ถ้าโจวเหวินไม่มีโทรศัพท์กับเกมดันเจี้ยน เขาคงไม่เข้าไปในเมืองโบราณ เพราะเขาไม่จำเป็ต้องเอาชีวิตตัวเองไปล้อเล่น
แต่ตอนนี้กลับแตกต่างออกไป เขาสามารถเข้าดันเจี้ยนในเกม เพื่อดูสถานการณ์ภายในนครจักรพรรดิโบราณก่อน จากนั้นค่อยเข้าไปในเมืองโบราณจริง ๆ ซึ่งเท่ากับว่าเขาคุ้นชินเส้นทางแล้ว และลดความเสี่ยงลงได้อย่างมากมาย
มันใกล้เคียงกับแผนที่และข้อมูลที่ได้จากโรงเรียน บริเวณประตูเมืองทิศเหนือมีแต่ทหารโครงกระดูก แต่พวกมันแค่แข็งแกร่งกว่าผู้ชายที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนอยู่เล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเจอกับนักเรียนมัธยมปลายที่เคยผ่านการฝึกฝนก็มีแต่จะพ่ายแพ้ นอกเสียจากว่าหาเื่บุ่มบ่ามบุกเข้าไปท่ามกลางฝูงทหารโครงกระดูก มิฉะนั้นก็ไม่มีภัยอันตรายร้ายแรง
โจวเหวินเองก็ไม่ได้กังวลมากนัก เขาให้ตัวละครสีเืขี่หลังมดแกร่งกลายพันธุ์บุกสังหารเข้าไป ต่อให้เจอเข้ากับฝูงทหารโครงกระดูกจำนวนสิบกว่าตัว มดแกร่งกลายพันธุ์ก็สังหารได้อย่างง่ายดาย โดยที่โจวเหวินไม่ต้องควบคุมให้ตัวละครสีเืลงมือ
ไม่นานนัก โจวเหวินก็ฝ่าออกนอกแผนที่ที่โรงเรียนให้มา
ภายในเมืองโบราณมีถนนหินทอดยาวและอาคารโบราณเรียงรายต่อกันเป็ทอด ๆ ยิ่งเดินลึกเข้าไป รูปแบบของอาคารโบราณก็ยิ่งเก่าแก่ขึ้นเรื่อย ๆ
โจวเหวินแค่เดินไปตามถนน โดยไม่กล้าเข้าไปในอาคารโบราณที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง เพราะทางโรงเรียนเคยเน้นย้ำหลายครั้งระหว่างการสอนว่า ทางที่ดีอย่าเข้าอาคารที่อยู่ภายในมิติต่างโลก เนื่องจากมีอาคารจำนวนมากเชื่อมต่อกับรอยแยกมิติ เมื่อเผลอเข้าไปแล้วอาจหลงหายไปในมิติต่างโลก
ทหารโครงกระดูกมีอัตราการเกิดวัตถุที่ต่ำเหลือเกิน โจวเหวินสังหารทหารโครงกระดูกไปอย่างน้อยสองร้อยกว่าตัวแล้ว แต่นอกจากทหารโครงกระดูกตัวแรกแล้ว ก็ไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นอีก
โจวเหวินไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย เขาเคยได้ยินมาก่อนแล้วว่าทหารโครงกระดูกมีระดับที่ต่ำมาก จึงไม่ค่อยสามารถหลอมรวมเป็ผลึก
ถึงแม้ฝ่ามือโครงกระดูกจะอ่อนแอมาก แต่การได้มาซึ่งผลึกฝ่ามือโครงกระดูกก็เป็เื่ที่พบได้ยากมาก
ขณะที่โจวเหวินกำลังครุ่นคิด จู่ ๆ ก็เห็นทหารโครงกระดูกกลุ่มหนึ่งอยู่บนถนนหินตรงหน้า พวกมันมีจำนวนประมาณยี่สิบสามสิบตัว ซึ่งเป็กลุ่มทหารโครงกระดูกจำนวนมากที่สุดั้แ่เขาเข้ามาในเมืองโบราณ
พวกมันแตกต่างจากทหารโครงกระดูกก่อนหน้านี้ พวกมันล้อมรอบแม่ทัพโครงกระดูกตัวหนึ่งที่ขี่อยู่บนม้ากระดูก พร้อมกับถือหอกกระดูกไว้ในมือ
เห็นชัดว่าแม่ทัพโครงกระดูกที่ขี่อยู่บนม้ากระดูกแข็งแกร่งกว่าทหารทั่วไปมาก มันสูงกว่าทหารโครงกระดูกทั่วไปประมาณหนึ่ง่หัว อีกทั้งกระดูกก็หนาเป็พิเศษ ไม่ได้เป็สีขาวขุ่นเหมือนทั่วไป แต่เปล่งประกายเหมือนงาช้าง
มันสวมชุดเกราะที่เก่าโทรม บนหลังคลุมด้วยผ้าคลุมสีแดงเข้ม ถึงแม้จะดูเก่าโทรมไปสักหน่อย แต่กลับยังคงสมบูรณ์ไร้รอยขาด
หอกกระดูกของมันยาวสองเมตรกว่า ลำหอกขรุขระ แต่ปลายหอกกลับแหลมคมดุจหนาม อีกทั้งยังมีร่องกระดูก ถ้าถูกหอกกระดูกนั้นแทงเข้าร่างกาย เกรงว่าต้องเืไหลไม่หยุดแน่นอน
ขณะที่โจวเหวินมองมัน มันก็มองตัวละครสีเืและมดแกร่งกลายพันธุ์ของโจวเหวินเหมือนกัน แต่มันไม่ได้พุ่งเข้าใส่ทันทีเหมือนกับสิ่งมีชีวิตต่างมิติทั่วไป มันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนหลังม้ากระดูก ดูเหมือนรังเกียจที่จะลงมือ ส่วนทหารโครงกระดูกกลุ่มนั้นกลับพุ่งเข้าใส่ราวกับฝูงหมาป่าหิวโหย
มดแกร่งกลายพันธุ์สะบัดขาคู่หน้า กวัดแกว่งราวกับเคียวแห่งยมทูต ฟาดฟันร่างกายของทหารโครงกระดูกที่อยู่โดยรอบจนขาดวิ่น แค่ชั่วพริบตาก็สังหารทหารโครงกระดูกไปเกือบสิบตัว
ในที่สุดตัวที่ขี่ม้ากระดูกก็ทนไม่ไหวแล้ว มันแหงนหน้าขึ้นคำราม ส่งเสียงร้องน่าสะพรึงกลัวชวนแสบแก้วหู จากนั้นควบม้าพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ความเร็วของม้ากระดูกแตกต่างจากทหารโครงกระดูกทั่วไปโดยสิ้นเชิง แม้แต่โจวเหวินยังใเล็กน้อย ความเร็วของมันยังเหนือกว่ามดแกร่งกลายพันธุ์กับตัวละครสีเืเสียอีก ราวกับพายุหมุนที่ซัดกระหน่ำเข้ามา รวดเร็วไม่แพ้ความเร็วของมดบินปีกเงินเลย
แค่ชั่วพริบตา ม้ากระดูกก็พุ่งมาอยู่ตรงหน้ามดแกร่งกลายพันธุ์แล้ว โจวเหวินสั่งให้มดแกร่งกลายพันธุ์ฟาดลงเล็บเข้าใส่ หวังใช้กรงเล็บของมันจับยึดหอกของอีกฝ่าย จากนั้นให้ตัวละครสีเืะโเข้าไปโจมตีศีรษะของแม่ทัพโครงกระดูก
แต่หารู้ไม่ว่าหอกกระดูกนั้นเร่งความเร็วกะทันหัน ปลายหอกวูบไหวจนโจวเหวินเห็นแค่ภาพพร่ามัว ราวกับหายไปในชั่วพริบตา
เมื่อโจวเหวินกลับมามองเห็นชัดอีกครั้ง หอกกระดูกก็ทะลุผ่านกรงเล็บของมดแกร่งกลายพันธุ์แล้ว และแทงเข้าหน้าอกของตัวละครสีเื
พรวด !
เืสาดกระเซ็นไปทั่ว ตัวละครสีเืตัวพลิกร่วงลงจากหลังมดแกร่งกลายพันธุ์ หน้าจอเกมมืดดับลงทันที เห็นชัดว่าถูกปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว
“ร้ายกาจขนาดนี้เลยเหรอ” โจวเหวินกลับรู้สึกตื่นเต้น ยิ่งยากถึงจะยิ่งท้าทาย การสังหารทหารโครงกระดูกธรรมดาพวกนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย แถมยังไม่ได้รับของดี ๆ
ขณะที่โจวเหวินเตรียมเข้าเกมอีกครั้ง กลับเห็นหลี่เสวียนพาชายหนุ่มสองคนที่อายุไล่เลี่ยกันเดินเข้ามา
โจวเหวินไม่เคยเจอชายหนุ่มสองคนนั้น ดูเหมือนว่าไม่ใช่นักเรียนของโรงเรียนมัธยมกุยเต๋อ มีความเป็ไปได้สูงว่าพวกเขาแค่ใช้ชื่อโรงเรียนมัธยมกุยเต๋อบังหน้าเหมือนกับหลี่เสวียน แต่ไม่ได้เรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมกุยเต๋อ
“เดี๋ยวพอเข้าไปในเมืองโบราณ นายไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แค่เดินตามฉันก็พอ เื่อื่นปล่อยให้พวกเขาจัดการเอง” หลี่เสวียนแค่กล่าวเตือนสองประโยค โดยไม่มีทีท่าจะแนะนำโจวเหวินให้ชายหนุ่มทั้งสองคนรู้จัก
“เข้าใจแล้ว” โจวเหวินพยักหน้าตอบ ในเมื่อผ่านการทดสอบภาคปฏิบัติได้แบบสบาย ๆ เขาก็ไม่จำเป็ต้องแย่งความโดดเด่น
เมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองไม่มีท่าทีจะทักทายเขา โจวเหวินก็ยิ่งสบายใจ แล้วยืนเล่นเกมอยู่ข้าง ๆ ต่อ
ชายหนุ่มทั้งสองพูดคุยกับหลี่เสวียนถึงเื่การทดสอบภาคปฏิบัติ พูดอย่างมั่นใจว่าให้หลี่เสวียนวางใจ ตราบใดที่มีพวกเขาอยู่ ก็จะทำให้หลี่เสวียนได้เป็อันดับหนึ่งของการทดสอบภาคปฏิบัติจังหวัดกุยเต๋อแน่นอน
ฟังจากน้ำเสียงของพวกเขา ดูเหมือนว่าการคว้าอันดับหนึ่งของการทดสอบภาคปฏิบัติจังหวัดกุยเต๋อจะง่ายพอ ๆ กับการกินข้าวดื่มน้ำ
“ถึงจะว่าอย่างนั้น แต่พวกนายต้องทำเื่นี้ให้เรียบร้อย ห้ามผิดพลาดเด็ดขาด ฉันต้องได้เป็อันดับหนึ่งของการทดสอบภาคปฏิบัติจังหวัดกุยเต๋อ” หลี่เสวียนกล่าว
“พี่เสวียนวางใจได้ สถานที่เล็ก ๆ อย่างจังหวัดกุยเต๋อจะมียอดฝีมือได้ยังไง อย่าว่าแต่ฉันกับเจียงเฮ่าร่วมมือกันเลย ต่อให้มีฉันคนเดียวก็รับประกันทำให้พี่เสวียนคว้าอันดับหนึ่งได้แน่นอน” สวีเหมียนถูกล่าวอย่างไม่สนใจ
เมื่อเห็นหลี่เสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย เจียงเฮ่าที่อยู่ด้านข้างก็รีบกล่าว “พี่เสวียนวางใจเถอะ พวกเราจะทำอย่างเต็มที่ รับรองว่าไม่เกิดความผิดพลาดแน่นอน”
“งั้นก็ดี” หลี่เสวียนพยักหน้าเบา ๆ
สวีเหมียนถูอยากพูดอะไรต่อ แต่กลับเห็นใครบางคนเดินมาทางนี้
เมื่อทั้งสี่คนหันไปมอง ก็เห็นว่าคนที่เดินเข้ามาเป็สาวสวยที่ร่างกายสูงโปร่ง พวกเขาก็ต่างตาลุกวาว
“โจวเหวิน ดีจังที่นายหาทีมได้” ฟางรั่วซีเดินไปตรงหน้าโจวเหวินแล้วพูดอย่างโล่งใจ
โจวเหวินยิ้มกล่าว “ต้องขอบคุณหลี่เสวียน เพราะมีเขา ฉันถึงเข้าร่วมการทดสอบภาคปฏิบัติได้”
ฟางรั่วซีไม่รู้จักหลี่เสวียน ยิ่งไม่รู้จักสวีเหมียนถูกับเจียงเฮ่า แต่เมื่อรู้ว่าโจวเหวินเข้าร่วมการทดสอบำภาคปฏิบัติได้ เธอก็รู้สึกโล่งใจเหมือนยกูเาออกจากอก เธอยิ้มกล่าว “เดิมทีฉันยังอยากชิงเป็ที่หนึ่ง แต่ถ้ามีนายอยู่ด้วย ดูท่าฉันจะไม่มีหวังได้ที่หนึ่งแล้ว”
สวีเหมียนถูได้ยินแล้วไม่ค่อยพอใจ การที่ฟางรั่วซีพูดแบบนี้ ฟังดูเหมือนพวกเขากับหลี่เสวียนเกาะโจวเหวิน
“คนสวยวางใจเถอะ โจวเหวินได้ติดตามพวกเราแล้ว ถึงแม้เขาไม่มีหวังได้สามอันดับแรก แต่รับรองว่าเขาพอมีโอกาสได้อันดับสี่” สวีเหมียนถูพูดกับฟางรั่วซีอย่างยิ้มแย้ม