไหม้ที่หินสวม
ผมที่ถูกเซ็ตมาอย่างเรียบร้อยและชุดสูทที่สวมอย่างเป็นทางการนี้ทำให้หินดูเป็นผู้ใหญ่ที่ดูมีภูมิฐานมากขึ้น มีความน่าเชื่อถือและดูดีมีสง่า หินไม่ได้เป็นคนที่หน้าตาดีอะไร เรียกได้ว่าเป็นเพียงคนหน้าตาพื้นๆ คนหนึ่งที่พบได้ทั่วไป
แต่ชุดที่หินสวมในวันนี้กลับทำให้หินดูดีมีราศีเป็นอย่างมาก เคยมีคำกล่าวเอาไว้ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง หินเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดีสำหรับคำกล่าวนี้ ในลุคนี้หินไม่ได้ดูเหมือนเด็กหนุ่มมหาลัย แต่กลับเหมือนนักธุรกิจหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จซะมากกว่า
หินไม่ได้รีบร้อนเดิน แต่กลับก้าวช้าๆ อย่างมั่นคงไปยังแท่นพิธีที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ สายตาที่มองตรงไปด้านหน้าไม่ว่อกแว่กต่อสิ่งใดถึงแม้จะมีดวงตาหลายร้อยคู่กำลังจับจ้องอยู่นั้น กลับทำให้เขาดูเป็นคนที่มีความมั่นใจและน่าเชื่อถือ
แม้ภายนอกหินจะดูสงบแต่จริงๆ ภายในใจกลับรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ถึงยังไงนี่ก็เป็นการพูดครั้งแรกต่อหน้าผู้คนมากมายอย่างเป็นทางการ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเลือดลมพลุ่งพล่าน
เพียงครู่เดียวหินก็เดินมาถึง แท่นพิธี เขากวาดสายตาไปรอบๆ ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา
“สวัสดีครับ ขอต้อนรับทุกคนสู่ Enterprise ผม ไตรภพ วีรเดชสกุล ดำรงตำแหน่งเป็นประธานของ Enterprise”
สิ้นเสียงของหินก็เกิดเสียงฮือฮาไปทั่วจากผู้คนภายในห้อง
“เขานี่นะ!?”
“ล้อกันเล่นรึเปล่า? ”
“ฉันไม่ได้อดหลับอดนอนมาเป็น 10 ชม. เพื่อมาฟังเรื่องตลกนี่หรอกนะ...จะบอกว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือประธานของบริษัทเหรอ!? ล้อกันเล่นแล้วมั้ง”
รอบๆ ห้องมีหน่วย Protecter ที่กำลังยืนประจำจุดอยู่ในโหมดล่องหนถึง 12 คน หลายๆ คนในนั้นถึงกับยักไหล่ขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอหินก็แสดงอาการไม่ได้ต่างจากนักข่าวเหล่านี้เท่าไหร่นัก
แต่หลังจากได้ประจักษ์ฝีมือของหินด้วยตัวเองพวกเขาก็ได้รู้ว่า หินไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอก ไม่ใช่แค่เรื่องความฉลาด แม้แต่ศิลปะป้องกันตัวพวกเขาก็ไม่สามารถสู้หินได้ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลกที่ทหารผ่านศึกอย่างพวกเขาสู้เด็กหนุ่มคนหนึ่งไม่ได้ แต่นั่นมันคือความจริงและพวกเขาไม่ได้มีข้อกังขาเรื่องนี้อีกต่อไป พวกเขาต่างยอมรับในฝีมือของหินทั้งสายบุ๋นและสายบู๊
นี่ก็เป็นเพราะในโลกเก่านั้น ศิลปะป้องกันตัวก็เป็นหนึ่งในวิชาที่หินต้องเรียนเช่นกัน นอกจากศิลปะป้องกันตัวเบื้องต้นที่ทุกคนต้องเรียนรู้ หินยังเลือกเรียนศิลปะป้องกันตัวขั้นสูงอีกด้วย เพียงแต่เมื่อจบออกมาทำงานใน RCW เขาก็แทบไม่ได้ใช้มันอีกเลย พึ่งจะได้มารื้อฟื้นเมื่อมาอยู่ในโลกนี้
“คุณจะสามารถทำให้เรามั่นใจได้หรือไม่ ว่าคุณคือประธานบริษัทของที่นี่จริงๆ ” เควินเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น อันที่จริงเขาก็เชื่อตั้งแต่แรกแล้วว่าหินคือประธานบริษัทจริงๆ คงไม่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ขนาดไหนปล่อยให้มีเรื่องตลกแบบนี้เกิดขึ้นแน่นอนและความรู้สึกของเควินจากการทำงานมาหลายสิบปีบอกกับเขาเองว่า ชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอก
หินที่ได้ฟังเควินพูดขึ้นเพียงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะสั่งออกมาเบาๆ
“หน่วย Protecter ปรากฏตัว”
สิ้นเสียงของหินทันใดนั้นภายในห้องรับรองแห่งนี้ก็ได้ปรากฏคนในชุดแปลกตาสีดำขึ้นมาถึง 12 คนจากความว่างเปล่า
กรี๊ด!!!
เฮ้ย!!
โอ้ พระเจ้า!!
ทันทีที่หน่วย Protector ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า พร้อมกันนั้นก็ได้เกิดเสียงกรีดร้องตกใจของคนหลายๆ คนภายในห้อง พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าอยู่ดีๆ จะมีคนปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้
“พวกคุณอาจจะแปลกใจว่าทำไมถึงไม่ได้พบหน่วยรักษาความปลอดภัยของบริษัทเลยแม้แต่น้อย แต่จริงๆ แล้วตั้งแต่พวกคุณเหยียบเข้ามาภายในบริษัท หน่วยรักษาความปลอดภัยของเราก็สอดส่องตรวจตราความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลาแม้พวกคุณจะมองไม่เห็นพวกเขาก็ตาม ดังนั้นพวกคุณสามารถมั่นใจได้เลยว่าพวกคุณจะปลอดภัยภายในนี้” หินเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“แน่นอนมีแค่ผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะออกคำสั่งกับพวกเขาได้ แบบนี้พอจะช่วยให้พวกคุณมั่นใจได้รึยังครับ? ” หินถามขึ้น
ทันใดนั้นเสียงภายในห้องก็ค่อยๆ เบาลง พวกเขามั่นใจแล้วว่าหินนั้นไม่ได้โกหกพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังคงแปลกใจกับเทคโนโลยีของ Enterprise อยู่ดี ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องเทคโนโลยีทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังมีเทคโนโลยีทางด้านทหารอีกด้วย พวกเขามาครั้งนี้ไม่ได้เสียเที่ยวแล้วอย่างแน่นอน หลายๆ คนคิดขึ้นด้วยความยินดี
‘หากฉันได้เทคโนโลยีนี้กลับไปล่ะก็ กองกำลังทหารของฉันจะต้องกลายเป็นกองกำลังอันดับหนึ่งของโลกแน่ๆ ’ จอร์จคิดขึ้นในใจด้วยแววตาเป็นประกาย เขาเป็นตัวแทนจากกองทัพอเมริกา ถ้าหากเขาได้ชุดที่สามารถล่องหนได้อย่างสมบูรณ์แบบนี้กลับไป ก็จะเหมือนกับการติดปีกให้กองทัพเลยทีเดียว
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เดวิดก็ได้ส่งข้อมูลของเควินให้กับหิน
“ดอกเตอร์ครับ นักข่าวที่ถามดอกเตอร์เมื่อสักครู่ มีชื่อว่า เควิน แม็คคาวอย เป็นนักข่าวอิสระที่ทำงานร่วมกันกับเพื่อนคู่หูของเขาที่ชื่อ ดุ๊ค วันเดอร์ ตากล้องเสื้อเชิ๊ตสีขาวที่ 12 นาฬิกา แต่ถึงแม้พวกเขาจะเป็นนักข่าวอิสระ แต่ความน่าเชื่อถือของข่าวพวกเขากลับเป็น ที่ 1 ของโลก ดังนั้นข่าวของพวกเขาค่อนข้างมีอิธิพลเป็นอย่างมากในวงการสื่อ แม้กระทั่งสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ก็สู้ไม่ได้ จากประวัติที่ผมเช็กมา พวกเขาทั้งคู่ไม่เคยรับสินบนเพื่อบิดเบือนข่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียวและพวกเขายังเคยถูกลอบสังหารถึง 3 ครั้ง แต่พวกเขากลับรอดมาได้ทุกครั้ง”
‘ตั้ง 3 ครั้งเลยเหรอ...รอดมาได้ยังไงเนี่ย’ หินคิดขึ้นด้วยความประหลาดใจ จากข้อมูลที่เขาได้รับมานั่นหมายความว่าเขาต้องให้ความสำคัญสองคนนี้มากหน่อย
“การจัดแถลงการณ์ในครั้งนี้ เพื่อเปิดตัวบริษัท Enterprise อย่างเป็นทางการ เป้าหมายของบริษัทของเราก็คือการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมหน้าของโลกใบนี้และขึ้นเป็นบริษัทอันดับหนึ่งของโลกภายใน 1 ปี”
“ผมขอถามคุณได้ไหมครับ ว่าคุณต้องการเป็นอันดับหนึ่งในด้านไหน? ” เควินถามขึ้น หากบริษัทของหินอยากจะเป็นบริษัทอันดับหนึ่งด้านสุขภาพหรือด้านเทคโนโลยี ก็อาจจะเป็นไปได้ ดูได้จากผลงานที่ปรากฏให้พวกเขาเห็นอยู่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนรักษาโรคหรือแม้แต่ชุดล่องหนที่พวกเขาได้ยลโฉมเมื่อสักครู่
“ทุกด้าน ภายใน 1 ปี Enterprise จะต้องขึ้นเป็นอันดับ 1 ทุกด้าน” หินพูดขึ้นอย่างมั่นใจ
“ขอโทษนะครับ คุณไตรภพ ผมไม่ได้จะพูดดูถูกคุณหรอกนะ แต่คุณคิดว่าคุณจะแซงบริษัทยักษ์ใหญ่ หลายๆ บริษัทที่ก่อตั้งมาก่อนคุณหลายสิบปีได้เหรอครับ คุณมั่นใจเหรอว่าคุณจะทำได้?” เควินถามขึ้นโดยไม่ได้มีท่าทีสบประมาทหินแม้แต่น้อย เพียงแต่เขาอยากรู้จริงๆ ว่าหินจะทำได้ยังไง
“วัคซีนรักษาโรคต่างๆ ที่คุณกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้ คุณคิดว่า อีก 10 ปีข้างหน้าจะมีใครสามารถผลิตได้เหมือนอย่าง Enterprise หรือไม่? ” หินไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับถามกลับคืนไป
“ถ้าภายใน 10 ปี ผมว่าคงจะไม่ แต่ถ้าภายใน 20 ปีคงไม่แน่” เควินตอบตามที่ตนเองคิด
“แล้วถ้าเป็นชุดล่องหนที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของผมได้แสดงให้ดูเมื่อสักครู่นี่ล่ะ? ชุดที่สามารถล่องหนไปได้ ไม่เหลือแม้กระทั่งเงานั่นล่ะ คุณคิดว่าจะมีใครสามารถผลิตออกมาได้ภายใน 20 ปีข้างหน้าได้หรือไม่?”
เควินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบออกมา
“ผมคิดว่าคงไม่หรอก ด้วยเทคโนโลยีในตอนนี้ ผมคิดว่าคงยังไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่” เควินตอบขึ้นมาอีกครั้ง เขาเป็นนักข่าว ย่อมมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้พอสมควร
หินพยักหน้าชื่นชมเควินเบาๆ ก่อนจะถามขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณคิดว่า Enterprise ใช้เวลาในการก่อสร้างกี่ปี?”
“3 ปี หรือไม่ก็คงจะ 5 ปี” เควินตอบอย่างไม่มั่นใจ ดูจากความยิ่งใหญ่อลังการที่พวกเขาเห็น คงคิดว่าคงใช้เวลาประมาณนี้ในการก่อสร้าง ที่สำคัญข่าวเรื่องการสร้าง Enterprise นั้นถูกปิดเป็นความลับจากโลกภายนอก ทำให้ไม่มีใครรู้เลยว่า Enterprise เริ่มสร้างตั้งแต่เมื่อไหร่
“คุณคิดผิดแล้ว Enterprise ใช้เวลาในการก่อสร้างแค่เพียง 1 ปีเท่านั้น” หินพูดขึ้น
“โอ้ พระเจ้า!! จริงเหรอ!?”
“เป็นไปไม่ได้!!”
หลายคนอุทานขึ้นด้วยความเหลือเชื่อในทันที
“สิ่งที่พวกคุณคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ Enterprise สามารถทำให้มันเป็นไปได้ ที่ผมบอกว่า Enterprise จะขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ภายใน 1 ปี ผมไม่ได้พูดเล่น ในเมื่อสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก่อนหน้านี้ผมยังสามารถทำให้มันเป็นไปได้ แล้วทำไมที่ผมบอกว่า Enterprise จะขึ้นเป็น บริษัทอันดับ 1 ของโลกในทุกด้าน ภายใน 1 ปี มันจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ? ” หินเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ถ้าหากใครไม่ได้เห็นมาก่อนว่า Enterprise สามารถทำอะไรได้บ้าง พวกเขาคงคิดว่า ประธานใหญ่ของ Enterprise คนนี้คงพูดโอ้อวดตนเองเป็นแน่
แต่ทันทีทันใดนั้นเอง หินที่กำลังยิ้มอยู่นั้นกลับหุบยิ้มด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าที่กำลังเปื้อนยิ้มเมื่อครู่ กลับถูกแทนที่ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดและดูจริงจังขึ้นมาในทันที นี่เป็นเพราะข่าวที่เดวิดพึ่งแจ้งแก่เขาเมื่อสักครู่นี่เอง