บทที่ 8 2/2
เพื่อเธอ…
ความเดิมตอนที่แล้ว
“เตรียมคำแก้ตัวไว้แก้ต่างกับตำรวจไว้ให้ดีละ พวกนายไม่รอดแน่!”
สิ้นสุดประโยคนั้น พวกเขาถึงกับมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่กเพราะกลัวคำขู่ของเธอ เมนิลาจึงหันไปหาชาวต่างชาติแล้วแสดงบัตรไกด์ท่องเที่ยวให้พวกเธอดู ก่อนจะอาสานำเที่ยวให้กับพวกเธอโดยไม่คิดเงินสักสลึงเดียว จากนั้นก็หันไปหาเตชินทร์ที่มัวแต่ยืนอึ้งอยู่กับเหตุการณ์ต่อหน้า
“วันนี้ช่วยเป็โชเฟอร์ให้ฉันทีนะ”
เตชินทร์ถึงกับหันขวับมามองเธอ
“ฮะ?!”
----------------------------------------------------------------------------
จากตอนแรกที่อยากจะกลับบ้านใจแทบขาดรอนๆ ก็ดันมีเหตุการณ์เข้ามาเปลี่ยนความคิดของเมนิลาเข้าเสียก่อน และด้วยจิติญญาไกด์นำเที่ยวที่มันอยู่ในสายเื เธอจึงไม่ยอมปล่อยให้นักท่องเที่ยวต้องได้รับความทรงจำที่แย่ๆติดมือกลับบ้านไปอย่างเด็ดขาด
ถึงแม้ตอนนี้เธอจะอยู่นอกเวลางาน แต่เมนิลาก็จะทำหน้าที่ไกด์ อาสาพาหญิงชาวต่างชาติทั้งสองคนไปเที่ยวชมความสวยงามของบ้านเมืองเพื่อแทนคำขอโทษที่คนที่นี่ทำให้พวกเธอต้องมาเจอเื่ราวที่ไม่น่าประทับใจั้แ่วันแรกของทริปท่องเที่ยว
ดังนั้น เตชินทร์จึงได้ตกกระไดพลอยโจนมาเป็สารถีคอยขับรถไปตามสถานที่ที่ไกด์สาวสั่งอย่างกล้ำกลืนฝืนทน แต่ก็ดีหน่อยที่ครั้งนี้มีคนอื่นนั่งอยู่ด้วย เพราะหากมีแค่เขากับเมนิลาอยู่ด้วยกันแค่สองคนเหมือนตอนเดินซื้อของใน่เช้าที่ผ่านมา ความเพียรพยายามที่อุตส่าห์สร้างขึ้นก็คงจะสูญสิ้นไปโดยเปล่าประโยชน์เป็แน่
ระหว่างที่พาสองสาวชาวต่างชาติเดินเที่ยว เมนิลาก็อธิบายข้อมูลให้พวกเธอฟังอย่างกระตือรืนร้น ซึ่งลูกทัวร์ก็ตั้งใจฟังและตื่นตาตื่นใจไปกับสิ่งที่เพิ่งจะเคยพบเป็ครั้งแรก ทำให้บรรยากาศในตอนนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน
แม้แสงแดดในยามนี้จะแผดเผาเรือนร่างจนแทบไหม้เกรียม แต่พวกเธอทั้งสองก็ไม่สนใจเพราะถ้าเทียบกับความตื่นเต้นที่ได้รับแล้วก็ถือว่าคุ้มค่าเป็อย่างยิ่ง ในขณะที่เตชินทร์กลับเดินลิ้นห้อยตามหลังทั้งสามคนด้วยท่าทีที่อ่อนแรง พลางยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลท่วมใบหน้าเป็รอบที่ร้อย ไหนจะอาการปวดบ่ากับต้นคอที่เกิดจากการขับรถทั้งวันนี่อีก
แต่ในขณะเดียวกันนั้น เตชินทร์ก็ได้เห็นความสดใสที่เปล่งประกายออกมาจากตัวของเมนิลาอย่างเป็ธรรมชาติ ทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันร่าเริงนั้น ล้วนดึงความสนใจจากเขาได้เป็อย่างดี ซึ่งมันทำให้เขาได้ตั้งใจมองเธออย่างจริงจังเป็ครั้งแรก
เขาเชื่อแล้วละ…ว่าเธอเกิดมาเพื่อมันและรักอาชีพนี้มากเพียงใด…
“อะนี่”
เมนิลาสะกิดหลังเตชินทร์เบาๆ เขาจึงหันไปหาเธอก่อนจะพบห่อผ้าเย็นและน้ำหวานแก้วโต
“อาการร้อน เดี๋ยวเป็ฮีทสโตรก”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง
“แล้วก็นี่…”
เมนิลาหยิบแผ่นแปะคลายกล้ามเนื้อยื่นให้เขา
“ปวดต้นคอไม่ใช่เหรอ?”
เธอพูดเหมือนรู้ นั่นจึงทำให้เตชินทร์ถึงกับชะงักเพราะไม่คิดว่าเธอจะสังเกตเห็น
เขาจึงยื่นมือไปรับมันจากเธอ
“ขอบใจนะ”
ทว่า เตชินทร์กลับติดมันด้วยความยากลำบากเพราะนอกจากต้องติดแผ่นเจลแล้ว เขายังต้องติดแผ่นกาวทับข้างบนเพื่อยึดไม่ให้แผ่นเจลเคลื่อนอีก เมนิลาเห็นดังนั้นจึงเข้ามาช่วยเตชินทร์เพราะรู้สึกขัดใจ แต่การกระทำนั้นก็ทำเอาชายหนุ่มถึงกับรีบกลั้นหายใจจนหน้าแดงไปหมด
เพราะเขาไม่อยากให้เธอจับจังหวะการหายใจแปลกๆที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้ได้น่ะสิ!
“มองอะไรของนาย”
เมนิลาพูดขึ้นนั่นจึงทำให้เตชินทร์ได้สติ
“เปล่าซะหน่อย”
หญิงสาวไม่ได้ซักไซ้อะไร เธอยังคงโฟกัสไปที่การติดแผ่นกาวจนแล้วเสร็จ จากนั้นก็พยักหน้าให้เขาไปต่อเพราะยังมีอีกหลายที่ที่จะต้องพาลูกทัวร์ไปก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน
กว่าภารกิจจะเสร็จสิ้นก็กินเวลายาวไปถึงสองทุ่ม เตชินทร์และเมนิลาที่อยู่ในสภาพหิวจนไส้กิ่วจึงมาจบที่ร้านหมูกระทะริมข้างทาง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่พวกเขาเพิ่งไปส่งมามากนัก
แม้จะแสบท้องด้วยความโหยมากแค่ไหน แต่เมนิลาก็ยังหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาเช็ดจานและช้อนเพราะคำนึงถึงเื่สุขอนามัย ทว่าเธอกลับไม่ลืมที่จะเอื้อมมาหยิบในส่วนของเตชินทร์ไปเช็ดให้เขาด้วย นั่นเลยทำให้ชายหนุ่มได้สังเกตเธออย่างจริงจังอีกครั้งและรับรู้ได้ว่าเมนิลาเป็คนที่เอาใจใส่คนรอบข้างมากแค่ไหน
เห็นแล้วก็ปวดใจ เขารู้สึกละอายกับการกระทำที่ผ่านมาของตัวเองชะมัด
ตลอดการกินหมูกระทะ พวกเขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้ปริปากพูดคุยอะไรกันมากมาย จนบรรยากาศดูมาคุ ชวนอึดอัดพิกล แต่แล้วเตชินทร์ก็เป็ฝ่ายทนไม่ไหวจึงได้เอ่ยปากชวนคุยเพื่อทำลายความเงียบนี้ก่อน
“วันนี้เธอดูสนุกดีนะ”
เมนิลายักไหล่ “ถ้าเราไม่รู้สึกสนุกก่อน แล้วคนที่มาเที่ยวกับเราเขาจะเอ็นจอยได้ยังไง จริงไหม?”
“ก็จริง” เตชินทร์พยักหน้า
“นั่นก็เป็สิ่งสำคัญของการเป็ไกด์นะ” เธอพูดก่อนจะหันกลับไปคีบหมูเข้าปาก
“ว่าแต่ทำไมเธอถึงมาทำอาชีพนี้ละ” เตชินทร์ถามต่อ
เมนิลาได้ฟังคำถามของเขาก็ถือตะเกียบค้างไว้แล้วครุ่นคิดอยู่สักพัก
“เพราะอยากแชร์ความสุขให้คนอื่นบ้างน่ะ”
เตชินทร์ทำหน้าฉงน “ยังไงเหรอ?”
เมื่อคนถามดูจะรอฟังคำตอบของเธอ เมนิลาจึงยืดหลังตรงแล้ววางตะเกียบลงข้างๆ จากนั้นจึงหันมาตั้งใจคุยกับเตชินทร์อย่างจริงจังหลังจากที่ปิดปากนิ่งเงียบมานาน
“ก็เวลาที่ฉันไปเที่ยวที่ไหนแล้วเห็นว่ามันสวยมันดี ก็อยากจะให้คนอื่นได้ลองมาััมันบ้างน่ะ”
เตชินทร์ฟังอย่างตั้งใจ
“และถึงแม้ว่าตอนที่ได้มาเป็ไกด์แล้ว เราอาจจะต้องไปแต่ที่เดิมๆซ้ำๆ จนบางครั้งก็ดูน่าเบื่อ แต่สิ่งที่เราต้องทำให้ได้คือต้องมอบความสุขติดมือพวกเขากลับบ้านเสมอ เพราะอย่าลืมว่านั่นคือครั้งแรกของเขา”
เมนิลาเท้าคางยิ้มกับตัวเอง
“เวลาที่เห็นพวกเขามีความสุข ฉันก็อดดีใจไม่ได้น่ะ”
เธอพึมพำ “แต่ก็อยากนำทัวร์ไปต่างประเทศเร็วๆจังเลยนะ”
พอได้พูดถึงเื่นี้ แววตาของเมนิลาก็ส่องประกายแวววับขึ้นมาอย่างทันตาเห็น ไม่เพียงแค่นั้น เตชินทร์ยังได้รับรอยยิ้มจริงใจจากเธออีกด้วย นั่นจึงทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์แห่งความสุขและเอาแต่เหม่อมองใบหน้าสวยหวานราวกับถูกต้องมนตร์สะกดจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด
อีกทั้งการพูดคุยในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็ครั้งแรกที่ไม่มีการประชดประชันหรือการจิกกัดใดๆปนอยู่ในบทสนทนาแม้แต่คำเดียวอีกด้วย
ท้ายที่สุด ถึงเตชินทร์จะไม่สามารถทำให้เมนิลากลับมาเป็คนรักเหมือนก่อนได้ แต่หลังจากที่เขาได้เห็นอะไรหลายๆอย่างในวันนี้แล้ว เขาก็ตัดสินใจบอกกับตัวเองว่าเขาจะอยู่ช่วยเธอทำฝันให้สำเร็จก่อนที่จะแยกจากกัน
เพื่อแทนคำขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา….
“พี่คนหล่อๆ ช่วยซื้อพวงกุญแจหนูหน่อยได้ไหมคะ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงของเด็กหญิงวัยแปดขวบดังขึ้น เธอมาพร้อมกับตะกร้าพวงกุญแจรูปหัวใจหลากสีพลางตีหน้าเศร้าเรียกคะแนนความสงสารจากลูกค้า
“ไม่เอาหรอกหนู” เตชินทร์ปฏิเสธ
เด็กหญิงเลยหันไปหาเมนิลา “ช่วยบอกผัวพี่ช่วยหนูซื้อหน่อยสิคะ”
เมนิลาที่กำลังดื่มน้ำอยู่ถึงกับสำลักแล้วรีบแก้ตัว
“เฮ้ย! นั่นอะเพื่อนพี่” เธอพูดเสียงเบาหวิว “พี่ไม่มีหรอก …ไอ้นั่นอะ”
แม่ค้าตัวน้อยทำทีเป็ปิดปากใด้วยท่าทางที่แก่แดดแก่ลม
“ตายแล้ว โตขนาดนี้แล้วยังไม่มีผัวเหรอ? เอางี้เดี๋ยวเอาไลน์พี่ชายหนูให้”
ไม่พูดเปล่าแต่เตรียมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมกดเปิดหน้าจอ เตชินทร์เห็นดังนั้นถึงกับเบิกตาโตแล้วะโขึ้นมาเสียงดังลั่นร้าน
“ไม่ได้!”
ทุกคนในร้านจึงหันมามองเขาเป็สายตาเดียว
เขากระแอมไอ “เอามาๆ ขายเท่าไรละ”
“อันล่ะห้าสิบเก้าบาท สองอันหนึ่งร้อยบาทค่า”
“เอามาสองอันล่ะกัน”
เตชินทร์ล้วงกระเป๋าออกมาก่อนจะหยิบแบงก์ร้อยยื่นให้เธอ เด็กหญิงจึงยิ้มกว้างโชว์ฟันหลออย่างดีใจแล้วปรี่เข้ามาประกบมือเขาด้วยท่าทีที่อ้อนสุดฤทธิ์
“พี่คนหล่อใจดีที่สุดเลยค่า” เธอหันไปหาเมนิลา “ไม่ต้องไปหาผัวที่ไหนไกลหรอกป้า เอาคนนี้แหละ”
เมนิลาที่ได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าเหวอเพราะใกับคำพูดของเด็กแปดขวบที่แพรวพราวไปด้วยความแก่แดดเกินวัย เตชินทร์จึงชูมะเหงกเตรียมจะเขกหน้าผากเธอด้วยความหมั่นไส้ ทว่า เด็กหญิงกลับหลบทันแล้วรีบวิ่งหัวเราะอย่างทะลึ่งตึงตังหนีออกจากร้านไปได้เสียก่อน
เตชินทร์เห็นท่าทีกระอักกระอ่วนของเมนิลาจึงรีบเรียกเ้าของร้านมาคิดเงินค่าหมูกระทะทันที
“เดี๋ยวฉันช่วยออก”
เพราะอยากจะโชว์ความแมนของตัวเองต่อหน้าสาวสักหน่อย เขาจึงส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ต้องๆ”
ทว่า เขากลับไม่พบกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง ทั้งล้วงกระเป๋ากางเกงซ้ายขวาหน้าหลัง แม้จะหาบนโต๊ะยันใต้โต๊ะก็ไม่ปรากฏเห็น แต่ในขณะที่เขากำลังนั่งนึกอยู่นั้น ฉับพลัน ภาพเหตุการณ์ตอนที่แม่ค้าตัวน้อยโน้มตัวเข้ามาคว้ามือของเขาไปประกบก็โผล่ขึ้นมากลางมโนทัศน์ทันที
“พี่ๆ กระเป๋าพี่หรือเปล่า”
เด็กเสิร์ฟเดินเอากระเป๋าสตางค์ของเตชินทร์มาให้ แต่ทว่าเมื่อเขาปิดกางออกมากลับไม่เหลือเงินอยู่ในนั้นแม้แต่บาทเดียว ทั้งๆที่เขาเพิ่งจะกดเงินสดออกมาเกือบห้าพันบาทเมื่อตอนเย็นที่ผ่านมา
“ผมเห็นมันอยู่ในถังขยะอะ”
สิ้นสุดคำพูดของเด็กเสิร์ฟ เขาก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่า ยัยเด็กคนนั้นคือมิจฉาชีพในคราบแม่ค้าตัวน้อยผู้น่าสงสารนั่นเอง!
เมนิลาที่เพิ่งเข้าใจสถานการณ์ก็ยกมือขึ้นโบกปัดเชิง้าจะบอกว่าไม่เป็ไร
“เดี๋ยววันนี้ฉันเลี้ยงนายเอง”
พูดจบเธอก็หยิบเงินออกมาจ่าย ทำเอาคนหมดตัวถึงกับนั่งหน้าจ๋อย
วันนี้เตชินทร์หรืออุตส่าห์ได้ซีนทำเท่โดยไม่มีชรัญมาตัดหน้าแท้ๆ แต่ไหงกลับต้องมาซวยโดนเด็กตัวกะเปี๊ยกหลอกเอาเสียได้
ขายหน้าฉิบเป๋งเลยโว้ย!
โปรดติดตามตอนต่อไป
-----------------------------------------------------------
เ้าต้นนุ่น:
ถึงจะเอาเมียกลับคืนไม่ได้ ก็ขออยู่ช่วยทำฝันเมียให้สำเร็จก่อน
พระเอกเกิ๊นนนอะเฮียชิน
ความในใจเ้าต้นนุ่น :
คอมเมนต์สักนิดเพื่อเป็กำลังใจให้เ้าต้นนุ่นได้มีแรงปั่นเฮียชินหน่อยนะคะพี่ๆ