บทที่ 28 เลี้ยงกี่ปีก็ไม่เชื่อง
พระชายาตวนอ๋องจึงเลือกตอบรับเทียบเชิญฉบับหนึ่ง
จวนตวนอ๋องไม่รู้ว่าในแต่ละวันต้องได้รับเทียบเชิญมากี่ฉบับ ยามนี้ตวนอ๋องไม่อยู่ เทียบเชิญที่ส่งมาส่วนมากจึงเป็ของเหล่าข้าราชบริพารและสตรีสูงศักดิ์ โดยเฉพาะหลังจากที่องค์ชายเจ็ดย้ายมาเรียนที่นี่ ในหนึ่งวันก็ได้รับเทียบเชิญจนเต็มตะกร้าใหญ่
เพียงแต่ปกติพระชายาตวนอ๋องจะตอบปฏิเสธอย่างสุภาพไปเสียส่วนใหญ่ ทว่าในยามนี้ ในเมื่อนางนึกอยากหาหนทางเบี่ยงเบนความสนใจของบุตรสาว นางจึงตอบรับเทียบเชิญไปฉบับหนึ่ง ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น ฮูหยินอวี๋จึงพาลูก ๆ มาเยี่ยมเยือนถึงที่
ครอบครัวฝั่งสามีของฮูหยินอวี๋เป็น้องชายของเต๋อเฟย ซึ่งก็คือลุงขององค์ชายสามนั่นเอง
เนื่องจากพระชายาตวนอ๋องมีกิจการในมือมากมาย และร้านรวงที่เป็สินเดิมของฮูหยินอวี๋ก็มีการติดต่อค้าขายกับนาง อีกทั้งทั้งสองคนยังเป็ลูกพี่ลูกน้องห่าง ๆ ดังนั้น ปกติแล้วการไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง
ความปักใจอยากมีพี่ชายของจูจู ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากคนครอบครัวนี้เอง
เพราะบุตรสาวตัวน้อยของตระกูลอวี๋มีพี่ชายที่รูปโฉมงดงามอย่างมาก ว่ากันว่าเรียนเก่งยิ่งนัก ทุกครั้งที่สองพี่น้องมาเยือน จูจูก็จะรู้สึกอิจฉาเป็อย่างมาก
พระชายาตวนอ๋องจึงกล่าวกับจูจูว่า "พรุ่งนี้พี่อวี๋วั่งจะมาเล่นด้วย จูจูไม่ต้องไปเรียนดีหรือไม่?"
ดวงตาของจูจูเป็ประกายขึ้นมาทันที "แล้วพี่จ๋าเล่า? พี่จ๋ามาได้หรือไม่? จูจูอยากให้พี่มู่เอ๋อร์เห็นพี่จ๋า!"
พระชายาตวนอ๋องรับรู้ถึงความรู้สึกที่อยากอวดพี่ชายของบุตรสาวตัวน้อย นางกระแอมไอทีหนึ่งแล้วส่งคนไปถาม
เซิ่งิหลินไม่ได้ใส่ใจเื่การขอลาหยุด เดิมทีเขาเชี่ยวชาญด้านการเรียนเป็อย่างมาก อีกทั้งยังอ่านหนังสือมากกว่าคนอื่นมาหลายปี การนั่งอยู่ในห้องเรียนจึงเป็เพียงการไปให้ครบจำนวนคนเท่านั้น
ด้วยเหตุผลเดียวกัน สวี่เฮ่อซูจึงไม่ใส่ใจที่เขาขอลาหยุด ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น เซิ่งิหลินซึ่งไม่ต้องไปเรียนจึงตื่นสาย
เมื่อเทียบกับจูจูแล้ว เขาฝึกฝนอย่างหนักตลอดทั้งบ่าย เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ขาจึงยังสั่นอยู่นิด ๆ
เขาพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบาก พร้อมกับรีบถามว่า
"แขกมาถึงหรือยัง?"
"คุณชายอย่ารีบร้อนเลยขอรับ" บ่าวรับใช้รีบกล่าว "ท่านหญิงน้อยยังไม่ตื่น แขกคงไม่มาเช้าขนาดนี้หรอกขอรับ"
เซิ่งิหลินจึงเบาใจ จากนั้นจึงล้างหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้า พระชายาตวนอ๋องยังส่งคนนำเข็มขัดประดับอัญมณีและหยกห้อยเอวจำนวนหนึ่งมาให้
แต่เขาอายุเพียงแปดขวบ เครื่องประดับที่สวมใส่ได้จึงมีจำกัด ทว่าเขารับรู้ถึงความปรารถนาดีนั้นได้ เขาจึงถามเด็กรับใช้ว่า
"แขกที่มาคือใคร?"
เด็กรับใช้ตอบว่า "เป็ฮูหยินซื่อจื่อแห่งจวนเหวินซิงโหวขอรับ เหวินซิงโหวคือบิดาของพระสนมเต๋อเฟยในวัง ส่วนซื่อจื่อคือน้องชายของพระสนมเต๋อเฟยขอรับ"
เซิ่งิหลินรู้จักท่านโหวผู้เฒ่าท่านนี้ จึงพยักหน้าและถามต่อว่า "ฮูหยินซื่อจื่อพาลูก ๆ มาด้วยหรือ?"
"ขอรับ" เด็กรับใช้กล่าว "ฮูหยินอวี๋พาคุณชายและคุณหนูมาด้วย คุณชายอวี๋ปีนี้อายุสิบขวบ ส่วนคุณหนูอวี๋ปีนี้อายุห้าขวบ..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เด็กรับใช้ก็อดไม่ได้ที่จะซุบซิบเบา ๆ ว่า "ข้าน้อยได้ยินพี่ลี่จือบอกว่า ทุกครั้งที่พวกเขามา จะต้องเอาของของท่านหญิงน้อยกลับไปด้วยเสมอเลยขอรับ!"
เข้าใจแล้ว พวกเด็กน้อยใจแคบที่เห็นแก่ของ
ดังนั้นเซิ่งิหลินจึงตัดสินใจละทิ้งการแต่งกายแบบเรียบง่าย และแต่งกายในรูปแบบคุณชายผู้มั่งคั่งแทน เนื่องจากเขาไม่ได้โกนหัวและมีใบหน้าที่หล่อเหลาคมคาย เมื่อแต่งกายเช่นนี้จึงดูสง่างามและมีภูมิฐานราวกับผู้ใหญ่
รออีกครู่หนึ่ง ทางฝั่งพระชายาตวนอ๋องก็ส่งคนมาเรียก
ความจริงแล้วหากฐานะเท่าเทียมกัน เขาควรจะไปนั่งรอที่ห้องโถงก่อน ทว่าต่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าของจวนโหวมาด้วยตัวเอง ก็ยังเทียบจวนตวนหวังไม่ได้ นับประสาอะไรกับแค่ฮูหยินซื่อจื่อคนหนึ่ง
ดังนั้นเขาเพียงแค่รอให้พระชายาตวนหวังส่งคนมาเรียกก็พอ การทำเช่นนี้เป็การแสดงว่าครอบครัวของพวกเรามีมารยาท และปฏิบัติต่อคุณชายน้อยของบ้านพวกเ้าในฐานะแขก โดยให้คุณชายน้อยของบ้านเราเป็ผู้ต้อนรับ ซึ่งจะไม่ทำให้เสียเกียรติ
เมื่อเซิ่งิหลินไปถึง เด็ก ๆ ยังไม่ได้อยู่ที่ห้องโถง เซิ่งิหลินจึงทำความเคารพฮูหยินซื่อจื่อเพียงอย่างเดียว
ฮูหยินอวี๋กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "นี่คือคุณชายน้อยหลินสินะ โอ้ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็เด็กดี!"
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวกับพระชายาตวนอ๋องว่า "ท่านดูสิ ข้าเป็พี่น้องกับท่านมาหลายปี เพิ่งจะได้เห็นคุณชายน้อยหลินเป็ครั้งแรกนี่แหละ!"
เซิ่งิหลินหัวเราะเยาะในใจ มาเป็แขกบ้านคนอื่น แถมเ้าบ้านยังมีฐานะสูงส่ง แต่เปิดปากพูดก็มีหนามแหลม ไม่ว่าจะทิ่มแทงใครก็นับว่าเสียมารยาท ดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนฉลาด
เขาวางตัวนิ่งเฉย สง่างามและสุภาพ ราวกับฟังไม่เข้าใจ
ฮูหยินอวี๋กล่าวต่อว่า "ได้ยินว่าองค์ชายเจ็ดก็มาอยู่ที่จวนของพวกท่านด้วย เหตุใดจึงไม่เห็นเล่า?"
พระชายาตวนอ๋องกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่เหมือนยิ้มว่า "องค์ชายเจ็ดต้องเข้าเรียนเ้าค่ะ"
ความหมายของประโยคนี้คือ คนเขาต้องเข้าเรียน จะมีเวลาว่างที่ไหนมาพบเ้า? เ้ามีฐานะระดับไหนถึงจะทำให้เชื้อพระวงศ์ยอมมาพบได้?
ฮูหยินอวี๋รู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย จึงหาทางลงให้ตนเอง
"ข้าคงคิดมากไป ข้าเห็นคุณชายน้อยหลินอยู่ที่นี่ เลยนึกว่าตอนนี้พวกเขาไม่ได้เข้าเรียน"
"อ้อ!" พระชายาตวนอ๋องกล่าวอย่างราบเรียบ "คุณชายน้อยหลินของพวกเราเรียนรู้เร็วมาก คัมภีร์ซื่อซูเรียนจบหมดแล้ว ดังนั้นจะเข้าเรียนหรือไม่จึงไม่ค่อยสำคัญนักเ้าค่ะ"
ฮูหยินอวี๋รู้สึกเสียหน้าอีกครั้ง "คุณชายน้อยหลินเป็เด็กดี ประเดี๋ยวลองคุยกับวั่งเอ๋อร์ของพวกเราดูนะ วั่งเอ๋อร์ของพวกเราก็ชอบอ่านหนังสือเช่นกัน"
พระชายาตวนอ๋องพยักหน้าและกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"หลินเอ๋อร์ ไปที่เรือนของจูจูเถิด สองพี่น้องวั่งเกอเอ๋อร์ไปที่นั่นแล้ว"
เซิ่งิหลินตอบรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมประสานมือถอยออกไป
ทว่าพอเดินไปถึงใต้หน้าต่าง ก็ได้ยินฮูหยินอวี๋พูดด้วยท่าทางเหมือนเปิดอกว่า
"เ้าต้องระวังให้ดี อย่าซื่อตรงจนเกินไป! เด็กคนนี้ถูกคนผู้นั้นสั่งสอนมา เกรงว่าเลี้ยงกี่ปีก็ไม่เชื่อง!"
เซิ่งิหลินชะงักเท้า ความโกรธเกรี้ยวแล่นพล่านขึ้นมาในอกทันที
ทว่าในพริบตาต่อมา ก็ได้ยินพระชายาตวนอ๋องกล่าวว่า "คุณชายน้อยหลินของพวกเราเป็เด็กดี รู้ความและมีมารยาทมาก ผู้เฒ่าเฉินเองก็มีความสามารถล้นเหลือและเป็ที่เคารพนับถือ ในอดีตเคยเป็อาจารย์ของฮ่องเต้ด้วยซ้ำ! อีกอย่าง คนตายไปแล้วถือเป็เื่ใหญ่ คำพูดเช่นนี้เ้ากล้าพูด แต่ข้าไม่กล้าฟังเ้าค่ะ"
เซิ่งิหลินสูดลมหายใจเบา ๆ
เขารู้ว่าที่พระชายาตวนอ๋องปกป้องเขา เป็เพียงเพราะพวกเขาเป็ครอบครัวเดียวกัน รุ่งเรืองด้วยกัน ตกต่ำด้วยกัน
พระชายาตวนอ๋องไม่ใช่มารดาแท้ ๆ ของเขา นางไม่มีเหตุผลที่จะต้องรักเขา ไม่ว่านางจะปกป้องเขาด้วยเหตุผลใด เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
เพียงแต่ เขาไม่เคยรู้เลยว่า ท่านตาเคยเป็อาจารย์ของฮ่องเต้?
เหตุใดท่านตาไม่เคยบอกเล่าเื่นี้เลย?
และในเมื่อเป็อาจารย์ของฮ่องเต้ แล้วเหตุใดจึงต้องลาออกจากราชสำนักมาใช้ชีวิตอย่างสันโดษแต่แรก?
ในใจของเขามีข้อสงสัยมากมาย แต่ยามนี้ยังไม่มีเวลาไตร่ตรอง จึงรีบเดินไปยังเรือนของจูจู
จูจูกำลังเล่นกับสองพี่น้องตระกูลอวี๋อยู่ในห้อง
อวี๋มู่เอ๋อร์นั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งของจูจู และคอยสั่งการไม่หยุด
"พี่ชาย ข้าจะใส่ชิ้นนั้น!"
อวี๋วั่งจึงหยิบดอกไม้ประดับมุกจากกล่องเครื่องแป้งของจูจูมาสวมให้น้องสาว พร้อมกับหยิบอีกชิ้นหนึ่ง แล้วหันมาถามจูจูอย่างอ่อนโยนว่า
"พี่ชายจะช่วยเ้าใส่ด้วย ดีหรือไม่?"
จูจูไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลยแม้แต่น้อย
สาเหตุหลักคือของของนางมีมากเกินไป มากจนนับไม่ถ้วน ั้แ่เด็กนางจึงไม่มีนิสัยขี้เหนียวหรือหวงของไม่ให้คนอื่นแตะต้อง
นางเพียงรู้สึกว่าพี่อวี๋วั่งช่างเลือกเก่งจริง ๆ หลังจากใส่แล้ว นางก็รู้สึกว่าตนเองงดงามมาก
อีกทั้งเขายังเอ่ยชมไม่ขาดปาก "จูจูใส่ชิ้นนี้งดงามจริง ๆ! จูจูทั้งใจกว้างและใจดี เป็สหายรักที่สุดของพี่มู่เอ๋อร์เลยใช่หรือไม่? พี่ชายรู้อยู่แล้วว่าจูจูน่ารักและรู้ความที่สุด"
จูจูถูกชมจนเคลิ้ม "ใช่แย้ว จูจูน่ายักที่ฉุด!"
อวี๋มู่เอ๋อร์กรีดร้อง "พี่ชาย ข้าจะเอาชิ้นนั้นด้วย!"
อวี๋วั่งสวมให้น้องสาวอีกครั้ง และถือโอกาสผูกหยกห้อยเอวให้ตนเองด้วย จากนั้นจึงหันมายิ้มให้จูจู
"จูจูอย่ารีบร้อน รอพี่ชายเลือกชิ้นที่งดงามที่สุด ให้จูจูที่น่ารักนะ"
จูจูพยักหน้าอย่างซื่อ ๆ "ขอบคุณพี่อวี๋วั่ง"
อวี๋มู่เอ๋อร์ทำท่าอ้อนและกระทืบเท้า "พี่ชาย!!"
เสียงของอวี๋มู่เอ๋อร์ทั้งแหลม เล็ก และบาดหู ทั้งยังกลอกตาใส่จูจู ราวกับรังเกียจที่จูจูมาแย่งพี่ชายของนาง
เหล่าเด็กรับใช้ที่คอยปรนนิบัติเห็นแล้วโกรธจนตัวสั่น พอเห็นเซิ่งิหลินเดินมา บรรดาคนรับใช้ต่างก็ส่งสายตาและส่งสัญญาณมือให้เขา
เซิ่งิหลินหยุดเท้า ยืนฟังอยู่หน้าม่านเพียงไม่กี่ประโยค ในใจก็หัวเราะเยาะทันที
นี่มันไม่ใช่การปล้นกันซึ่ง ๆ หน้าหรอกหรือ?
แล้วคำพูดที่อวี๋วั่งพ่นออกมานั่นมันอะไรกัน? ไม่ใช่แค่รังแก เพราะว่าเ้าก้อนแป้งตัวน้อยยังเด็กและไม่รู้ความหรอกหรือ?
อย่างไรก็ตาม เื่แบบนี้บ่าวรับใช้ต้องรายงานพระชายาตวนอ๋องแน่นอน แต่พระชายาตวนอ๋องเป็คนใจดี นางคงคิดว่าเพียงแค่เสียของเล็กน้อยเพื่อให้มีคนมาเล่นเป็เพื่อนบุตรสาว ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
เซิ่งิหลินไม่รู้เลยว่าเขาเดาถูกเพียงครึ่งเดียว
สองพี่น้องตระกูลอวี๋เคยขอของยามมาเยือนก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้โจ่งแจ้งเท่าครั้งนี้
เป็เพราะพวกเขาได้ยินว่าเซิ่งิหลินกลับมาแล้ว และจูจูก็ชอบเขามาก จึงกังวลว่าฐานะเพื่อนเล่นของตนจะสั่นคลอน ทั้งยังกังวลว่าเขาจะมองออกและทำให้ลงมือได้ยากในภายหลัง ดังนั้นจึงตั้งใจจะกอบโกยครั้งสุดท้าย จึงหยิบฉวยอย่างไม่เกรงใจ
เมื่อครู่จูจูอยากพาพวกเขาไปหาพี่ชาย แต่กลับถูกพวกเขาดึงตัวให้กลับมาที่เรือนอย่างดื้อรั้น
เซิ่งิหลินเลิกม่านเดินเข้าไป พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
"พวกเ้ากำลังเล่นอะไรกันอยู่หรือ?"