เมื่อหลงเซียวเหยาจัดการกับกลุ่มศิษย์สายนอกของสำนักิญญาได้สำเร็จโดยไม่สะทกสะท้าน
ร่างของเขาก็หมุนตัวกลับพร้อมยกยิ้มอย่างผ่อนคลาย แล้วก้าวเดินฝ่าฝูงชนที่ล้อมมุงดูเหตุการณ์อยู่โดยไม่จะหันกลับไปมอง ด้วยท่วงท่าอันมั่นใจและดวงตาที่มุ่งตรง ราวกับว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรเลยสักนิด
การแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการต่อสู้ที่เหนือชั้นกว่าศิษย์ของสำนักได้อย่างหมดจดและตรงไปตรงมา
มันย่อมสร้างแรงกระเพื่อมในจิตใจของผู้คนที่ได้เห็นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ทั้งยังทำให้รัศมีแห่งโชคชะตาที่ล้อมรอบกายของหลงเซียวเหยาดูจะสว่างไสวยิ่งกว่าก่อนหน้า
ท่ามกลางสายตาหลากหลายคู่ที่จับจ้อง ร่างของเขาเดินผ่านราวกับขุนเขาที่ไม่เคยสั่นไหวต่อสายลมเลยก็ว่าได้
“ไอ้เวรนั้น..”
ด้านหลัง เสียงฟึดฟัดด้วยความโกรธของศิษย์สำนักิญญาที่เพิ่งถูกกระแทกแขนจนหักยังคงแว่วให้ได้ยินอยู่เบาๆ
ชายหนุ่มคนนั้นยกมือข้างซ้ายมากุมแขนข้างขวาที่บิดเบี้ยวผิดรูปเอาไว้อย่างแ่า
ใบหน้าเขาซีดเผือดไปด้วยความเ็ประคนความอับอาย ความอัปยศที่ถูกผู้ฝึกตนไร้สังกัดผู้หนึ่งซึ่งมีเพียงระดับหลอมกายาขั้นเจ็ดโจมตีจนาเ็เช่นนี้นั้น เป็สิ่งที่เกินกว่าจะกลืนกล้ำลงได้โดยง่าย
“บัดซบ! เป็แค่ระดับหลอมกายาขั้นเจ็ด แต่กล้าลงมือกับพวกเรา! มันไม่รู้หรือยังไงว่าพวกเราเป็เพียงศิษย์สายนอกเท่านั้น!”
เขาคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ข่มกลั้นความเ็ปอย่างถึงที่สุด พร้อมทั้งพ่นโลหิตออกมากองหนึ่งรดพื้นอย่างโกรธเกรี้ยว
ศิษย์อีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันรีบเข้ามาประคองร่างของเขาด้วยความเร่งรีบ ดวงตาของทั้งสองเต็มไปด้วยแววขุ่นเคืองและขุ่นข้องใจ
“ถูกต้อง เป็เพียงผู้บำเพ็ญเพียรที่ไม่มีสังกัด แต่กล้าลงมือกับพวกเราเช่นนี้..”
“ถึงตอนแรกเขาจะไม่ผิด แต่ยังไงการลงมือทำร้ายผู้อื่นจนได้รับาเ็หนักก็ไม่อาจยอมรับได้เด็ดขาด!”
หนึ่งในนั้นกล่าวขึ้นพลางหันไปมองไล่หลังหลงเซียวเหยาที่กำลังจะลับหายไปจากสายตาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต
“ไปแจ้งเื่นี้กับท่านผู้าุโเถอะ! หากเป็ท่าน ท่านจะต้องคืนความเป็ธรรมให้กับพวกเราแน่นอน!”
เมื่อกล่าวจบ พวกเขาก็ไม่รอช้า รีบพยุงเพื่อนผู้ได้รับาเ็พร้อมกับเดินออกจากฝูงชน
มุ่งหน้าไปยังจุดที่สำนักิญญาใช้เป็ที่พักผ่อนและรวมพลในทันที
ขณะที่เื่ราวตรงหน้ากำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บนชั้นสามของโรงเตี้ยมร้อยั
ร่างของหลัวหยางในชุดคลุมยังคงยืนพิงกรอบไม้ด้วยสีหน้าแปลกประหลาด ดวงตาของเขาที่เฝ้าสังเกตเหตุการณ์ั้แ่ต้นจนจบกลับมีประกายบางอย่างวูบวาบอยู่ลึกภายใน
“พวกมันตรรกะแปลกๆนะ?”
เขาพึมพำออกมาประหนึ่งตั้งคำถามกับตรรกะที่ไม่สอดคล้องของพวกคนเ่าั้
“ลงมือกับเขาก่อนแท้ๆ ทว่าเมื่อโดนสวนกลับจนาเ็ก็จะให้คนเื้ัมาลงมือแทนอย่างนั้นหรือ?”
ขณะที่ยังครุ่นคิด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในห้วงจิตของเขา น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความยียวนและเจนจัดอย่างที่คุ้นเคย
【เหอะๆ ทำตัวให้คุ้นชินเอาไว้ซะไอ้ศิษย์รัก】
【เื่แบบนี้เกิดขึ้นได้บ่อยๆ สู้ไม่ได้ก็ไปเรียกคนที่แข็งแกร่งกว่ามา】
【แล้วเมื่อไอ้คนที่เรียกมาสู้ไม่ได้อีก มันก็จะไปเรียกไอ้คนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ามาต่อ เป็วงเวียนวัฏจักรเช่นนี้อย่างไม่รู้จบ】
【เอ่อ.. มันเรียกว่าอะไรนะ ศักดิ์ศรีของพวกอ่อนแอ ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ไง】
【ไอ้พวกขั้วอำนาจส่วนใหญ่ก็เป็เช่นนี้แหละ หวาดกลัวผู้แข็งแกร่งแต่ชอบลงมือกับผู้อ่อนแอ】
【แล้วเราก็จะเป็แบบนั้นเช่นเดียวกัน ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้หรอกเฟ้ย ถ้ามีเื้ัทำไมจะไม่ใช่ละ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า】
เสียงของระบบที่เป็เสมือนอาจารย์ลี้ลับของหลัวหยางกล่าวออกมาอย่างเย้ยหยันไม่ปิดบัง
แววถากถางในน้ำเสียงนั้นเหมือนเฝ้าดูละครตลกเื่หนึ่งที่ถูกนำกลับมาเล่นซ้ำอย่างน่าเบื่อหน่าย
【ทว่ายังไงก็ตาม ไอ้เ้าหลงเซียวเหยาผู้นี้ก็ดูมั่นหน้ามั่นโหนกและหยิ่งพอตัวเลยทีเดียว คิดว่าตัวเองได้รับการฝึกฝนจากจิติญญาของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แล้วจะสูงส่งกว่าคนรุ่นเดียวกันอย่างนั้นหรือ มุมมองของมันคงจะเหนือกว่าคนทั่วไปอยู่ไม่น้อย】
【คิดว่ายังไงละศิษย์รัก! เ้านี่น่าจะโดนพวกเราสังหารเพื่อกลืนกินโชคชะตาจริงๆนะว่าไหม?】
คำพูดสุดท้ายของระบบเต็มไปด้วยการประชดประชันที่ไม่กระทั่งจะปิดบัง
หลัวหยางไม่ได้ตอบกลับทันที เพียงยกยิ้มที่มุมปาก
ขณะหรี่ตาลงมองร่างของหลงเซียวเหยาที่กำลังก้าวลับหายเข้าไปในซอยด้านหนึ่งของเมือง
ก่อนที่ชายหนุ่มจะเริ่มแสดงความ้าออกมา มือของเขายกขึ้นปิดปากเล็กน้อย แล้วจู่ๆก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากตนเองอย่างช้าๆ สายตาสีแดงฉานนั้นปรากฏแววเรืองรองอันลึกล้ำ ราวกับนักล่าผู้เฝ้ามองเหยื่อด้วยความละโมบและหื่นกระหาย
“แน่นอนท่านอาจารย์..”
“เ้านั่นน่ะ.. ควรถูกข้ากลืนกินโชคชะตาจริงๆ”
คำพูดนั้นเจือไปด้วยเจตนาแน่วแน่และความแน่ใจอย่างสุดซึ้ง
หากขณะเดียวกัน ความรู้สึกหนึ่งก็ฉุดรั้งความคิดของหลัวหยางไม่ให้ก้าวล้ำออกไปมากกว่านี้
แต่ก็ติดปัญหาตรงที่เศษเสี้ยวจิติญญาของจักรพรรดิฟ้าดินนั่นสิ
ต่อให้ท่านอาจารย์จะบอกว่ามันเหลือเพียงแค่เศษเสี้ยวแล้วก็ตาม แต่ก็ยังแข็งแกร่งอย่างมากอยู่ดี”
“สงสัยต้องมองหาทางอื่นที่ดียิ่งกว่า.. หรือจะรอให้เจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลเคลื่อนไหวก่อน?”
ความคิดอันเย้ายวนแวบขึ้นในหัวเขาเพียงชั่วพริบตา แต่แล้วก็ถูกปัดทิ้งไปทันที
“ไม่ดีกว่า ตอนนี้ข้าหลัวหยางยังไม่โง่พอที่จะเผชิญหน้ากับจิติญญาของจักรพรรดิฟ้าดินหรอก”
ถึงหลัวหยางจะไม่ใช่ผู้ที่ฉลาดเฉียบดั่งเทพิญญาจุติ แต่ชายหนุ่มก็ไม่โง่พอที่จะวางแผนโดยไม่ประเมินอันตราย นั่นเองที่ทำให้ระบบสังหารโชคชะตาต้องหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชมที่แฝงความชั่วร้ายและเ้าเล่ห์ยิ่งนัก
【ไม่เลวเลยศิษย์รัก รู้จักมองการไกลและมีแบบแผน】
【อย่างที่อาจารย์ระบบบอกไปก่อนหน้านี้ ไอ้พวกที่มีโชคชะตาระดับสูงเช่นนั้นน่ะ พวกเรายังไม่ต้องรีบหรอก】
【เ้าคิดดูสิ โชคชะตาพวกนั้นมันเหมือนหมูป่าอ้วนๆที่ยังไม่ถึงเวลาเชือด พวกเราควรปล่อยมันขุนตัวให้โตยิ่งกว่าเดิม สะสมโชคชะตาจากระดับต่ำๆก่อน แล้วเมื่อถึงเวลา.. พวกเราจะกลืนกินมันจนไม่เหลือแม้แต่ซากจิต】
น้ำเสียงที่กล่าวอย่างอหังการนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์กลและความมั่นใจอันไร้ขอบเขต
【แต่ตอนนี้เ้าควรไปเตรียมตัวได้แล้ว การทดสอบศักยภาพและพร์ที่จะจัดขึ้นในลานกว้างกลางเมือง】
【และถือเป็เื่สำคัญอย่างถึงที่สุด หากเ้าแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง แน่นอนว่าความเสี่ยงย่อมมหาศาล เพราะเ้าจะตกเป็เป้าสายตาของผู้คนมากมาย แต่หากเข้าตานิกายเทียนิได้ละก็..】
【โอ้.. ศิษย์รัก พวกเราก็จะได้รับการปฏิบัติเป็พิเศษ ทั้งยังได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนมากกว่าคนทั่วไปมาก】
【ส่วนเื่อันตราย เ้าไม่ต้องเป็ห่วง เพราะยังมีข้า ระบบสังหารโชคชะตาอยู่ด้านหลังเ้าเสมอ】
ประโยคสุดท้ายนั้นเปล่งออกมาด้วยความมั่นใจและหยิ่งทะนง เสมือนเป็ประกาศิตที่สามารถแหวกทะลวง์แปดชั้นได้ในคำเดียว
“เข้าใจแล้วอาจารย์!”
หลัวหยางเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับโดยไม่ลังเล เริ่มเตรียมตัวและมุ่งหน้าไปยังบริเวณใจกลางลานกว้างของเมืองจงหนาน ที่ซึ่งขั้วอำนาจทั้งสิบจะมาเปิดซุ้มและรับเลือกสมัครศิษย์รุ่นใหม่