ย่ำสนธยาเมื่อท้องฟ้าถูกแต้มด้วยสีแสดอมครามที่ด้านตะวันตก ประกอบไปด้วยเสียงร่ำร้องกลับสู่รังนอนของเหล่านกกา ไม่นานบรรยากาศทั่วคุ้งน้ำรอบศาลาเริ่มสงัดลง ผู้คนสัญจรไปมาก็ดูบางตาลง แทนที่ด้วยแสงสว่างจากเดือนหงายและไฟฟ้าในเขตนิเวศน์วัง
วันนี้ทั้งวัน พันวาจาสิทธิ์ใช้เวลาอยู่ที่ตรงนี้กับท่านชายเดียวอย่างคุ้มค่าที่สุด เ้าตัวยกเื่สอนดนตรีมาเป็ข้ออ้างในการค้างอยู่ให้นานเท่าที่จะนานได้ แทบลืมเรือนของตนไปเสียสิ้น แต่ก็ประสบผลสำเร็จดังใจหวัง
“ขอบใจเธอมากสำหรับวันนี้ เสียดาย ที่ฉันต้องไปรับประทานข้าวที่ตำหนักใหญ่ ไว้วันหลัง เธอค่อยอยู่กินกับฉันที่นี่” ที่ตรัสอย่างนี้ก็เพราะว่าทรงเกรงใจเขา ที่รบกวนเวลาให้สอนดนตรีจนค่อนวัน โดยหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายนั้นเต็มใจยิ่ง
“ขอบพระทัยกระหม่อม เพียงมีข้าวเที่ยงให้มื้อหนึ่งก็มากพอแล้วกระหม่อม กระหม่อมไม่อยากรบกวนฝ่าานัก”
“รบกวนอะไรกัน เธอเป็ครูให้ฉัน จะตอบแทนบ้างสักเล็กน้อย จะเป็ไรไป” ทรงคัดค้าน ก่อนตรัสกำชับอีกรอบว่า “แล้วพรุ่งนี้อย่าลืมล่ะ ฉันอยากฟังเธอขับเสภา”
“ไม่ลืมกระหม่อม”
“อย่างนั้นฉันขอตัวล่ะ เธอเองกลับบ้านก็ระมัดระวังด้วย ค่ำมืดแล้ว เดินทางโดยปลอดภัย” ถ้อยสุรเสียงอ่อนโยนที่มีให้บ่งบอกเป็นัยว่าทรงห่วง เพียงแค่ไม่ตรัสตรง ๆ เท่านี้ ก็ทำให้คนฟังเคลิ้มใจอยู่ในที
ท่านชายเดียวทรงกล่าวอำลาแล้วเสด็จไป เห็นไหลริ่บริ่ว แต่คนที่ยืนอยู่ตรงเก่ายังไม่ละสายตา เพราะมัวลุ่มหลงใหลไปกับอารมณ์ของตน
ท่านเสด็จไปก็ไกลเพียงตัว ทว่าหทัย ท่านกลับทรงทำหล่นไว้ตรงนี้เสียนี่
สติอันเพ้อฝันสลายลง เมื่ออ้ายบ่าวตัวดีทักท้วงขึ้น “คุณด้าวขอรับ คุณด้าว ได้ยินหรือไม่ขอรับ คุณด้าว!”
“เอ๊ะ! อ้ายนี่ อะไรของเอ็ง เอะอะโวยวายอยู่ได้ ที่นี่วังนะ ไม่ใช่แถวบ้านย่านตลาด” ก็ดุมันไปตามเคย ไม่เพราะโกรธก็เพราะกลบเเกลื่อนอาการในตอนนี้
“ก็บ่าวเรียกตั้งนานโข ไม่ขานเอง แล้วมาโทษเราเฉยเลย บ่าวก็งงขอรับ” อ้ายบ่าวเอียงหัวเกาไปมาแหงก ๆ พร้อมขมวดคิ้วบ่นอุบอิบ “กลับเลยหรือไม่ขอรับ บ่าวจะไปเอาเรือออก”
ผู้เป็นายพยักหน้าแแทนคำตอบ แล้วก้าวนำไปที่ท่าน้ำท้ายเรือนปั้นหยาด้วยแสงตะเกียงไฟสีส้มแวมวับ พร้อมด้วยซอคู่กาย
ครั้นถึงที่เรือน พ่อนักดนตรีหนุ่มก็ถูกผู้เป็มารดาไถ่ถามเสียมากความถึงเื่ที่เขารับหน้าที่ถวายการสอนแด่เ้านายครั้งแรกในวันนี้
โชคดีที่ว่าในครั้งนี้ไม่มีหญิงนางใดมาคอยที่เรือน เขาจึงตอบอย่างอารมณ์ดีได้ ผิดกับทุกครั้ง
“พ่อด้าว สอนท่านชายเป็อย่างไรบ้างลูก แม่ไม่เคยเห็นท่าน แต่ฟังเขาลือกันมาว่าท่านไม่ใช่คนไทยแท้ ๆ อย่างนั้นหรือ”
คนถูกถามไม่ได้ตอบ คนตอบกลับเป็อ้ายบ่าว อย่างนายเกริก “ใช่ขอรับแม่นาย ท่านทรงเป็ลูกครึ่ง พระฉวีเยี่ยงหยวกกล้วย พระพักตร์โก้อย่าบอกใครเลยขอรับ บ่าวภูมิใจแทนคุณด้าวจริง ๆ”
หลังจากพูดจบ มันก็ถูกฝ่ามือฟาดลงกลางกระหม่อมไปหนึ่งทีเบา ๆ โทษสถานไหนก็คงทราบดี พันวาจาสิทธิ์เอ่ยสำทับต่ออีกว่า “ท่านทรงอัธยาศัยดี ทรงพระปรีชาขอรับ สอนนิด ๆ หน่อยก็ทรงเข้าพระทัยแล้ว”
“จริงหรือ แม่ชักอยากเห็น หากมีโอกาส ทูลเชิญท่านเสด็จมาเรียนที่เรือนบ้างสิพ่อด้าว เครื่องดนตีก็มีครบครัน” อำแดงวาดออกความคิดเห็น หล่อนอยากมีวาสนาได้เข้าเฝ้าท่านชายเืผสมบ้าง นึกภูมิใจที่บุตรชายของตนได้รับใช้ถวายงานกับเ้านายอย่างใกล้ชิดถึงสององค์เช่นนี้
พันวาจาสิทธิ์ก็คิดเห็นเช่นนั้น เมื่อรู้ว่าท่านโปรดเครื่องหวาน ก็อยากเชิญมาเสวยที่นี่บ้าง แต่ตอนนี้ยังไม่กล้าเอ่ยขอ “ไว้ดู ๆ ก่อนนะขอรับ ว่าแต่วันนี้ คุณแม่ทำอะไรไว้รอกระผมบ้างหรือขอรับ หิ๊วหิว”
“บ่าวก็เช่นกันขอรับ” นายเกริกแทรกเข้ามา
“เอ็งหยุดเลย ข้าเห็นเอ็งนั่งกินอยู่กับเพื่อนใหม่ทั้งวัน เอานี่ เอาซอไปเก็บ แล้วจะไปทำอะไรก็ไปเสีย” อ้ายบ่าวทำหน้างอ รับซอจากนายแล้วเดินดุ่ม ๆ จากไปที่ห้องดนตรีอีกฟากหนึ่งของเรือน
ในขณะที่อำแดงวาดหล่อนกำลังเปิดสำรับที่จัดเตรียมไว้รอลูกชายหัวแก้วหัวแหวนั้แ่ยังไม่มืดสนิท กลิ่นหอมโชยมาตีจมูก ทำน้ำลายสอใช่ย่อย มีทั้งแกงพะแนงเนื้อ แกงนางลอย ยำใหญ่ และล้างปากด้วยของหวานอย่างกล้วยบวชชีและกลีบลำดวน เ้าลูกชายตักชิมไปคำ ต้องยิ้มก่อนเอ่ยปากชม
“ฝีมือปรุงสำรับของคุณแม่นี่อร่อยไม่เปลี่ยนเลยนะขอรับ”
“ไม่ใช่หรอกจ้ะพ่อด้าว มื้อนี้แม่มาลัยลงครัวเอง เขามาเรียนกับแม่ที่เรือน แม่ก็เลยสอนปรุงสำรับตามรสที่พ่อด้าวชอบ น้องมีเสน่ห์ปลายจวักจริง ๆ นะจ๊ะ นี่ก็คอยอยู่นาน พ่อด้าวไม่มาเสียที เพิ่งกลับไป่หัวค่ำนี่เอง”
“อ้อ อย่างนี่เองหรือขอรับ” ความอึดอัดเข้าแฝงใจชายหนุ่ม เขาไม่ได้นึกรังเกียจสำรับคาวหวานที่แม่มาลัยทำ ถึงอย่างไรก็จะกินอยู่ดี แต่ไม่เข้าใจตรงที่ ทำไมเธอถึงได้เทียวมาที่นี่บ่อยนัก ไหนจะลงครัวเสียด้วย
มารดาของเขาเองก็คะยั้นคะยออยู่ได้ ทั้งที่ประพฤติตัวให้เห็นแล้วว่า.... ไม่ได้มีใจเสน่หาเธอคนไหน ๆ
เมื่อมารดาปลีกตัวออกไป เขาจึงนั่งรับมื้อเย็นอยู่เงียบ ๆ ที่โต๊ะอาหาร ท่ามกลางสายลมเย็น ทีแรกเมื่อมองเห็นกลีบลำดวน ก็ไม่คิดจะลิ้มรส เพราะนึกไปถึงขนมที่ท่านชายประทานให้ จึงคิดว่าควรเก็บกระเพาะไว้สำหรับสิ่งนั้นดีกว่า
อนึ่ง วันนี้บ่าวรับใช้ของท่านชายเดียวพูดไว้ว่า ท่านโปรดเครื่องหวานมาก ได้เสวยแล้วจะมีพระอารมณ์ดี เห็นที วันรุ่งขึ้นเขาคงต้องอ้อนให้มารดาจัดเตรียมไว้ให้สักชุดเสียแล้วกระมัง
อาจดูเกินเลยไปหน่อย แต่ก็อยากถวายด้วยใจจริง
ชายหนุ่มรับมื้อเย็นเสร็จ รวบช้อนให้บ่าวใช้ยกสำรับออกไป ก่อนจะก้าวเดินกลับไปยังห้องหอน หมายใจว่าจะกินขนมที่ได้มาเสียก่อน ค่อยลงไปชำระเรือนกาย แล้วถึงจะขึ้นมาสะสางงานที่คลั่งค้างอีกสักเล็กน้อย
เขาตรงไปยังโต๊ะทำงาน เปิดลิ้นชักและหยิบกล่องใบนั้นออกมา มีท่าทียิ้มแย้มอย่างเปิดเผย เมื่อนึกถึงคนที่ให้มา แต่แล้ว หัวใจที่ฟูฟ่องเมื่อครู่ก็หุบฟีบลงในทันควัน เพราะไม่คาดคิดว่าเปิดออกมาแล้วจะพบกับสิ่งนี้
มด…
มันกัดกินทุกอณู ไม่เหลือไว้ให้ดูต่างหน้าสักเศษชิ้นเดียว
“หน็อย! อ้ายมดไม่รู้ประสา เอ็งกล้าดีอย่างไร มาขโมยกินขนมของท่านชาย ของของใคร ใครก็หวง ประเดี๋ยวเถอะ!”
หน้าคมเข้มขึงขังทันใด ลมแทบออกหู เขม้นตาดูตัวการที่จับได้คาหนังคาเขาอย่างเหลืออด แต่แล้วจะให้ทำอย่างไรได้ โทษมดไปก็ไร้ผล ก็ในเมื่อตนเก็บไม่ดีเอง ได้มาแล้วก็ควรจะรีบกิน เก็บไว้ก็ใช่ว่าจะอยู่ถึงแรมปี
ดูเหมือนมดเองก็โกรธที่ถูกรบกวน จนมันเจียนจะกัด เขาถึงรีบไปสั่นกล่องไล่พวกมันออกที่หน้าต่าง อย่างน้อยก็ยังดี ที่เหลือกล่องและกระดาษจดหมายไว้ให้ ยังพออภัยได้หน่อย
“อ้ายเกริก เอ็งเสร็จหรือยัง รีบตามข้ามาให้ด่วน”
เสียงเอะอะเอ็ดตะโรดังไปทั่วเรือน ซึ่งมาจากขุนนางหนุ่มผู้มีท่าทางร้อนรนกระวนกระวาย อยู่ไม่เป็สุข ทั้งที่วันนี้ไม่เห็นต้องรีบอะไร เพราะไม่ใช่เวลาราชการ ปรกติตื่นประมาณนี้ก็ไม่เห็นจะทุกข์ใจ
“มาแล้วขอรับ ๆ แหม คุณด้าวนี่รีบเชียวนะขอรับ” อ้ายบ่าวกระวีกระวาดหอบสัมภาระมาหาผู้เป็นายด้วยอาการหอบหืด พลางฉงน
“เพราะเอ็งคนเดียว ไม่มาปลุก ข้าเลยตื่นสาย”
“อ้าว ปรกติวันหยุด คุณด้าวก็ตื่นเวลานี้ ใครจะไปรู้เล่าขอรับ”
“ไม่ต้องมาอ้าง ไป เอาเรือออก ป่านนี้ท่านชายทรงคอยแแย่แล้ว”
“อ้อ เพราะกลัวท่านชายทรงรอนานนี่เอง คุณด้าวของบ่าวถึงร้อนใจนัก” ถึงตรงนี้มันก็ประจักษ์ชัดแล้ว ว่าเพราะเหตุใด
ผู้เป็นายขึงตาส่งตอบ “ปากมากนะเอ็ง” แล้วพอจะก้าวเท้าเดินลงบันไดเรือน ก็ต้องหยุดกึก เมื่อเสียงหวานใสพร้อมร่างระหงอ่อนแอ่นพลันปรากฏขึ้นต่อหน้าโดยมิได้ได้นัดหมาย
เป็แม่มาลัยนางเดียว และนางเดิม
“คุณพี่จะไปไหนหรือคะ วันนี้ไม่อยู่ที่บ้านหรือ มาลัยอุตส่าห์มาหา มาลัยคอยมาตั้งหลายวันค่ะ กว่าจะได้พบ คุณพี่ยังจะหนีกันอีก”
“มาแต่เช้าอย่างนี้เลยน่ะรึขอรับ” อ้ายบ่าวปากมากหลุดถามตามความคิดของมันไป แต่ก็ไม่ผิด เพราะนายของมันก็คิดช่นนั้นเหมือนกัน
“ทำไมอ้ายไพร่ อีกไม่นาน ฉันก็จะเป็สะใภ้ที่เรือนนี้” เธอตอบอย่างที่ผู้ใหญ่เขาทาบทามไว้ ก่อนหันไปยิ้มส่งให้ร่างสูงอีกรอบ “อย่าไปได้หรือไม่คะ มาลัยมาหาบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยได้อยู่คุยด้วยเลย”
“คงไม่ได้หรอกค่ะ”
“เพราะอะไรคะ” หญิงสาวชักสีหน้าขุ่นข้อง
“เพราะน้องมาลัยเป็ผู้หญิง พี่เป็ผู้ชาย เราสองคนยังไม่ได้ออกเรือนด้วยกัน พี่ว่าไม่ควรมาพบกันจนเกินความจำเป็ค่ะ อีกอย่าง น้องมาลัยเป็สาวเป็แส่ ควรอยู่ให้ติดเรือนกว่านี้นะคะ พี่เป็ห่วง” ว่าจบ เขาก็เดินฉับ ๆ นำหน้าบ่าวออกไป ไม่ปล่อยจังหวะให้เธอได้สวนกลับบ้าง
แม่มาลัยยืนถือปิ่นโตมองตามตาค้าง ตัวแข็งทื่อ ไม่ต่างอะไรกับโดนตบที่หน้าจนชา เธอเริ่มมองเห็นลาง ๆ แล้วว่าอีกคน้าปัดไมตรีจากเธอ
สองนายบ่าวรีบสุดชีวิต โดยเฉพาะพันวาจาสิทธิ์ ทั้งที่อ้ายบ่าวมันพร่ำมาตลอดทางว่าอย่างไรเสีย ท่านก็ไม่กริ้วแน่ เพราะมีน้ำหทัยงาม แต่เขากลับไม่คิดอย่างนั้น เห็นว่าจะเสียภาพลักษณ์มากกว่า
และก็เป็จริงอย่างที่คาดการณ์ไว้ ท่านไม่กริ้ว แต่ทรงบูดบึ้งเล็กน้อย นายโมกและนายพุดเล่าว่า ท่านมาคอยที่ศาลากลางน้ำั้แ่ั้แ่ตะวันยังเข้มอยู่ นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดไปอีก
“ฉันอ่านหนังสือรอเธอก็แล้ว วาดภาพรอเธอก็แล้ว ทำอะไรต่อมิอะไรก็แล้ว เธอก็ยังไม่มาแน่ะด้าว”
“ขอประทานอภัยกระหม่อม ครั้งหน้าจะไม่มีเช่นนี้อีก กระหม่อมยืนยันได้” เขาให้คำมั่นพลางค้อมศีรษะสำนึกผิดจริง
แต่หม่อมเ้าชายกลับทรงสรวลน้อย ๆ มองท่าทีอีกคนอย่างนึกเอ็นดู เพราะความจริงแล้วองค์เองก็ไม่ทรงคิดจะกริ้วเสียเมื่อไหร่
“เธอนี่เป็จริงเป็จังทุกเื่จริงนะ เธอจะมาเวลาไหนก็ตามสะดวกเถอะ เพียงแต่วันนี้ฉันอยากฟังเธอขับเสภาจนทนไม่ไหวแล้ว ถึงได้มารอแต่เช้าอย่าไรล่ะ”
“ขอบพระทัยฝ่าา” ได้ยินแล้วเขาก็โล่งอกอยู่ในที “อย่างนั้นกระหม่อมเริ่มขับถวายเลยนะกระหม่อม อ้ายเกริก เอ็งออกไปได้แล้ว” เขากล่าวโดยไม่ได้ลืมที่จะไล่ก้างขวางคอตัวดี
“บ่าวอีกแล้วรึขอรับ” มันว่าเสียงเง้างอด แต่ก็ยอมออกไป
พอไร้สิ่งขัดขวางใด ๆ ณ ขณะนี้มีเพียงสองบุรุษอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ในห้วงสายลมที่พัดพากลิ่นดอกแก้วมาอบอวล สิ่งแวดล้อมเงียบสงัดถนัดหู เหลือเพียงเสียงน้ำไหลและใบไม้สีกันคลอไปแ่เบา