บทที่ 1 เด็กชายผู้ลึกลับ

แว่วเสียงขลุ่ยนั้นยลยินลิ่วแล่นไปตามสายลม่เวลาเป็ยามสนธยาก็จริง แต่อาทิตย์นั้นคล้อยตกไปแล้ว ทำให้บรรยากาศลม้ายคล้ายมืดค่ำนกป่าเขาลำเนาไพร ล้วนบินถลาเร่งกลับรัง แต่มีนิมิต บอกเหตุเป็หมู่ดาวรามาวงศ์ร่วงหล่นจากนภาฟ้ากันทั้งหมู่ดาราจักรเป็ประจักษ์ไปทั่วพิภพแห่งมนตรา เหล่าโหราแห่งวิทยาลัยตรรกศิลา จึงรวมกลุ่มประชุมหมู่ปราชญ์พยากรณ์…
“ท่านปราชญ์มหาเทพวิทูรณ์ !”เสียงแว่วแผดอย่างชรา เพรียกะโเข้าไปยังสถาปัตยกรรมมหึมาสีแดงก่อสร้างจากศิลาแลง ด้วยศิลปกรรมคลับคลา ศาสนสถานของอินเดีย แต่แท้แล้วที่นี่ คือวิทยาลัยแห่งเหล่านักปราชญ์มหาเวทย์ นามว่า “วิทยาลัยตรรกศิลา”
ชายผู้นั้นเพรียกต่อปรมจารแห่งเหล่านักปราชญ์นามว่า “มหาเทพวิทูร” ผู้มีหนวดเคราสีขาวยาวเฟิ้มเฟื้อยประปิดทั้งร่างจนมิดบ่งบอกถึงสังขารอันยาวนานหลายร้อยปี
“ข้าเห็นหมู่ดาวรามาวงศ์ ร่วงหล่นจากท้องนภา ท่านมหาเทพ เป็ประจักษ์กันไปทั้งใต้หล้า”
“ถึงเวลาแล้วปราญช์มูรติ เ้าจะต้องออกตามหา มรกตสีทับทิม …จงไปทำภารกิจของเ้า”
ค่ำคืนวันนั้นจุดประกายภารกิจแก่เขา ปราชญ์มูรติ จักต้องทำภารกิจนั้นให้สำเร็จ… เขาจะต้องออกตามหามรกตสีทับทิม
.
.
.
ผ่านคืนนั้นล่วงเลยมากว่าห้าปีแล้วที่ปราชญ์มูรติกับศิษย์ออกดั้นด้นเดินทางจากมัชฌิมทวีป ไล่มาทางใต้จนถึงกาฬทวีป ยังแคว้นบ้านนอกอย่าง “แคว้นกุลี”อันเป็นครค้าทาสและแรงงานชั้นต่ำ ด้วยเป็ดินแดนที่คล้ายดังถูกสาปส่งทำให้ดินแดนแห่งนี้แห้งแล้งไม่อาจทำการเพาะปลูกอะไรได้เลย และสินค้าส่งออกอย่างเดียวของเมืองนี้ก็คือ “คน”
“ท่านอาจารย์ ข้าคิดว่าการมาที่นี่ เราคงจะไม่มีทางค้นพบ มรกตสีทับทิมหรอก”
“เอาน่าถึงยังไงที่นี่ก็เป็ท่าการค้าที่ใหญ่ที่สุดในกาฬทวีปแล้วล่ะ พรรณศิษย์ข้า” ท่านอาจารย์ตอบเขาเป็อาจารย์ผู้มองโลกในแง่ดีเสมอ
ส่วนพรรณผู้เป็ลูกศิษย์ค่อนจะเป็พวกไม่ชอบคิดอะไรให้มันง่ายๆ นั่นเป็เหตุให้เขาคิดว่า ไม่อาจจะหามรกตสีทับทิมได้ในที่แห่งนี้ วัตถุในตำนานสิ่งล้ำค่าตามคำทำนายที่ว่า “วัตถุชิ้นนี้จะนำความสมดุลมาสู่วรรณภพ”
อย่างไรก็ดี ลูกศิษย์อย่างพรรณก็พอจะยิ้มขึ้นมาได้บ้างเมื่อหันไปแลเห็น โชว์ระบำหญิงสาวที่กำลังวาดลวดลายบน แท่นประรำกลางแจ้งพวกเธอนั้นร่ายรำเพื่อเล่นเล่ห์กับ งูเห่าสิ่งที่ได้เห็นนั้นไม่ใช่ว่าจะได้เห็นง่าย ๆ เพราะนั่นเป็ เคล็ดวิชา “เมียงู”ซึ่งผู้เป็อาจารย์อย่างปราชญ์มูรติ ก็พอจะรู้จัก เพราะเขาเคยเกิดทันสมัยที่พวกสำนักเมียงู คลองอำนาจ จนสร้างความหวาดหวั่นไปทั่วพิภพแต่ยามนี้พวกเธอเป็เพียง พวกเร่ร่อนไร้สำนักหลังจากสำนักของพวกนางถูกทำลายลงไม่เหลือซาก
“ท่านอาจารย์ ข้าขอไปดูโชว์ที่นั่นหน่อยนะท่าน” พรรณเอ่ยอย่างกระตือรือร้นแน่นอนท่าทางการเต้น แม้จะเป็โชว์เพื่อเย้ายวนอสรพิษก็จริงหากแต่ยังไปเย้ายวนสายตาของพรรณอีกด้วย พวกเธอนั้นก็พอจะมองออกว่าพรรณ ไม่ใช่คนในนครชั้นต่ำนี้เพราะคนเมืองกุลีนั้นจะมีผิวสีแดงกับลายสักสีฟ้าเป็เอกลักษณ์ แต่พรรณนั้นเป็คนจากลักษณ์นครทำให้ผิวของเขาออกไปทางสีอำพัน ถ้าหากได้ต้องแสงจากไฟเพลิงผิวของเขาจะสะท้อนมันดั่งทองคำ ซึ่งนั่นเป็เหตุให้ชาวลักษณนครไปแห่งหนใดก็มักได้หญิงหลับนอนเสียทุกที่ และคนอย่างพรรณนั้น เก็บแต้มมาแล้วแทบจะทั้งวรรณภพและที่เมืองนี้ก็เช่นกัน เขาก็ยังคงอยากได้ หญิงสำนัก “เมียงู” มาเก็บไว้ในคอลเล็กชั่นของเขาบ้าง
สองสายตาของเขาจับจ้องไปตาม ผิวอันวาวมันจากการที่พวกนางระบำพวกนั้น ราดอาบน้ำมันมะกอกจนท่วมตัวสายตาของพวกเธอก็ยียวนมายังพรรณไม่วางตา ในมโนภาพของพรรณแทบจะอยากเข้าไปสุมตัวท่ามกลางหมู่อิสตรีอยู่แล้วและเขาเตะตาเข้าให้กับนางระบำนางหนึ่ง เธอผมสีดำสนิท สายตาคมกริบแม้จะดูร้อยเล่ห์มายา แต่มองแล้วมากล้นเสน่เหลือเกิน เขาอดใจไม่ไหวเห็นโอกาสที่อาจารย์มัวแต่ไปตามแผงขายของสินค้า เขาเข้าซื้อบริการจากนายทาสนางระบำพวกนี้โดยทันที
ส่วนยามนี้ผู้เป็อาจารย์ก็กำลังวุ่นอยู่กับการตามหามรกตสีทับทึมตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา
“พวกปราชญ์จากตรรกศิลา มาทำอะไรแถวกาฬทวีป”เสียงอันทุ้มต่ำ ของพ่อค้าขายของล้ำค่า เอื้อนเอ่ยต่อปราชญ์มูรติขึ้นอย่างกระสันอยากรู้
“ข้ามีกิจแห่งปราชญ์ ข้ามาเพื่อตามหามรกตที่มีสีแดงดุจดังทับทิม เ้าพอจะหาให้ข้าได้บ้างไหม” ปราชญ์มูรติเอ่ยตอบการที่ปราชญ์เข้ามาในเมืองกุลีเช่นนี้ มิแปลกที่เขาจะตกเป็เป้าสายตาเพราะเหล่านักปราชญ์นอกจากความชำนิชำนาญเื่เวทมนตร์แล้ว มักจะมีของล้ำค่า เป็บรรดาเครื่องรางติดตัว
“มรกตสีแดง ท่านล้อข้าเล่นหรือไงท่านนักปราชญ์มรกตที่ไหน ๆ ก็มีแต่สีเขียว แต่ถ้าหาอะไรสีแดงเทือกนั้น ที่ข้าพอจะนึกออกก็มีแต่ทับทิมสยาม จากสุวรรณภูมิ ว่าแต่ท่านสนใจเครื่องประดับพวกนี้ด้วยรึ”เขาตอบอย่างหยั่งเชิง นิสัยพ่อค้าที่ขอรู้ข้อมูลอะไรสักเล็ก ๆ น้อย ๆก็เพื่อจะเอาข้อมูลพวกนี้ไปขายให้คนที่สนใจ และพวกปราชญ์ย่อมเป็ที่สนใจในเื่ข้อมูลเพราะพวกนี้มีความลับมากกว่าใครในวรรณภพ
“นั่นไม่ใช่ที่ข้าตามหาและดูเหมือนเ้าจะไม่มีมันด้วย” ปราชญ์มูรติตอบเขาต้องรีบออกไปจากการเป็เป้าสายตาอยู่แบบนี้ แต่เพียงแค่หันหลังควับร่างกำยำก็มายืนล้อมวงอยู่รายล้อมแล้ว ปราชญ์จากตรรกศิลานั้นไม่คู่ควรที่จะเสียเวลามาปะทะกับพวกโจรกระจอกและปราชญ์อย่างมูรติคิดทางหนีทีไล่เอาไว้เป็อย่างดีแต่ติดอยู่อย่างถ้าเขาจะใช้เวทย์หลบหนีออกไปจากเมือง ก็ต้องใช้พรมวิเศษแต่ติดอยู่เพียงว่า พรมนั้นดันเอาไปฝากไว้กับศิษย์อย่างเ้าพรรณที่ไม่รู้ว่าหายหัวไปไหน
“พรรณ! เอ็งไปอยู่ที่ไหน!”ปราชญ์มูรติเค้นเสียงะโ และก็เหมือนทุกครั้งศิษย์คนนี้ไม่เคยอยู่อย่างถูกที่ถูกเวลาเลยสักครั้ง
“แกจะไปทางไหนไอปราชญ์แก่ ข้าก็อยากจะลองฝีมือกับพวกปราชญ์มานานแล้ว ร้อยวันพันปีก็มีเอ็งนั่นแหละที่โง่ดักดาน เข้ามาตายถึงที่เมืองกุลีนี่ ไหนข้าได้ยินว่าพวกปราชญ์นี่มันมีของดีเยอะนี่หว่าแค่ถลกเอายันต์พวกเอ็งไปขายก็คุ้มแล้ว” โจรกระจอกข่มขู่ ตัวของโจรพวกนี้สูงใหญ่และแดงเข้มกร้านแดด สมกับเป็ชาวกุลีจริง ๆ
“เ้าไม่รู้กันหรือไงปราชญ์เช่นข้า ล้วนเป็นักพรตและผู้บำเพ็ญศีลเ้าจะฆ่าผู้บำเพ็ญภาวนาได้ลงคอเชียวหรือ”
“แค่นี้เ้าก็ปดข้าแล้วไอปราชญ์แก่ ข้าเห็นศิษย์เ้าพึ่งซื้อนางโสเภณีไปอยู่เลย นี่นะผู้บำเพ็ญศีล ถุ้ย!!”
“ศิษย์ข้ามันไม่ค่อยเคร่งเท่าไหร่น่ะ” ครานี้อาจารย์ปราชญ์พูดเสียงเบาขึ้นมาเชียว
“อย่ามัวเล่นลิ้นดีกว่าไอ้แก่ เฮ้ยจัดการ!!”
เฮ้อ… หนึ่งคำแก่สองคำแก่ อายุข้าแค่สี่สิบ… ดูแก่ถึงเพียงนั้นเชียว แต่กระนั้นก็เถอะคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วสินะ เห็นทีจะต้องสั่งสอน พวกโจรตัวใหญ่พวกนี้สักหน่อย… มูรตินึกคิด
พวกโจรกว่าสิบคนย่างเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัว อาวุธของพวกมันคือ ลูกตุ้มเหล็ก เหวี่ยงสะบัดเป็วงพร้อมที่จะทุบเข้าใส่ หนึ่งร่างปราชญ์วัยสี่สิบผู้ดูแก่ด้วยเพราะผมอันเป็สีขาวโพลน
ตึ้ง!!ลูกตุ้มโบกลงพื้นอย่างแรง พวกโจรพวกนี้เห็นทีจะไม่ใช่โจรกระจอกธรรมดาแต่มีแรงกำลังมหาศาล จนทำเอาฝุ่นดินที่พื้นกระเจิงแตกกระจาย
…อย่างนี้ก็เข้าทางข้าสิ ปราชญ์นักเวทย์เห็นว่ายิ่งดีที่ฝุ่นทรายพวกนั้นจะช่วยกำบังร่างตนเพียงการปรายมือ ฝุ่นดินก็หมุนวนไปรอบ ๆ ราวกับว่ามีลมพายุขนาดย่อม ๆหมุนติ้วอยู่ตรงนี้
ปราชญ์มูรติเลื่อนมือลากจากขวาไปซ้ายอย่างถี่เร็วก็เหมือนกับเข้าไปเร่งแรงหมุนของพายุราวกับว่าเป็การออกแรงผลักม้าหมุนยังไงยังงั้น
พวกโจรเริ่มถูกฝุ่นดินสาดซัดเข้าตาด้วยลมแรงปะทะเข้าตาพวกมัน ทำให้รายล้อมปราชญ์ผู้นี้เต็มไปด้วยเสียงระทวยแสบตา แต่พวกมันก็ยังไม่วางมือ มีบางคนพุ่งตัวเข้ามาฝ่าพายุในวงโล่งเพื่อเผชิญหน้ากับปราชญ์ผู้นี้
อาวุธของโจรพวกนี้ เป็ลูกตุ้มซึ่งต้องอาศัยโมเมนตัม ช่วยออกแรงเข้าไปอีกมูรติรู้ว่าอาวุธที่พึ่งพาแรงแบบนั้น ไม่มีทางสู้เขาได้ เขาพละมือเพียงครั้งเดียวก็มีลมตีแรงเข้าไปก่อกวนการหมุนของลูกตุ้มจนมันลอยคว้างเข้าฟาดสะบั้นใส่ที่หัวเหม่งของโจรพวกนั้น จนล้มแอ้งแม้ง
มูรติใช้กลยุทธ์เช่นนี้กับโจรที่ฝ่าลมหมุนเข้ามาได้ทีละคน ก็เอาชนะโจรพวกนั้นได้อย่างง่ายดาย
“โถ่วพวกโจรกระจอก แต่ก็เล่นเอาซะเหนื่อยอยู่เหมือนกัน แล้วไอศิษย์หน้าหม้อมันหายหัวไปไหนของมัน” ปราชญ์มูรติ พอจะรู้เพียงว่าศิษย์หลงไปในแหล่งโลกีย์ …เห็นทีถ้าข้าเจอมันจะเพ่งกระบาลมันสะให้เข็ด
ฝ่ายของศิษย์ตัวดีก็ได้เสียกับแม่หญิงโสเภณีไปแล้ว และกำลังนอนในห้องหับรับแขกอย่างสบายอารมณ์จนลืมอาจารย์ตนไปแล้ว
หากแต่นิทรารมณ์นั้นถูกขัดด้วยเสียงตวัดดาบเข้าเนื้อ ดังมาจากด้านนอกห้อง น่าจะมาจากหน้าโรงโสเภณีด้วยสัญชาตญาณ เสียงนั้นปลุกทั้งพรรณทั้งโสเภณีนั้นตื่นขึ้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นข้างนอก”พรรณถามไถ่ นางโสเภณี เธอไม่ตอบแต่เธอเพียงเพ่งมองอย่างตั้งใจไปที่ต้นเสียงก่อนพูด “พวกมันตามมาถึงที่นี่จนได้”
พรรณไม่รีรอเขาลุกออกไปดูเหตุการณ์ที่ด้านนอกมีม่านบังเอาไว้ทำให้มองเห็นแต่เพียงฝ่ายพวกนางโลม และนางระบำกำลังต่อสู้กับบางอย่างที่กำลังพยายามจะฝ่าเข้ามายังสำนักนางโลมแต่สิ่งนั้นมีอำนาจมาก อย่างที่พรรณเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเขาเห็นพวกนางโลมถูกผลักกระเด็น จนเืกระอักตายไปหลายคน
“อย่าให้มันได้เด็กไป!!” แม่เล้าผู้เป็บัณเฑาะก์(กระเทย)ผู้เป็นายแห่งสำนักนางโลมแห่งนี้ สั่งพวกนางทั้งหลาย ให้ออกไปสู้จนตัวตาย แต่พวกมันฝ่าเข้ามาจนได้ และบัณเฑาะก์คนนั้น ก็ตายตกไปตามพวกนางโลมคนอื่น ๆ
แต่แล้วพรรณก็รู้สึกถึงมือมาแตะที่ไหล่เขาชักกริชในมือขึ้นมาป้อง พร้อมหันไปด้านหลัง
เป็แม่หญิงโสเภณีคนนั้นเธอจูงเด็กคนนึง เป็เด็กชายผิวสีทองเหมือนกับพรรณ
พรรณเห็นผิวสีอำพันของเด็กหนุ่มคนนี้เขารู้ทันทีว่าเด็กหนุ่มนี่เป็ชาวลักษณ์นครเช่นเดียวกับเขา …แต่เขามาทำอะไรในเมืองชั้นต่ำเช่นนี้แล้วยังมาอยู่ในโรงนางโลมอีก
“เด็กคนนี้เป็ใคร”
“ช่วยเขาพาเขาไปจากที่นี่ …ได้โปรด” เธอคุกเข่าต่อหน้าพรรณ และเกาะกุมมือของพรรณไว้แน่น
“ขะ..ข้าไม่เข้าใจ” พรรณเอ่ยพร้อมเสียงฝีเท้าที่ฟังดูหนักอึ้ง ดังมาจากด้านหลังเขา
“ท่านปราชญ์ข้าขอร้อง” นางโสเภณีเริ่มน้ำตาไหลพราก และเธอรู้ดีว่ากำลังจะสายเกินไปเธอวิ่งออกไปจากตรงนี้ มุ่งหน้าเข้าหาเ้าสิ่งซึ่งสังหารนางโลมทั้งหมดเมื่อตะกี้นี้ไปนั้น
พรรณหันไปมองเ้าสิ่งนั้นไม่ใช่เผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่เป็พวกั์ร่างของมันสูงใหญ่กว่าสองเมตรครึ่ง ทั้งยังกำยำแข็งแรง มันไม่ได้มาเพียงตัวเดียวผิวของพงศ์พันธุ์พวกมันมีทั้งเขียว แดง หรือเหลือง เป็สีที่จัดจ้านจนมองแต่ไกลก็รู้ได้ว่าพวกมัน คือ พวกั์
…พวกั์มาทำอะไรที่นี่มันออกมาจากเกาะลงกากันทำไม… พรรณนึกคิดเพียงแวบเดียว หญิงโสเภณีคนนั้น ก็ถูกพวกมันฟันสะบั้นตายลงตรงหน้า
“เอาศพนังพวกนี้ไปทิ้งให้หมดเราต้องได้ตัวเด็กคนนั้น” ั์หัวหมู่ของพวกมันพูดขึ้น เสียงของมันแผดผ่านเขี้ยวจนฟังดูน่าหวาดหวั่น
“ไอหนู เอ็งยืนอยู่ตรงนี้เอาไว้เข้าใจนะ” พรรณเอ่ยกับหนุ่มน้อย เด็กหนุ่มนั่นพยักหน้าตอบรับ
พรรณแอบเข้าไปดักฟังพวกั์นั้นคุยกันกลิ่นนางโลมที่ตายพวกนั้น ทำให้ั์พวกนี้แยกกลิ่นไม่ถูกพวกมันง่วนอยู่กับการเอาศพออกไป เพื่อให้มันใช้ประสาทรับกลิ่นได้สบายกว่านี้
“หัวหน้า ท่านท้าวไมยราพมีสารมาถึงท่าน”ั์หัวหมู่ออกไปตามที่ถูกเรียก พรรณได้แต่แอบตามไปอย่างเงียบ ๆ
“ท่านอาจารย์ท่านประสงค์ให้ข้าทำการอันใด” ั์หัวหมู่ตนนั้น เอ่ยต่อหน้ากระดาษอันว่างเปล่าซึ่งพรรณรู้ดีว่านั่นเป็วิธีส่งสารแบบโบราณ มีเพียงพวกั์เท่านั้นที่ยังใช้
“กรรมสูร ข้า้าให้เ้ากลับไปที่ลงกาพวกเรา้าพรรคพวกให้ได้มากที่สุด เ้าคงรู้ พิเภกใกล้จะตายเต็มทีส่วนที่ข้าสั่งให้เ้าหา ให้หยุดเอาไว้ก่อน”
“พิเภก” พรรณหลุดพูดออกมาจนเ้าั์กรรมสูร ได้ยินเข้าพร้อมหันหน้ามา
“เฮ้ย นั่นใคร”เสียงของกรรมสูรแผดผ่านลำเขี้ยวงอใหญ่ มีเสียงกระด้างแข็งแผดน่าหวาดหวั่น ตอนนี้มันรู้แล้วว่าพรรณอยู่ที่นี่เขาต้องรีบหลบหนี แต่แล้วเมื่อหันไป มีพวกั์ยืนประจันกรูกันเข้ามาหาเขาไม่มีทางที่พรรณจะสู้พวกนั้นไหว เขาไม่ได้มีวิชาแก่กล้ามากพอ แต่เขานึกออกได้ว่าตนมีพรมวิเศษของอาจารย์ จะพาเขาออกไปจากสถานการณ์อันแสนขับขันนี้ได้ เขาไม่รีรอดึงผ้าที่คลุมหลังเขาอยู่ออกมา ผ้าสีขาวนั้นมันลอยเคว้งคว้างมันกางขยายออกห่อหุ้มร่างของพรรณและเด็กหนุ่มนั้นไว้โดยทันที
ผ้าสีขาวลอยบิด เป็เหมือนห่อผ้าธรรมดาราวกับว่าไม่ได้ห่อหุ้มสิ่งใดอยู่เลยก่อนที่มันจะลิ่วชนออกไปจากกระโจมนางโลมแห่งนี้โดยทันที
ภายในผืนผ้าขาวที่กำลังลอยไปอยู่นั้นมองภายนอกขนาดของมันเท่ากับธงธรรมดาที่ลอยไปในยามค่ำแต่ภายในผืนผ้านั้นเป็กระโจมขนาดใหญ่ มีหลายห้องหับภายในพื้นผ้านี้น่าอัศจรรย์นัก