“ลุงจางขับไปจอดข้างหน้ารถคันที่เสียด้วยค่ะ” ลู่เมิ่งเอ่ยปากสั่ง ลุงจางคนขับรถมีความลังเล
“คุณหนูรู้จักเ้าของรถคันนั้นหรือครับ?”
“ไม่รู้จักค่ะ”
“ถ้างั้น...”
“แต่เราสามารถช่วยเหลือเขาได้ไงคะ”
ลุงจางมองเธออีกครั้ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วทำตามที่เธอสั่ง แค่จอดรถข้างหน้ารถคันที่เสีย ไม่ได้ทำให้การจราจรแย่ไปกว่านี้อยู่แล้ว เขาจึงไม่คัดค้านอะไรนัก
เมื่อรถจอดแล้วฉันก็เดินลงไปจากรถ ที่หน้ารถมีชายคนหนึ่งยืนคุ้มกันอยู่ และมีคนอยู่ในรถอีกสามคน ดูเหมือนกำลังนั่งรอรถคันอื่นมารับ
ชายที่ยืนคุมหน้ารถหันมามองลู่เมิ่งอย่างประหลาดใจ เธอยิ้มทักทายให้เขา
“สวัสดีค่ะ รถเสียเหรอคะ?”
“ใช่ครับ”
“รถสตาร์ทไม่ติดใช่ไหมคะ หรือว่ายังมีปัญหาอื่นอีก”
“สตาร์ทไม่ติดครับ แต่ไม่รู้ว่ายังมีปัญหาอะไรอีกหรือเปล่า แล้วคุณหนูท่านนี้ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือครับ”
“เห็นว่ารถเสียและจอดขวางทางจราจรอยู่นานก็เลยมาดูน่ะค่ะ” ลู่เมิ่งหัวเราะเบาๆ แล้วเดินไปที่รถคันนั้น “ขอเปิดดูเครื่องยนต์ได้ไหมคะ?”
“คุณหนูซ่อมรถเป็เหรอครับ?” ชายคนนั้นถามอย่างระมัดระวัง เธอพยักหน้า
“พอรู้อยู่บ้างค่ะ เป็เื่พื้นๆ สำหรับคนที่ขับรถได้นี่คะ?”
เพราะก่อนหน้านี้เคยเรียนขับรถแล้วก็ถูกสอนมาด้วยสำหรับการตรวจสภาพรถเบื้องต้นด้วยตนเอง อย่างน้อยถ้าตรวจแล้วเอะใจว่ามันจะมีปัญหาจะได้ไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันง่ายๆ
ลู่เหวินก็ได้รับการสอนมาเหมือนกัน แต่เสียดายที่ั้แ่เปิดบริษัทเขาก็ไม่ได้ขับรถเองแต่หันไปใช้คนขับรถแทน จะได้เอาเวลานั่งรถไปอ่านเอกสาร
อ้อ แต่รถคันนี้ไม่ได้มีปัญหากับเครื่องยนต์หรอกนะ เื่นี้ไม่ต้องตรวจสอบเธอก็เห็น
เห็นจากหมอกสีดำๆ ที่ออกมาจากกระโปรงรถ
เธอไม่ได้เรียนวิชาอาคมอะไรของมนุษย์มามากนัก นอกจากแบ่งแยกพลังิญญา พลังหยินและหยาง บุญและบาป คนเป็และคนตาย ถ้าให้เจาะลึกกว่านี้เธอทำไม่ได้
อย่างหมอกสีดำนี้ถูกเรียกว่าพลังด้านลบของคนที่มีชีวิตอยู่ ไม่รู้ถึงเจตนาหรือตัวผู้ที่เป็เ้าของกลุ่มหมอกเหล่านี้
แต่มีอาจารย์เต๋าคนไหนยอมทำพิธีสาปแช่งใส่รถของคนที่มีรัศมีบุญขนาดนี้ด้วยเหรอ แม้แต่เธอยังรู้ว่าไม่มีทางทำให้อีกฝ่ายเกิดอันตรายได้ แม้ว่าคำสาปจะร้ายแรงแค่ไหนก็ถูกลดทอนเหลือแค่เื่เล็กน้อย เหมือนตอนนี้ที่ผลลัพธ์คำสาปคือทำให้รถสตาร์ทไม่ติด
จะปล่อยไว้ก็ไม่เป็ปัญหา แต่ถ้าไม่กำจัดไปตอนนี้ ต่อให้เขาเปลี่ยนรถมันก็จะเกิดเหตุซ้ำอยู่ดี ถึงลู่เมิ่งจะไม่อยากยุ่งด้วย แต่มันก็ช่วยไม่ได้
ชายคนที่ยืนคุ้มกันรถเข้าไปคุยกับเ้านายของเขาแล้วและยอมเปิดกระโปรงรถ
ลู่เมิ่งเปิดมันขึ้นอย่างเงอะงะ เพราะร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงนักและส่วนสูงก็ไม่มากจึงยกขึ้นอย่างยากลำบาก โชคดีที่ลุงจางลงมาช่วยไว้ทัน แล้วก็มาช่วยเธอดูเครื่องยนต์ ถึงจะไม่เก่งระดับช่างซ่อมแต่ลุงจางก็มีความรู้อยู่บ้าง
แน่นอนว่ามันไม่มีปัญหาอะไร ลุงจางและชายคนนั้นหันมามองหน้ากันอย่างประหลาดใจ ลู่เมิ่งไม่ได้เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ อาศัยการเคลื่อนตัวไปมาใช้พลังิญญาผ่านมือลบคำสาปออกไป ละอองดำสายสุดท้ายที่เหลือพุ่งหายไปบนฟ้า สะท้อนผลของคำสาปไปหาผู้สาปแช่ง
ลู่เมิ่งเคยใช้พลังิญญาลบคำสาปตรงๆ มาไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้งล้วนเป็คำสาปง่ายๆ จึงไม่เคยมีผลสะท้อนกลับ นี่เป็ครั้งแรกที่เหลือผลสะท้อนเอาไว้ แต่เธอก็ไม่ได้ติดตามมันไป
“ในเมื่อเครื่องยนต์ไม่มีปัญหาก็ลองสตาร์ทเครื่องดูอีกครั้งนะคะ” ลู่เมิ่งหันไปบอกกับชายบอร์ดี้การ์ด เขาตอบรับแล้วรีบวิ่งไปสตาร์ทเครื่องในทันที
และเครื่องยนต์ก็ทำงานอย่างราบรื่น
“รถติดแล้วจริงๆ ด้วย!” เขาอุทานอย่างประหลาดใจและตื่นเต้น ลู่เมิ่งยิ้มอย่างขบขัน พยักหน้าให้เขาเล็กน้อย
“ในเมื่อรถติดแล้วงันพวกเราขอตัวก่อนนะคะ ขอให้เดินทางต่ออย่างราบรื่นค่ะ”
“ขอบคุณมากครับคุณหนู” อีกฝ่ายโค้งขอบคุณให้อย่างจริงใจ เธอรีบโบกมือปฏิเสธ ไม่ขอความดีความชอบ
“ฉันไม่ได้ทำอะไรค่ะ ไม่ต้องขอบคุณหรอก... ไปกันเถอะลุงจาง”
ลู่เมิ่งไม่เสียเวลาอยู่บนถนนอีก เธอรีบไปขึ้นรถทันที รถของเธอคันข้างหน้าพวกเขาจึงต้องรีบออกไปก่อน ไม่ได้จะสนใจจะถามไถ่ที่มาที่ไปของกันและกันเลยสักนิด
สำหรับลู่เมิ่งแล้วคนที่บังเอิญพบพาน ไม่จำเป็ต้องรู้จักกันเสมอไป
แต่ผู้ที่อยู่บนรถอีกคันหนึ่งไม่ได้คิดแบบนั้น
“ไปสืบเื่ของผู้หญิงคนนั้น” ชายหนุ่มในรถกอดอกจ้องมองรถที่ขับนำไปก่อนนั้นอย่างครุ่นคิด
น้ำใจของเธอที่มีให้นี้กลับไปสร้างความสงสัยให้กับคนอื่นเสียแล้ว
ครอบครัวลู่จัดว่าร่ำรวยมากครอบครัวหนึ่งแต่ก็ไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีชื่อเสียงขนาดที่ทุกคนต้องรู้จัก แต่คู่ค้าทางธุรกิจก็มีไม่น้อย หลังจากลู่เมิ่งออกจากโรงพยาบาลมาได้ไม่กี่วันก็มีของขวัญมากมายส่งมาร่วมแสดงความยินดี
แต่ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ หนิงลี่ ลูกพี่ลูกน้องหญิงของเธอมาส่งของขวัญของตระกูลหนิงให้ด้วยตัวเอง
“สีหน้าดูดีขึ้นมากนะพี่เมิ่ง” หนิงลี่มองร่างกายลู่เมิ่งขึ้นๆ ลงๆ แล้วยิ้มอย่างมีความสุข เป็รอยยิ้มจากใจจริงที่ทำให้ลู่เมิ่งอดยิ้มตามไม่ได้
“่นี้กินดีอยู่ดีล่ะนะ เสียก็แต่ไม่อ้วนขึ้นเท่านั้น” ลู่เมิ่งพูดก่อนจะจับแก้มอย่างแสร้งลำบากใจ
“เพราะก่อนหน้านี้ผอมเกินไปต่างหากถึงกินไม่อ้วน ผ่านไปสักพักพี่ก็จะกินอะไรเข้าไปนิดหน่อยก็อ้วนแล้ว”
“เธอกินแล้วอ้วนสินะ ผู้มีประสบการณ์ตรงแนะนำทั้งทีก็ขอน้อมรับไว้”
หนิงลี่ “...”
แล้วลู่เมิ่งก็โดนหนิงลี่ทั้งจ้องทั้งตีอย่างหมั่นไส้ หัวเราะหยอกล้อกันอย่างขบขัน ไม่ได้พบกันมาสามปี ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ก็ยังน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเคย
หนิงลี่ เป็ญาติทางฝ่ายแม่ของลู่เมิ่ง อายุน้อยกว่าเธอสองปี ตอนนี้กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง พอรู้ว่าลู่เมิ่งกำลังจะไปเรียนต่อก็แนะนำให้อีกหลายชุด ความสนใจของลู่เมิ่งเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีจึงตัดสินใจที่จะสอบในคณะที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้คะแนนสอบที่สูงทีเดียว หนังสือที่ต้องอ่านเพิ่มก็มีมากขึ้นไปอีก แค่ดูรายชื่อหนังสือเธอก็รู้สึกปวดหัว
ต้องอ่านเยอะขนาดนั้นจริงเหรอ
เวลาสามปีที่ผ่านมาการสอบมันโหดร้ายขนาดนั้นเชียว
ลู่เมิ่งกลืนน้ำลายเมื่อนึกถึงว่าจะต้องอ่านหนังสือทั้งหมดนั่นในเวลาสามเดือน รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันหนักอึ้ง
“แต่ดีแล้วที่พี่ฟื้นขึ้น” หนิงลี่จิบชาแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก “อาจารย์เต๋าที่คุณลุงลู่ให้มาดูอาการของพี่เมิ่งตอนนั้นก็บอกไว้ว่าพี่จะตื่นในอีกสามปีข้างหน้า พูดเอาไว้ไม่ผิดจริงๆ พอถึงกำหนดสามปีพี่ก็ตื่นขึ้นมา”
“หืม? อาจารย์เต๋า!?”
ลู่เมิ่งขมวดคิ้ว ไม่เห็นมีใครในยมโลกบอกเธอสักคำว่ามีอาจารย์เต๋ามาหา
“ใช่ค่ะ เป็อาจารย์ที่อายุน้อยและหล่อมากเลยล่ะ ตอนฉันเห็นครั้งแรกยังคิดว่าเป็ดาราเลยนะ”
“แล้วอาจารย์เต๋าคนนั้นก็บอกอย่างมั่นใจว่าฉันจะฟื้นแน่นอนในอีกสามปีต่อมา?”
“ไม่ใช่หรอก ตอนแรกเขามาดูอาการบอกว่าร่างกายของพี่ไม่มีิญญา กำลังจะทำพิธีเรียกิญญากลับมา แต่ไม่รู้ทำไมถึงหยุดกลางคันแล้วบอกว่าอีกสามปีจะฟื้นขึ้นมา จากนั้นก็กลับไปโดยไม่รับเงินตอบแทนสักแดงเดียว ประหลาดมากฉันเลยจำได้แม่น”
“หยุดกลางคัน... ฮ่าๆ งั้นสินะ...”
ลู่เมิ่งยิ้มเ็าจนหนิงลี่ผวา เธอรู้สึกเหมือนััได้ถึงเื้ัอะไรสักอย่าง
“แล้วเื่พี่ใหญ่โจวนี่ยังไงเหรอ เมื่อสามปีก่อนเื่เขาประกาศว่าชอบพี่เมิ่งน่ะดังมากนะ” หนิงลี่ซุบซิบท่าทางสนุกสนานมาก แต่ลู่เมิ่งไม่มีอารมณ์ร่วมสักนิด
“ก็ไม่มีอะไร เขาประกาศตอนฉันหลับมันจะไปมีความรู้สึกโรแมนติกได้ยังไง”
“อ้าว แล้วพี่ใหญ่โจวไม่ได้มาหาหลังจากฟื้นเหรอ เอ๊ะ หรือข่าวลือนั่นจะเป็เื่จริง?”
“ข่าวลือนี่ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน ส่วนเื่ที่เขามาหาก็มีบ้างแต่ฉันไม่อยากเจอ”
“พี่เมิ่งไม่ได้ชอบพี่ใหญ่โจวเหรอ”
“ไม่ได้ชอบนะ เมื่อก่อนก็ไม่ได้แสดงออกว่าชอบนี่นา”
“พี่ใหญ่โจวก็ดีออก ทำไมถึงไม่ชอบล่ะ สาวๆ หลายคนอยากจะแต่งงานกับเขาจะตาย”
“ก็ถามเป็เมื่อสามปีก่อน ถูกคนอย่างพี่โจวบอกชอบก็อาจจะชอบเขาเหมือนกันนั่นแหละ แต่ตอนนี้...” ลู่เมิ่งส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ
เพราะลู่เมิ่งได้พบคนที่ล้ำเลิศทั้งหน้าตาและฝีมือมากมายในยมโลก ทำให้เธอพัฒนามาตรฐานของตัวเองขึ้นไปอีกหลายขั้น
จะลดมาตรฐานลงคงต้องใช้เวลามากกว่านี้แล้วล่ะ
หนิงลี่มองลู่เมิ่งแล้วพยักหน้าทึกทักเอาเองว่าเข้าใจ พูดขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจมาก
“ฉันรู้ๆ ถึงพี่ใหญ่โจวจะดีขนาดไหน ถ้ายังแก้ข่าวเสียๆ หายๆ ของตัวเองไม่ได้ พี่เมิ่งก็คงชอบไม่ลง”
ลู่เมิ่ง “...”
“แต่พี่เมิ่งไม่ต้องกังวล ชายโสดระดับไดมอนด์คิงในเมืองของเราไม่ได้มีแค่พี่ใหญ่โจว แล้วยังมีทายาทตระกูลใหญ่อยู่อีกหลายคน ไว้ฉันจะแนะนำให้พี่รู้จักเอง”
“ไม่ล่ะ ขอบคุณ”
ลูเมิ่งปฏิเสธอย่างไร้อารมณ์ แต่ก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับท่าทางกระตือรือร้นเป็พิเศษของลูกพี่ลูกน้องหญิงคนนี้ เธอลูบคางอย่างครุ่นคิดแล้วถามอย่างสงสัย
“่นี้เธอกำลังมีความรักหรือเปล่าน่ะหนิงลี่?”
“เอ๋!!!”
“มีความรักแล้วนี่เอง ถึงได้สนใจเื่รักๆ ใคร่ๆ นัก”
หนิงลี่มีสีหน้าเลิ่กลั่ก อ้าปากพะงาบๆ หลายครั้งแต่ไม่พูดออกมา ลู่เมิ่งมองแล้วยิ้มอย่างชั่วร้าย คาดเดาออกมาได้ตรงจุดจนหนิงลี่ทนนั่งนิ่งต่อไปไม่ไหว
“แอบรักรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเหรอ?”
“พี่เมิ่งรู้ได้ยังไงน่ะ!”
“อ้าว เดาถูกด้วยเหรอ!” แค่เดาเล่นก็ถูกด้วย
หนิงลี่ “...”
หนิงลี่ขยับปากพึมพำไร้เสียงทั้งบ่นทั้งสาปแล้วยังถลึงตาใส่เป็พักๆ
ลู่เมิ่งได้แต่กะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา
รอจนกระทั่งหนิงลี่บ่นเสร็จก็หันมาพูดถึงเื่คนที่แอบรัก เื่แบบนี้ถ้ามีคนรู้แล้วและได้แบ่งปันความรักลับๆ นี้สักหน่อยก็จะรู้สึกสบายใจขึ้นมาก ยิ่งเป็คนที่สนิทและไว้ใจมากที่สุดก็จะพูดไปทั้งหมดแบบไม่มีกั๊กเลยทีเดียว
คนที่แอบชอบคือรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันแต่คนละคณะ
เธอว่ารุ่นพี่ดีอย่างนั้น รุ่นพี่ดีอย่างนี้ รุ่นพี่ใจดีกับเธอแค่ไหน รุ่นพี่ให้อะไรเธอบ้าง หัวใจเต้นแรงแทบบ้า ทั้งที่ควรจะคิดเป็แค่พี่น้องแต่ห้ามใจตัวเองไม่ได้ตกหลุมรักไปแล้ว พูดไปก็เขินเกือบฉีกหมอนอิงขาด และอีกบลาๆ
ไม่น่าเลย...
ลู่เมิ่งเหม่อมองฟ้า พรุ่งนี้คาดว่าจะได้ไปหาหมอตรวจสุขภาพเพราะถูกทารุณ
คนโสดโดนทารุณกรรมอย่างโเี้มากค่ะ!