หลังอาหารค่ำส่งหลานชายเข้านอนให้เสี่ยวิดูแลแล้ว ฉวนลี่ถิงกับเ้าของตำหนักก็ออกมานั่งดื่มชาบนศาลาริมสระที่ยังหลงเหลือดอกบัวปลายฤดูร้อนอยู่บ้าง
“เสด็จกลับมาเหนื่อยๆพระองค์น่าจะพักผ่อน เื่ของฝาก วันพรุ่งวันมะรืนค่อยให้หม่อมฉันก็ยังได้”นางกล่าวแล้วมองกล่องไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้า
ถ้าหากทรงบอกว่าอดใจรอไม่ไหวแม้แต่ชั่วยามแล้วนางจะคิดเห็นเช่นไรหนอ
“หรือเ้าง่วงแล้ว”ทรงถามนางกลับเสียอย่างนั้น
“ยังไม่ใช่เวลานอนของหม่อมฉันเสียหน่อย”
“นั่งปักผ้าค่ำมืดดึกดื่นจะไม่เสียสุขภาพไปหน่อยหรือ”
ทำเช่นไรได้นางอยากให้ผ้าที่นางทอและปักสำหรับพระองค์เสร็จทันก่อนนางกลับซานเทียน
“หากหม่อมฉันไม่ทำอะไรเลยนี่สิถึงเรียกว่าเสียสุขภาพร่างกายดีๆ ไปเปล่าๆ ปลี้ๆ” แต่ก่อนแต่ไรชีวิตนางไม่ได้มีเวลาหยุดพักนานขนาดนี้มาก่อน
นางส่งจดหมายไปที่บ้านอีกหลายฉบับทางนั้นก็ตอบกลับมา ท่านพ่อกับท่านอาหลิ่วรับย้อมผ้าตามกำลังทำไหวเท่านั้นครั้นมีข้าวของเงินทองที่ทางองค์จักรพรรดิส่งไปถึงมือคนในครอบครัวนางจึงแนะพวกท่านให้พักงานไว้ รอนางกลับไปแล้วค่อยจัดการเื่การค้าต่อ
จะให้นางอยู่นิ่งใช้เงินของพี่สาวนั้นก็คงไม่อาจทำได้เช่นกัน นางมีเส้นทางชีวิตของนาง โรงย้อมสกุลฉวนจะต้องเปิดต่อไปนางยังมีความฝันจะเห็นผ้าของตัวเองถูกขายไปยังที่ไกลๆเมื่อแม่น้ำสามสายถูกเชื่อมถึงกัน การค้าขายจากเหนือลงใต้ หรือผ่านไปแคว้นต่างๆก็คงจะง่ายขึ้น
“เพลาๆ บ้างก็ดีคนใช่เหล็กไหล ข้ายังไม่อยากเห็นเ้าป่วยไข้ไม่สบายไปเสียก่อน” ทรงจิบสุธารสชา แต่สายพระเนตรแฝงแววลึกซึ้งช้อนขึ้นสบตานาง
“ทรงห่วงใยหม่อมฉันมากเกินไปแล้วนะเพคะ”ปากบอกว่ามากไป แต่ใจหญิงสาวกลับอยากได้รับความห่วงใยเพิ่มขึ้นอีก
เสวี่ยอ๋องทรงแย้มสรวลกับท่าทางเอียงอายเล็กน้อยของนาง
“ดูของข้างในสิว่าชอบไหม”
ฉวนลี่ถิงเลื่อนกล่องไม้มาใกล้ตัว“แค่กล่องด้านนอกก็ทำให้หม่อมฉันตาโตแล้วนี่ยังมีของข้างในอีก ดูท่าพระองค์จะสิ้นเปลืองกับหม่อมฉันเกินไปนะเพคะ”
“มันเป็ความเต็มใจของข้านี่หรือเ้าไม่ยินดีรับ”
“หม่อมฉันปฏิเสธน้ำพระทัยได้หรือ”
“ทุกอย่างสุดแล้วแต่ใจเ้าข้าไม่เคยบังคับใจใครแม้สักคนและหวังด้วยว่าคนอย่างเ้าคงจะไม่ถูกใครบังคับใจเอาง่ายๆ หรอกนะ”
“ตรัสเช่นนี้ ราวกับกล่าวหาว่าหม่อมฉันเป็พวกหัวแข็งยอมหักไม่ยอมงออย่างไรอย่างนั้น”
เสวี่ยอ๋องทรงพระสรวลอีกครั้ง
“ข้าชอบที่เ้าเป็คนแบบนี้นะ”
คนถูกบอกว่าชอบใบหน้าแดงซ่านหลบเลี่ยงจะสบดวงเนตรที่มองมา นางเปิดฝากล่องพบว่าสิ่งของข้างในนั้นช่างมากค่าเหลือเกิน
“ทรงคิดว่ามันเหมาะกับหม่อมฉันจริงๆหรือเพคะ”
เรียวมือขาวหยิบปิ่นเงินปักผมรูปแบบเรียบง่ายประดับด้วยหยกขาวแกะเป็ดอกม่อลี่พราวบริสุทธิ์เข้าคู่กับกำไลหยกขาวซึ่งมีริ้วหยกสีเขียวปะปนอยู่
“ลี่ถิงไยไม่เหมาะกับม่อลี่[1]เล่า”
ริมฝีปากอิ่มระเรื่อแดงเม้มปิดก่อนเอ่ยออกมา
“หม่อมฉันหมายถึงราคาค่างวดของมัน”
“เมื่อข้าบอกว่ามันคู่ควรกับเ้าไยถึงไม่เชื่อคำ”
ทรงยกนางสูงส่งกว่าของกำนัลล้ำค่าคนฟังเต็มตื้นในหัวใจยิ่งนัก
“เห็นทีหม่อมฉันจะออมมือสำหรับผ้าที่ทำถวายพระองค์ไม่ได้แล้ว”
“ข้ามิได้จงใจแลกของขวัญกับเ้านะ”
“หม่อมฉันอยากให้ของขวัญดีที่สุดคืนกลับเพื่อแสดงความจริงใจ ในเมื่อทรงอยากได้ผ้าทอนักจะบิดพลิ้วไม่เอาตอนนี้ไม่ได้แล้วเช่นกันนะเพคะ”
“ชักอยากเห็นเร็วๆแล้วสิ” ทรงอยากเห็นของที่นางทำให้ทั้งอยากเห็นนางปักผมด้วยปิ่นเงินและสวมกำไลหยกนั่น “จะไม่ลองใส่เสียหน่อยหรือ”
ขืนรีบใส่พระองค์คงได้เห็นว่านางชอบมันมากเพียงไร ขอแต่เป็ของที่ทรงมอบให้แม้จะหาราคามิได้ นางก็ชอบมากอยู่ดีคิดแล้วฉวนลี่ถิงก็สวมกำไลเข้าที่ข้อมือซ้ายของตัวเอง
เสวี่ยอ๋องทรงลุกขึ้นดำเนินมาใกล้นาง
“ปิ่นนี่เ้าคงปักไม่ถนัด”
พระหัตถ์ใหญ่แบอยู่เบื้องหน้าหญิงสาวเมียงมองนางกำนัลรอบข้างที่ตอนนี้ไม่รู้หายหน้าไปอยู่ไหนกันหมดแล้ว
นางยังมิทันยื่นปิ่นให้ก็ทรงดึงไปจากมือแล้วปักเข้าที่มวยผมเ้าของตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ทอดพระเนตรปิ่นหยกขาวที่ปักบนเรือนผมดำขลับของฉวนลี่ถิงม่อลี่กลีบสวยงดงามแวววาวเคียงกับปิ่นอันเดิม ขับส่งวงหน้าสาวงามให้โดดเด่นน่ามองเป็ที่สุด
หญิงสาวซึ่งนั่งอยู่เงยหน้ามองชายหนุ่มสูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ข้างกายดวงตาสองคู่ฉาบแววหวานซึ้งสานสบกันคลื่นลูกใหญ่ถาโถมขึ้นในใจเมื่อกลิ่นกายเฉพาะตัวของอีกฝ่ายอวลอบอยู่รอบตัวราวกับพยายามจะแทรกผ่านเข้าไปในทุกอณูเนื้อ ยิ่งใกล้ นางยิ่งหวั่นเกรงพระองค์จะจับความรู้สึกในส่วนลึกที่แอบซ่อน ครั้นจะลุกถอยห่างก็ช้าเกินกว่าปลายดัชนีซึ่งเกลี่ยไล้ปอยผมข้างแก้มแ่เบาดั่งสายลมพัดผ่าน
ความหวามไหวซ่านมาจากปลายเส้นผมนางรู้สึกเหมือนโดนสะเก็ดไฟแล่นผ่านผิว ใบหน้าเนียนร้อนฉ่าและแดงก่ำ ก่อนความอุ่นร้อนเพราะเขินอายได้ะเิดั่งพลุไฟลุกลามไปทั้งตัวส่งผลให้ก้อนเนื้อในอกเต้นไม่เป็จังหวะ
“คืนเทศกาลหนุ่มเลี้ยงวัวสาวทอผ้าเ้าอยากจะออกไปเที่ยวชมงานหรือไม่”ตรัสแล้วจึงก้าวถอยจากร่างบอบบางอย่างคนที่พยายามหักห้ามใจยิ่ง
คนถูกถามรวบรวมสติที่แตกกระเจิงไปก่อนหน้าแล้วพยายามตอบไม่ให้เสียงตนเองสั่น
“หม่อมฉันไปได้ด้วยหรือวันนั้นพวกเราต้องเข้าวังนี่เพคะ”
“เื่เข้าวังก็ส่วนเข้าวังจะไปไหนไม่มีใครห้ามเ้า”
นางพยักหน้า“หม่อมฉันอยากไปเพคะ”
มีโอกาสได้มาอยู่เมืองหลวงทั้งทีนางก็อยากชมบ้านชมเมืองเสียหน่อย
“ไว้ข้าจะพาไป”
นางสำคัญกับพระองค์ถึงขนาดต้องพาไปด้วยพระองค์เองเชียวรึ...
“หม่อมฉันคิดว่า...”
“อย่าปฏิเสธความ้าของข้า”
ฉวนลี่ถิงกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆแล้วส่งเสียงฮึในลำคอ ช้อนสายตาขึ้นมองค้อนพระองค์ไปหนึ่งหน
“ทรงตัดสินพระทัยเองทั้งนั้น”
เซวียเสวี่ยจิ้งแย้มพระโอษฐ์“เ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าข้าควรจะพักผ่อนเสียบ้างการไปเดินเที่ยวกับเ้าคือการพักผ่อนในแบบของข้า”
“ตามแต่จะโปรดเถิดเพคะลี่ถิงไหนเลยจะกล้าขัด”
“ไม่ขัดใจก็ดี...ดึกแล้วเ้าไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะดูว่าอาเฉินเรียนก้าวหน้าถึงขั้นไหนแล้วหากเขาทำผลการเรียนได้ไม่ดี คงต้องถูกลงโทษไม่ให้เที่ยวดีหรือไม่”
“รับรองอาเฉินไม่ถูกพระองค์ลงโทษแน่เพคะ”เมื่อนางลุกขึ้นเสี่ยวหงที่หายตัวอย่างไร้ร่องรอยเมื่อครู่ก็เข้ามาใกล้นางยื่นกล่องเครื่องประดับให้บ่าวถือ
“ทูลลาเพคะ” ฉวนลี่ถิงย่อกายให้เสวี่ยอ๋องแล้วจึงหันกายเดินจากไปหลงเหลือไว้เพียงเ้าของวรกายสูงซึ่งทอดดวงเนตรตามเ้าของร่างน้อยไม่วางตา
[1] ชื่อของฉวนลี่ถิงนั้น อักษรลี่มาจากคำว่า 茉莉 ที่แปลว่าดอกมะลิ