“เจ้าฟื้นแล้ว” หลี่เหิงเยว่ถอนหายใจโล่ง “หากเจ้าไม่ตื่นขึ้นมา มีหวังข้าต้องได้รักษาคนป่วยเพิ่มขึ้นอีกสองคนเป็นแน่”
“คุณชาย! ท่านฟื้นแล้ว ข้ากลัวเหลือเกิน กลัวว่าท่านจะไม่ตื่นมาโมโหใส่ข้าอีกแล้ว” หวังซุ่นร้องไห้
“ข้าก็กลัวเหมือนกันขอรับ” หวังซานร้องไห้ตาม
“ขอบคุณพี่สะใภ้ที่มอบชีวิตใหม่ให้ข้า เมื่อข้าหายดี ข้าจะคุกเข่าคำนับให้ท่านนะขอรับ” ซูอู๋หลางบอกกับหลี่เหิงเยว่ทั้งน้ำตาคลออย่างดีใจ เขาเชื่อในฝีมือการรักษาของหลี่เหิงเยว่ เพราะฉายาหมอเทวดาคงไม่ได้มาง่ายๆ แต่มันก็อดที่จะดีใจไม่ได้ที่รู้ว่าการรักษาของตนผ่านไปได้ด้วยดี นอกจากจะไม่ตาย เขายังจะกลับมาเดินได้อีกครั้ง
“หัวเข่าของลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำ ทำไมเจ้าถึงเอาแต่จะคุกเข่าให้เรา น้องชาย...อย่าหาว่าข้าสอดรู้สอดเห็นเลยนะ ข้ารู้สึกว่าเจ้าเหมือนคนที่ถูกฝึกฝนร่างกายมาเป็นอย่างดี อีกทั้งมือของเจ้าก็เหมือนกับคนที่ใช้อาวุธมาหลายปีเช่นกัน ตัวตนของเจ้าคงไม่ธรรมดา แต่ทำไมเจ้าถึงถูกคนทำร้ายจนเกือบตายแบบนี้ได้” เซี่ยลี่หยางถามออกไปตรงๆ เขาไม่ใช่คนที่ชอบทำอะไรอ้อมค้อม และเขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมตอบคำถาม ถึงอย่างไรคำถามของเขามันก็ค่อนข้างละลาบละล้วงมากอยู่เหมือนกัน
ซูอู๋หลางที่ถูกสองสามีภรรยาช่วยชีวิต อีกทั้งเขายังรู้สึกไว้ใจคนทั้งคู่อย่างไม่อาจอธิบายได้ เขาจึงเล่าเรื่องราวในอดีตของตนเองให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง
เซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่ได้ยินเรื่องราวชีวิตของซูอู๋หลางก็ได้แต่เห็นใจ ชีวิตของเด็กหนุ่มมันคล้ายกับพล็อตละครหลังข่าวดีๆ นี่เอง
“บิดาของเจ้าเป็นถึงแม่ทัพ ไม่สิ...เวลานี้เขาเป็นถึงหัวหน้าองครักษ์พิทักษ์เมืองหลวงแล้วไม่ใช่หรือ คนมีความสามารถขนาดนั้นทำไมถึงได้หูเบาและไม่สืบหาความจริงก่อนที่จะตัดสัมพันธ์กับบุตรชายและภรรยา” เซี่ยลี่หยางหันไปถามซูอู๋หลาง “อู๋หลาง เจ้าคิดว่าเรื่องนี้มันแปลกไปหรือไม่”
ซูอู๋หลางได้ยินเซี่ยลี่หยางเรียกตนเองอย่างสนิทสนมก็รู้สึกดีใจ พี่ชายคนนี้ช่างไม่ถือตัวและเข้ากับคนง่ายจริงๆ แต่ก็เป็นนิสัยที่เขาชื่นชอบ “ไม่ว่าจะตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน แต่เมื่อได้ยินว่าตนถูกภรรยาสวมหมวกเขียวให้ ก็คงไม่มีใครยอมรับได้ทั้งนั้นขอรับ ผู้ชายคนนั้นพูดเสมอว่าเขาเชื่อใจท่านแม่ แต่เอาเข้าจริงกลับตรงกันข้าม”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ยังไงเขาก็ควรจะสืบหาความจริงก่อนไหมเล่า” เซี่ยลี่หยางส่ายหน้า “แต่ว่านะ ถึงเขาจะสงสัยว่าท่านแม่ของเจ้าสวมหมวกเขียวให้จนเขาต้องเขียนหนังสือปลดนาง แล้วเจ้าเล่า เจ้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย ฟังจากที่เจ้าเล่ามา ตอนที่เจ้าเกิด ก็เป็นเขาที่ไปเฝ้าท่านแม่ของเจ้าอยู่หน้าห้องคลอดไม่ใช่หรือ แสดงว่าเขาก็ต้องรักเจ้ามาก”
ซูอู๋หลางยิ้มเศร้า “ก็เพราะรู้ว่าเขารักถึงต้องทำให้เขาเกลียดข้าให้ได้อย่างไรขอรับ เพราะท่านแม่รู้ดีว่าหากปล่อยให้ข้าอยู่ในจวนหลังนั้นต่อไป ข้าคงถูกฮูหยินใหญ่และคุณชายใหญ่รังแก หรือแม้แต่ชีวิตของข้าก็อาจจะไม่รอด ท่านแม่บอกกับข้าว่าก่อนที่นางจะตาย นางจะส่งให้ข้าไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยให้ได้เสียก่อน นางถึงจะตายตาหลับ
ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าท่านแม่ตั้งใจจะทำร้ายตัวเอง ข้าจึงตอบตกลงออกไปโดยไม่ต้องคิด เพราะข้าหวังเพียงว่าชีวิตของเราสองคนแม่ลูกจะได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกันเสียที แม้วิธีการของท่านแม่จะแลกมากับชื่อเสียงที่เสียหายของตนเองหรือแม้ว่าข้าจะถูกตราหน้าว่าเป็นลูกชู้ ข้าก็ยินดีที่จะทำ
จากนั้นท่านแม่ก็มาซื้อบ้านหลังนี้แล้วกลับไปบอกกับท่านพ่อว่าแท้จริงแล้วข้าไม่ใช่ลูกชายของเขา ที่ผ่านมานางโกหกเขามาตลอด เมื่อรวมกับเหตุการณ์ที่ท่านแม่ถูกใส่ร้ายว่ามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนเลี้ยงม้า ท่านพ่อจึงเชื่อทันทีว่าข้าไม่ใช่บุตรของเขาและท่านพ่อก็เกลียดชังข้าเป็นอย่างมากขอรับ”
“แล้วการบาดเจ็บของเจ้าเกี่ยวกับท่านพ่อของเจ้าหรือไม่”
“ข้าคิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับเขาขอรับ ท่านพ่อเป็นคนที่ชอบทำอะไรซึ่งหน้า วิธีการลอบกัดเช่นนี้ย่อมไม่ใช่ฝีมือของเขา” ซูอู๋หลางกำหมัดแน่น “ข้ามั่นใจว่าเป็นฝีมือของคุณชายใหญ่ เพราะมีไม่กี่คนที่รู้ว่าวันนั้นเป็นวันที่ข้าต้องไปเคารพหลุมศพของท่านแม่ และเขาก็คือหนึ่งในนั้น”
“หากพี่ชายของเจ้ารู้ว่าเจ้ายังไม่ตาย เขาคงจะกลับมาเล่นงานเจ้าอีกแน่ๆ” เซี่ยลี่หยางทำท่าคิด
หลี่เหิงเยว่เห็นสามีคิดหนัก นางก็พอจะรู้แล้วว่าสามีอย่างช่วยเหลือซูอู๋หลาง นางจึงหันไปยิ้มกับน้องชายคนใหม่ “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ในเมื่อเจ้าขายบ้านหลังนี้ไปแล้ว อีกทั้งแผลของเจ้ายังต้องเปลี่ยนผ้าพันแผลและใส่ยาใหม่ทุกวัน เจ้าก็เดินทางไปพักที่อบอุ่นการแพทย์เสียก่อน ที่นั่นจะมีหมอและพยาบาลคอยดูแลเจ้าตลอดเวลา เพราะแผลของเจ้ายังต้องใช้เวลารักษาอยู่อีกหลายเดือนกว่าเนื้อที่ถูกตัดออกไปจะกลับมาสมานตัวดี เมื่อเจ้าหายดี ถึงตอนนั้นข้ากับท่านพี่ก็คงจะกลับจากเมืองหลวงแล้ว ส่วนเรื่องหลังจากนั้นเราค่อยมาหารือกันอีกทีว่าเจ้าอยากจะอยู่ที่เสียนโจวต่อ หรือว่าเจ้าอยากจะไปอยู่ที่ไหน”
“เช่นนั้นข้าขอขอบคุณท่านทั้งสองด้วยขอรับ แต่ว่า...” ซูอู๋หลางหันไปมองหวังซุ่นกับหวังซานก่อนที่เขาจะพูดกับเซี่ยลี่หยางอย่างเกรงใจ “หากข้าต้องพักอยู่ที่อบอุ่นการแพทย์ ข้าอยากรบกวนพวกท่านให้จัดหาที่พักให้กับลุงซุ่นกับอาซานเป็นการชั่วคราวได้หรือไม่ขอรับ ข้าไม่อาจละเลยพวกเขาทั้งสองคนได้”
“คุณชายไม่ต้องห่วงข้ากับอาซานหรอกขอรับ เราไปเช่าบ้านราคาถูกอาศัยอยู่ก่อนก็ได้ เมื่อก่อนตอนที่อยู่ค่ายทหาร ข้าก็เคยลำบากมาไม่น้อย นอนกลางดินกินกลางทรายก็ทำมาแล้ว” หวังซุ่นรีบบอก
“ข้าก็เช่นกันขอรับ ตอนที่ข้ายังเป็นเพียงทาสใช้แรงงาน ข้าก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายอะไร คุณชายไม่ต้องเป็นกังวลกับข้าเลยขอรับ” หวังซานรีบพูดขึ้นมาเช่นกัน
“เช่นนั้นก็ให้ลุงซุ่นกับอาซานไปพักที่บ้านสวนของข้าก่อนก็แล้วกัน ที่นั่นมีคนอยู่มากมาย หากกลัวว่าจะเบื่อ พวกเจ้าก็ไปช่วยงานท่านอาสี่ของข้าได้ ตอนนี้ที่สวนของข้ากำลังปรับปรุงสถานที่เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกกับสร้างโรงงาน ที่นั่นมีงานให้ทำเยอะทีเดียว รับรองว่าพวกเจ้าไม่มีวันเบื่ออย่างแน่นอน และข้าก็ไม่ได้จะให้พวกเจ้าทำงานให้เปล่าๆ หรอกนะ ข้าจะมีเงินเดือนให้ด้วย แต่ทั้งหมดมันก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเจ้า หากพวกเจ้าไม่สะดวก พวกเจ้าจะไปหาเช่าบ้านอยู่เองก็ได้” เซี่ยลี่หยางเสนอ
“ในเมื่อมีงานให้ทำแล้วทำไมเราสองคนต้องไปเช่าบ้านให้สิ้นเปลืองด้วยขอรับ ขอบคุณคุณชายลี่หยาง” หวังซุ่นรีบตอบรับ
“ในเมื่อทุกอย่างลงตัวแล้วก็ดี เพราะพรุ่งนี้ข้ากับเยว่เยว่ก็จะเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว ส่วนทางเสียนโจวก็ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะเขียนจดหมายให้เจ้าถือติดมือไปด้วย” เซี่ยลี่หยางบอก
“ข้าจะเตรียมน้ำยาล้างแผลและเตรียมยาสำหรับทานไว้ให้เจ้าจำนวนหนึ่ง รออีกสักสองสามวัน เจ้าก็รีบเดินทางไปที่เสียนโจว การรักษาจะได้ทำอย่างต่อเนื่อง” หลี่เหิงเยว่หันไปบอกซูอู๋หลาง
“ขอบคุณพี่สะใภ้มากขอรับ” ซูอู๋หลางตอบรับ
“อู๋หลาง ในเมื่อเจ้าเคยอาศัยอยู่เมืองหลวงมาก่อน เจ้าพอจะรู้สถานการณ์ในเมืองหลวง หรือพอจะรู้เรื่องราวของเซวียนอ๋องบ้างหรือไม่” เซี่ยลี่หยางถามขึ้น
“ท่านอยากรู้เรื่องของเซวียนอ๋องหรือขอรับ?”
“อืม...เจ้าพอจะเล่าเรื่องของเขาให้ข้าฟังได้หรือไม่”
ซูอู๋หลางยิ้ม “ย่อมได้แน่นอนขอรับ เพราะในเมืองหลวงไม่มีใครไม่รู้จักเซียนอ๋อง แม้แต่เซวียนอ๋องซื่อจื่อก็มีชื่อเสียงโด่งดัง ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นอ๋องนอกราชวงศ์ แต่จวนเซวียนอ๋องกลับได้รับความนับถือจากประชาชนเป็นอย่างมาก เป็นเพราะกองทัพของพวกเขาเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นต้าเยี่ยน”
“เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาอีกบ้าง”
ซูอู๋หลางทำท่าคิด “ข้าเคยได้ยินมาว่าจวนเซวียนอ๋องอาจจะถูกส่งออกไปอยู่ในพื้นที่ศักดินา แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าพื้นที่ศักดินานั้นอยู่ที่ใดเช่นกันขอรับ”
“ออกไปอยู่ในพื้นที่ศักดินาอย่างนั้นหรือ?” เซี่ยลี่หยางกอดอกพร้อมกับขมวดคิ้ว “การถูกส่งออกไปอยู่ในพื้นที่ศักดินา หากไม่มีความดีความชอบก็หมายความว่าพวกเขาอาจจะถูกลดอำนาจ”
“แต่ฮ่องเต้พระองค์นี้เปี่ยมด้วยพระปรีชา ไม่เหมือนกับอดีตฮ่องเต้ที่มักจะหวาดระแวงข้าราชบริพาร ข้าคิดว่าที่จวนเซวียนอ๋องได้รับมอบพื้นที่ศักดินา คงหมายถึงการประทานรางวัลมากกว่า” ซูอู๋หลางถอนหายใจ “น่าเสียดายที่จวนแม่ทัพเสิ่นถูกทำลายไปก่อน หากพวกเขายังยืนหยัดมาได้จนถึงรัชสมัยนี้ แคว้นต้าเยี่ยนของเราก็จะมีกองทัพที่แข็งแกร่งเพิ่มอีกหนึ่งกองทัพ และพวกเขาก็คงจะรุ่งโรจน์เหมือนจวนเซวียนอ๋อง”
“เจ้ารู้เรื่องของจวนแม่ทัพเสิ่นด้วยหรือ?” เซี่ยลี่หยางถามขึ้นอย่างสนใจ
“ข้าก็ไม่รู้อะไรมากนัก เพียงแค่เคยได้ยินท่านปู่กับท่านพ่อมักจะบ่นเสียดายกองทัพตระกูลเสิ่นเท่านั้นขอรับ”
“เอาล่ะ ข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าแล้ว เจ้านอนพักต่อเถอะ” เซี่ยลี่หยางบอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายอ่อนเพลียเต็มทีแล้ว
“พรุ่งนี้ก่อนที่พวกท่านจะออกเดินทาง ท่านจะมาหาข้าก่อนหรือไม่ขอรับ” ซูอู๋หลางที่ง่วงจนตาจะปิดกลับตาสว่างขึ้นมาทันทีที่ได้ยินว่าเซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่กำลังจะกลับ เขายังอยากสนทนากับพี่ชายและพี่สาวคนใหม่อยู่เลย
หลี่เหิงเยว่ยิ้ม อย่างไรก็เป็นเด็กหนุ่มอายุแค่สิบห้าปี แม้บุคลิกจะดูเข้มแข็งและห้าวหาญ แต่ในใจก็ยังโหยหาความรักอยู่ดี “พรุ่งนี้ก่อนออกเดินทาง เราจะมาหาเจ้าก่อน และจะเตรียมอาหารไว้ให้พวกเจ้าเอาไว้กินระหว่างเดินทางไปเสียนโจวด้วย”
“ข้าไม่ได้ต้องการอาหารนะขอรับ ข้าแค่อยากเจอพวกท่านก่อนเท่านั้น” ซูอู๋หลางรีบอธิบาย
“พี่สะใภ้ของเจ้าทำอาหารอร่อยมากนะ และที่นางเสนอมาอย่างนี้ก็เท่ากับว่านางยอมรับเจ้าเป็นน้องชายแล้ว” เซี่ยลี่หยางเดินไปตบไหล่ซูอู๋หลางเบาๆ “ได้เจอกันนับเป็นโชคชะตา ถูกใจและคบหากันได้นับเป็นวาสนา เอาไว้ข้ากับเยว่เยว่กลับมาจากเมืองหลวงเมื่อไหร่ หวังว่าเราจะได้เจอกันที่เสียนโจวนะ”
“ขอรับ ข้าจะรอพวกท่านอยู่ที่เสียนโจว” ซูอู๋หลางยิ้มเต็มหน้า พี่ชายและพี่สะใภ้ช่วยชีวิตเขา ทั้งยังดีกับเขายิ่งกว่าคนในครอบครัว ไม่ต้องเสียเวลาคิดอีกแล้ว เขาจะใช้ชีวิตต่อไปที่เสียนโจว