ตอนที่ 14 คนรู้ใจนั้นหาได้ยาก (1)
หลังจากส่งพ่อลูกสวี่ซงซานออกไปแล้วเซียวหมิ่นหางก็จ้องไปที่แจกันสีขาวใต้หน้าต่างใบนั้นอยู่นานก่อนที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา แล้วสั่งฉางถิงให้ไปเอาภาพวาดโบราณที่เขาได้มาเมื่อครึ่งปีก่อนมาโดยคิดจะนำมันไปที่ตระกูลสวี่ในวันพรุ่งนี้
ฉางถิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอาแต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
เซียวหมิ่นหางลุกขึ้นจากที่นั่งตำแหน่งหลัก ค่อยๆ เยื้องกรายจะออกนอกประตู แต่เมื่อพบว่าฉางถิงไม่ได้ตามมาก็หยุดชะงักและถามเขาอย่างสงสัยว่า “ทำอะไรอยู่น่ะ”
ฉางถิงรู้สึกว่านายท่านของเขานั้นค่อนข้างแปลก โดยที่เขารู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
นายท่านกับคุณหนูห้าสวี่พบหน้ากันในหอป๋ายอวิ๋นอย่างฉุกละหุกจนไม่ทันได้แม้แต่จะพูดกันสักคำ กระนั้นก็ยังส่งคนไปแอบคุ้มครองคุณหนูห้ากลับจวนอย่างลับๆ แต่แล้วยังเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ต่อมานายท่านก็ยืนกรานที่จะไปส่งคุณหนูห้ากลับจวนให้ได้อีก
หากไม่ใช่เพราะคุณหนูห้าสวี่ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อวานนี้นายท่านของเขาก็คงจะไปเยือนที่หน้าประตูจวนตระกูลสวี่แล้ว
ฉางถิงติดตามรับใช้ข้างกายเซียวหมิ่นหางมาตั้งแต่เด็ก กล่าวว่าเติบโตมาด้วยกันก็ไม่เกินไป เขารู้ว่านายท่านของตัวเองเป็นพวกที่ชอบเข้าไปประสมโรง แต่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นพวกที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน
ตอนนี้พอได้พบกับคุณหนูห้าสวี่...
ฉางถิงเม้มริมฝีปากพร้อมกับย่นคิ้วลงมาราวกับกลัวโดนด่า จากนั้นพอใจสงบลง “บ่าวคิดว่านายท่านถูกใจคุณหนูห้าตระกูลสวี่มาก...”
เสียงที่เปล่งออกมาของเขาอ่อนลงเรื่อยๆ พอถึงหางเสียงก็แทบจะเค้นมันออกมาจากจมูกหากไม่ตั้งใจฟังดีๆ ก็ได้ยินไม่ชัดเลย
เซียวหมิ่นหางเลิกคิ้ว “ต้องการจะพูดอะไรกันแน่”
เขายิ่งไม่กล้าพูดแล้ว เม้มริมฝีปากพลางก้มศีรษะลงและพบว่านายท่านของเขาก็ยืนนิ่งไม่ขยับอยู่ตรงนั้นเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าก็กำลังรอเขาพูดให้ชัดเจน
ใครบอกให้เขาปากพล่อยจนทนไม่ไหวถึงขั้นต้องเริ่มหัวข้อนี้กัน และเมื่อเริ่มแล้วก็เก็บมันกลับมาไม่ได้แล้ว
ฉางถิงเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปอีกครั้ง แต่ก็พบว่าบนใบหน้านายท่านของเขาไม่มีความโกรธอยู่เลยจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกเบาๆ “เมื่อวานช่วยคุณหนูห้าสวี่เอาไว้ วันนี้พ่อกับพี่ชายของนางก็มาขอบคุณท่านถึงที่ นี่คนเพิ่งจะออกไป เกรงว่าแม้แต่ประตูใหญ่หน้าจวนของพวกเราก็ยังก้าวไม่พ้นเลย ท่านก็คิดที่จะหาภาพวาดโบราณเพื่อเป็นข้ออ้างที่จะไปหาในวันพรุ่งนี้แล้วหรือขอรับ”
เซียวหมิ่นหางยกมือขึ้นอย่างที่คาดไว้ เขายิ้มพลางเบี่ยงตัวหลบ “นายท่านอย่ายุ่งกับการทุบตีบ่าวเลย”
เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่ผิดเลยสักนิด อีกทั้งเซียวหมิ่นหางก็ไม่ได้โกรธอะไร ดังนั้นเขาก็ย่อมพูดหยอกล้ออย่างผ่อนคลาย
เซียวหมิ่นหางครุ่นคิดอย่างละเอียด ทุกการกระทำของเขาดูเหมือนจะกระตือรือร้นมากเกินไปหน่อยจริงๆ ซึ่งในสายตาของคนนอกเกรงว่าอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไร
แม้แต่ฉางถิงที่รับใช้ข้างกายและรู้นิสัยใจคอของเขามาโดยตลอดนั้นก็รู้สึกว่าเขากระตือรือร้นมากเกินไป ถ้าพรุ่งนี้เขาไปหาถึงที่จริงๆ คาดว่าในใจของพ่อลูกตระกูลสวี่ก็คงยิ่งกังขามากขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาภาพวาดออกมาวางไว้ก่อน แล้วค่อยไปอีกครั้งในวันให้หลัง”
เขาพูดไปพลางเดินออกไปพลาง เมื่อถึงหน้าประตูก็นึกเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เท้าจึงชะลอลงอีกครั้ง หันกลับไปมองฉางถิงจากนั้นก็ถอนสายตากลับอีกครั้งและมองตรงไปที่ทางเดินข้างหน้า “ภาพนั้นได้มาครึ่งปีแล้ว ข้าเห็นว่าในเมืองหยางโจวก็ไม่มีใครที่สามารถมองมันเข้าใจได้ คุณหนูห้าสวี่...นางประเมินเครื่องลายครามได้อย่างมีเหตุผลน่าฟังมาก ไม่รู้ว่าการประเมินภาพวาดนั้นจะเป็นอย่างไร ตระกูลสวี่อบรมสั่งสอนนางอย่างดีเช่นนี้ คิดว่าน่าจะไม่ถึงขนาดไม่รู้เลย หากสามารถทำให้นางประเมินภาพวาดได้บ้างสักเล็กน้อย ก็นับว่าเป็นคนรู้ใจที่หาได้ยาก”
ฉางถิงเหมือนจะฟังเข้าใจแล้ว คนรู้ใจ สามคำนี้ อย่างนั้นก็ไม่ใช่แบบที่เขาคิดแล้วน่ะสิ
เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แม้แต่ฝีเท้าพลันก็เปลี่ยนเป็นเร็วขึ้น พูดเออออตามเซียวหมิ่นหางไปสองสามคำแล้วเดินคดเคี้ยวตามเขาไปตลอดทาง จนกระทั่งเซียวหมิ่นหางกลับไปที่ห้องหนังสือฉางถิงถึงได้ไปหาภาพวาดโบราณในห้องเก็บของโดยไม่พูดไม่จา