บทที่ 8 ขึ้นเขาเก็บสมุนไพร
“ภรรยาข้า…” เสียงของซูจิ่งหยางดังมาจากนอกประตู หลี่เก๋อเฟยไม่สนใจเขา เดินตรงไปเก็บชามและตะเกียบ เสร็จแล้วก็เดินไปที่ครัว
“ท่านแม่ นี่มันเกิดอันใดขึ้นอีกแล้ว?” ซูจิ่งหยางถอนหายใจ ถามมารดามองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ
ดูเหมือนว่าทักษะการทำอาหารที่ระบบมอบให้จะได้ผลอยู่บ้าง หลี่เก๋อเฟยรู้ดีว่าความชอบของแม่สามีและเด็กน้อยทั้งสองที่มีต่อนางนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นางแอบยิ้มอย่างพอใจ
จางซื่อเห็นหลี่เก๋อเฟยเป็เช่นนี้ จึงคิดว่าลูกชายของตนต้องทำอะไรผิดไปแน่ ๆ ถึงได้ทำให้ลูกสะใภ้ไม่พอใจ นางจึงตำหนิซูจิ่งหยาง
“เ้าไปทำอันใดมา ถึงทำให้เก๋อเฟยไม่พอใจ”
ซูจิ่งหยางทำสีหน้าลำบากใจ เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าตนเองทำอันใดผิด ความคิดของสตรีนางนี้ ช่างเข้าใจยากกว่าตำรานักปราชญ์เสียอีก
“ท่านแม่ ข้ามิได้ทำอันใดนางจริง ๆ” ซูจิ่งหยางทำสีหน้าเศร้าสร้อย มองหลี่เก๋อเฟยที่ทำหน้าไม่พอใจ เขาอดคิดในใจไม่ได้ว่า ‘ข้าไปทำอันใดให้นางไม่พอใจอีก?’
“เ้ายังกล้าปากแข็งอีก นานแล้วที่ข้าไม่ได้ตีเ้าสักที” ผู้เป็มารดากล่าวพลางหยิบไม้ปัดขนไก่ขึ้นมา ทำเอาซูจิ่งหยางร้องขออ้อนวอน
คนมักพูดกันว่า กินข้าวของใคร ต้องเกรงใจคนนั้น คำนี้ไม่ผิดเลยจริง ๆ เห็นแม่สามีเข้าข้างตนเช่นนี้ หลี่เก๋อเฟยจึงแอบขำในใจ
สิ่งที่ทำให้ซูจิ่งหยางนึงไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ แม้แต่เด็กน้อยทั้งสองที่ปกติก็ทำตัวออดอ้อนเขาเป็อย่างดี ตอนนี้ก็ยังเข้าข้างหลี่เก๋อเฟย
“ท่านพี่นิสัยไม่ดี รังแกพี่สะใภ้” ซูจิ่งเหวินทำแก้มป่อง ชี้นิ้วไปที่ซูจิ่งหยาง แม้แต่ซูเซี่ยวเซี่ยวยังพยักหน้าเห็นด้วย
“พวกเ้า...” ซูจิ่งหยางแทบจะร้องไห้ แม้จะบอกว่ากินข้าวของใคร ต้องเกรงใจคนนั้น แต่ก็ไม่ควรลำเอียงไปทางหลี่เก๋อเฟยขนาดนี้สิ
“ท่านแม่ อย่าโกรธเลย ข้าจะไปง้อนางเดี๋ยวนี้แหละ” ซูจิ่งหยางเห็นว่ามารดาโกรธจริง เขากลัวว่ามารดาจะโกรธจนเป็อะไรไป อีกทั้งไม้ปัดขนไก่ที่ตีลงบนตัวก็ไม่ใช่เบา ๆ
ตอนนี้หลี่เก๋อเฟยกำลังล้างชามอยู่ ในใจคิดว่าจะเพิ่มคะแนนอย่างไรดี คลื่นสมองถูกทำลาย พูดเป็เล่นไป หรือว่าตนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตลอดไป? มองดูรูปร่างอ้วนท้วนของตนเอง มือเล็ก ๆ อวบ ๆ หลี่เก๋อเฟยก็รู้สึกไม่ค่อยดี
แต่พอคิดอีกที ก็ไม่ขาดทุนหรอก มีสามีที่หล่อเหลาขนาดนี้ นางถือว่าเกิดมาคุ้มแล้ว กลับไปแล้วจะทำอะไรล่ะ? ก็ไม่พ้นต้องดิ้นรนหาเงิน ยิ่งไปกว่านั้น คะแนนที่ตนมีตอนนี้ สามารถแลกวัตถุดิบได้มากมาย การที่จะร่ำรวยเป็เื่ไม่ยากแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ตนยังมีฝีมือในการทำอาหาร เมื่อเก็บเงินได้มากพอ นางจะเปิดร้านอาหารในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ถือว่าเป็ความคิดที่ดี
หลี่เก๋อเฟยคิดในใจเงียบ ๆ โดยไม่ทันสังเกตว่าซูจิ่งหยางแอบเปิดประตูเข้ามา
“ภรรยาข้า…” ซูจิ่งหยางพูดอย่างระมัดระวัง แต่ก็ยังทำให้หลี่เก๋อเฟยใจนทำชามหลุดมือ “เพล้ง!” เสียงชามตกพื้น แตกกระจาย
“ท่านมาทำอะไร!” หลี่เก๋อเฟยหันไปตวาดใส่ ซูจิ่งหยางตกตะลึง ถึงแม้นางจะเปลี่ยนไปเป็คนละคน แต่นิสัยไม่น่าจะเปลี่ยนไปเป็คนโหดร้ายขนาดนี้ ซูจิ่งหยางรู้ว่าหลี่เก๋อเฟยเป็คนขี้อายั้แ่เด็ก ไม่ค่อยกล้าพบปะผู้คน ปกติเป็คนขี้กลัว นางไม่ใช่คนอารมณ์ร้ายแบบนี้
แม้ว่าซูจิ่งหยางจะพบนางแค่ไม่กี่ครั้งก่อนแต่งงาน แต่บางครั้งแม่เฒ่าหลี่ก็พานางออกมาพบผู้คนเป็ครั้งคราว ดังนั้นตอนที่ซูจิ่งหยางมาสู่ขอหลี่เก๋อเฟยก็อยู่ที่นั่นด้วย ตอนนั้นเขาคิดแค่ว่าหญิงสาวผู้นี้ค่อนข้างเก็บตัว จึงไม่ได้ใส่ใจ
ไม่นึกเลยว่าจะมีนิสัยรุนแรง แบบนี้ต่อไปเขาจะโดนตีหรือไม่?
ไม่ทันได้คิดอะไรมาก
“ภรรยาข้า เ้าไม่เป็อันใดใช่หรือไม่?” ซูจิ่งหยางรีบเข้าไปดู “ไม่บาดมือใช่หรือไม่”
ถึงแม้จะกลัวอารมณ์ของนาง แต่เขาก็ยังเป็ห่วง จึงจับมือเล็ก ๆ อวบ ๆ ของหลี่เก๋อเฟยมาดูอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าไม่มีาแ จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ท่านมาทำอะไร?” หลี่เก๋อเฟยเห็นดังนั้นจึงรีบชักมือกลับ กลอกตามองบน อย่าคิดว่าจะกลบเกลื่อนเื่นี้ไปได้ง่าย ๆ ถึงท่านจะหน้าตาดีก็เถอะ!
“เอ่อ...ภรรยาข้า ข้าทำอันใดให้เ้าไม่พอใจหรือ?” ซูจิ่งหยางพูดอย่างน่าสงสาร “หากข้าทำอันใดผิด ขอให้เ้าให้อภัยข้าด้วย อย่างไรเสียพวกเราก็เป็สามีภรรยากัน”
“ภรรยาข้า ยังมีอีกเื่…” ซูจิ่งหยางหยุดพูดครู่หนึ่ง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง “เราจะไปเยี่ยมแม่เฒ่าหลี่เมื่อใดกัน อย่างไรเสียก็รับปากกับเขาไว้แล้ว ก็ต้องไปขอโทษเขาสักหน่อย ข้าคิดว่าเื่นี้ก็คงจบแค่นี้ ข้าจะนำเงินที่เราสองคนเก็บไว้ครั้งก่อน เอาไปให้พวกเขา ท่านลุงจะได้ไม่มาก่อเื่อีก”
ซูจิ่งหยาง นี่ท่านโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่
หลี่เก๋อเฟยคิดในใจ โกรธจนพูดไม่ออก นางผลักเขาออกไป โดยไม่สนใจว่ามือที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำล้างหม้อ จะทิ้งรอยมือสีดำสองรอยบนชุดคลุมสีขาวของซูจิ่งหยาง
“นี่ เ้าตอบข้าสักคำสิ” เสียงของซูจิ่งหยางยังคงดังอยู่ข้างหลัง หลี่เก๋อเฟยไม่สนใจเขา เดินตรงไปยังป่าไผ่บนเขา
เมื่อมาถึงป่าไผ่ หลี่เก๋อเฟยก็ปลุกระบบในร่างกายของนางขึ้นมาอีกครั้ง
แสงสีทองอร่ามปรากฏอยู่กลางอากาศ ครั้งนี้ดูอลังการมากกว่าครั้งก่อนอีก เมื่อหลี่เก๋อเฟยเห็นฉากอลังการเช่นนี้ นางก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
“ครั้งก่อนข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้กลับไปเป็แบบเดิมก็พอแล้ว” หลี่เก๋อเฟยขมวดคิ้ว พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
[นายหญิง เนื่องจากเวลาที่ท่านเปลี่ยนแปลงล่าสุดยังไม่นาน กรุณาตั้งค่าใหม่อีกครั้งหลังจากหนึ่งเดือนผ่านไปเ้าค่ะ]
หนึ่งเดือน หลี่เก๋อเฟยสบถสองสามคำ ระบบนี้คงไปลอกเลียนแบบระบบเปลี่ยนชื่อของเว็บไซต์ไหนมาแน่ ๆ
แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อระบบนี้เป็ผู้กำหนดเส้นทางการหาเงินของนาง หลี่เก๋อเฟยจึงหยิบมีดฟันต้นไผ่หลายต้น แล้วผ่าไม้ไผ่เ่าั้ ทำเป็ปลอกสำหรับใส่ชาดทาปากอันสวยงาม
“แบบนี้ค่อยดีหน่อย” หลี่เก๋อเฟยเช็ดเหงื่อ มองผลงานตรงหน้า ชาดทาปากเกือบร้อยอันถูกวางไว้บนผ้าขาด ๆ ผืนหนึ่ง หลี่เก๋อเฟยคิดในใจว่า ครั้งนี้คงแลกเป็เงินได้มากขึ้นแน่ ๆ
นางกำลังคิดคำนวณอยู่ แต่ไม่คาดคิดว่า หลังก้อนหินขนาดใหญ่จะมีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองนางอยู่
และระบบก็ไม่ได้แจ้งเตือนใด ๆ เลย
หลังจากหลี่เก๋อเฟยทำชาดทาปากเสร็จแล้ว จึงรีบออกจากเขา มุ่งหน้าไปยังร้านสวิ่นฟาง
บนถนนยังคงแออัดไปด้วยผู้คน ตอนนี้หลี่เก๋อเฟยจึงมีอารมณ์สำรวจโลกนี้อีกครั้ง
มีถนน มีอาคารโบราณ เหมือนกับบ้านโบราณสภาพสมบูรณ์ที่หลี่เก๋อเฟยเคยเห็นที่เจียงหนาน อาคารสองชั้น เต็มไปด้วยเสียงะโขายของของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าดังอยู่ทั่ว เสียงตีเหล็ก และเสียงเรียกลูกค้าของหอนางโลม โรงเหล้า
ดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตเห็นว่านางถือห่อผ้าขาด ๆ ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับเื่ของตนเอง
ไม่นานหลี่เก๋อเฟยก็มาถึงหน้าร้านสวิ่นฟาง
ร้านสวิ่นฟางมีขนาดใหญ่ กว้างขวาง มีป้ายดำบนพื้นสีทอง เพียงแค่เดินผ่านหน้าร้านก็ได้กลิ่นของเครื่องหอม
นายหญิงหลิ่วกำลังนั่งอยู่ที่โถงด้านหน้าเพื่อต้อนรับลูกค้า เมื่อเห็นหลี่เก๋อเฟย จึงรีบเชิญให้เข้ามา
“ฮูหยินซู เชิญด้านในเถอะ” นายหญิงหลิ่วยิ้มอย่างเบิกบานใจ พลางประคองหลี่เก๋อเฟยเข้าไปในร้าน