ระบบฝึกเทพ god training system

    ตอนที่ 134 เงาพิฆาต

    ในขณะที่เทียนฉินล่วงลงมาด้านล่าง เขาก็เร่งพลังวาดดาบลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อจะฟังเสียงสะท้อนด้านล่างว่าระยะห่างของตนเองกับพื้นอยู่ใกล้ไกลแค่ไหน แต่เสียงที่ได้ยินกลับทำให้เขาแปลกใจยิ่งนัก เพราะมันเป็นเสียงของน้ำที่น้ำแตกกระจายออกมา แทนที่จะเป็นเสียงพลังที่กระทบกับพื้นดิน จากนั้นเขาจึงกัดฟันพุ่งลงไปด้านล่างทันที


    ตู้ม!


    ร่างของเทียนฉินและตาเฒ่าหม่าตกลงไปในน้ำอย่างแรง จนสายน้ำสาดกระเซ็นกระจายเป็นวงกว้าง หลังจากที่เขาโผล่หัวขึ้นจากน้ำก็รีบดึงตาเฒ่าหม่าที่ยังสลบอยู่ว่ายขึ้นไปริมฝั่งทันที และพอขึ้นมาบนฝั่งได้เทียนฉินจึงล้มตัวนอนแผ่หราถอนหายใจยาวๆออกมาอย่างโล่งอก พลันนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาของพวกเขาทั้งสอง


    "นิกายเมฆอนันต์! พวกมันบีบบังคับให้ข้าต้องจนตรอกถึงขนาดนี้!"


    "รอก่อนเถอะ! ไม่ช้าก็เร็วข้าจะทำให้พวกมันได้รู้ซึ้งถึงความอัปยศที่ข้าได้รับในวันนี้ให้จงได้!" 


    เทียนฉินสาบานอยู่ในใจอย่างเครียดแค้น แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ดูเหมือนกับพวกชั่วร้ายทั้งหมดก็ตาม แต่ถ้าหากครั้งนี้เขาไม่ตัดสินใจกระโดดลงมาในหุบเหว ก็คงจะต้องตายด้วยฝีมือของคนในนิกายเมฆอนันต์อย่างแน่นอน


    และถึงแม้ว่าภายในหุบเหวนี้เขาจะยังไม่รู้ว่ามีอันตรายอันใดหรือไม่ แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะเหาะขึ้นไปในตอนนี้แต่อย่างใด เพราะถ้าหากคนพวกนั้นยังไม่ยอมแพ้และยังคงรอเขาอยู่ด้านบน คงไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน


    "พวกเราอยู่ที่ไหนกัน?"ตาเฒ่าหม่าค่อยๆลืมตาขึ้น มองดูสภาพแวดล้อมรอบๆ ก่อนเอ่ยออกมาเสียงแหบแห้ง


    "ตอนนี้ควรจะปลอดภัยได้ชั่วคราวแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนกลุ่มนั้นจะยอมแพ้หรือไม่ ทางที่ดีพวกเราควรหาที่ซ่อนตัวแล้วรีบฟื้นฟูพลังก่อนดีกว่า!" 


    เทียนฉินเอ่ยบอกกับตาเฒ่าหม่า พร้อมกับแผ่กระแสจิตออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบทันที ในเวลานี้นั้นต้องบอกได้เลยว่า เขาได้กลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกนิกายเมฆอนันต์แล้ว แต่เทียนฉินก็ไม่เคยเสียใจกับเรื่องที่เขาทำมาทั้งหมดนี้เลย


    เพราะในเมื่อเขาฝึกฝนมาจนมีพลังถึงระดับนี้ และได้เผชิญหน้ากับศัตรูมามากมาย หากเขามีความกลัวเกิดขึ้นในจิตใจแล้วนั้น มันจะส่งผลต่อการฝึกฝนในอนาคตของเขา ทำให้ไม่อาจจะก้าวหน้าไปได้อีกอย่างแน่นอน


    หลังจากที่เทียนฉินส่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจรอบๆดู ก็พบว่ามีทางเดินแคบๆทอดยาวไปตามสายน้ำจนสุดลูกหูลูกตา แม้ว่าภายในถ้ำนี้จะยังดูมืดมิดก็ตาม แต่ภายในใจกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้เขาไม่สามารถบอกได้ ราวกับมีเสียงบอกเขาว่าตราบใดที่เขาเดินไปตามเส้นทางนี้เรื่อยๆ เขาอาจจะได้พบกับโชควาสนาบางอย่างก็เป็นได้


    เทียนฉินสูดหายใจเข้าปอดก่อนจะค่อยๆปล่อยลมหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นจึงได้พยักหน้าให้กับตาเฒ่าหม่า ก่อนจะก้าวเดินไปตามทางที่เขาพบอย่างไม่ลังเลใจอีก และเป็นความโชคดีของเขาที่ในแหวนมิติของพวกคนที่เขาสังหารไปนั้น ทุกวงล้วนมีผลึกที่ช่วยส่องแสงสว่างอยู่ไม่ใช่น้อย จึงทำให้เทียนฉินหมดกังวลในเรื่องการมองเห็นไปได้ 


    ทว่าสิ่งที่น่าแปลกใจก็คือตลอดพื้นทางเดินที่เขาก้าวผ่านมานั้น ล้วนราบเรียบแทบจะไม่มีหลุมหรือโขดหินอันใดเลย ราวกับว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ถูกสร้างด้วยฝีมือของมนุษย์เสียมากกว่า


    เทียนฉินไม่รู้ว่าเขาเดินมานานแค่ไหนแล้ว แต่ในทันใดนั้นเอง ด้านหน้าพลันปรากฏแสงสว่างส่องออกมาจากความมืดมิด เมื่อปรับสายตาเข้ากับแสงสว่างนั้นใดแล้ว เขาก็พบว่าตรงด้านหน้านั้นมีป้ายศิลาหินสีเทาแผ่นหนึ่ง ตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่นอยู่บนแท่นหินสี่เหลี่ยม ที่มีฝุ่นจับจนมองไม่เห็นข้อความอันใดเลย


    หลังจากที่เดินเข้ามาใกล้แผ่นศิลาหินนี้แล้ว เทียนฉินจึงยกมือขับเคลื่อนพลังปัดไล่ฝุ่นที่เกาะอยู่ออกจนหมด จึงได้มองเห็นรอยฟาดฟันของดาบสลักเป็นตัวอักษรไว้บนแผ่นป้ายศิลานั้น ซึ่งทำให้เขาทั้งดีใจและตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะคนที่จะใช้พลังปราณมาบังคับปลายดาบแกะสลักให้เป็นตัวอักษรได้นั้น จะต้องมีระดับพลังที่สูงส่งอย่างมากแน่นอน และเมื่อมองไปด้านบนสุดของแผ่นป้ายศิลานี้ มีตัวอักษรตัวใหญ่ซึ่งแผ่กลิ่นอายทรงพลัง จนรู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก


    # ดาบเงาสวรรค์ #


    "ใครเป็นผู้ที่นำป้ายศิลาหินมาไว้ที่นี่กัน!"เทียนฉินอุทานออกมาเสียงดัง พลางครุ่นคิดถึงคนที่สร้างแผ่นป้ายศิลานี้ขึ้นมา เพราะชื่อดาบเงาสวรรค์นั้นเป็นเคล็วิชาที่เขาฝึกฝนอยู่ตอนนี้ และเขาก็ไม่คาดไม่ถึงเลยว่า เคล็ดวิชาที่เขาได้แลกเปลี่ยนมาจากนิกายเพลิงอัคคีนั้น จะบังเอิญได้มาพบเจออยู่บนแผ่นป้ายศิลานี้ อีกทั้งมันยังเป็นเคล็ดวิชาที่สมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากที่นิกายเพลิงอัคคีได้มาอีกด้วยซ้ำ


    เทียนฉินอ่านตัวอักษรที่ละบรรทัดอย่างช้าๆในใจ การรับรู้จิตวิญญาณเพลงดาบของเขาในตอนนี้นั้นมันลึกซึ้งขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาสำเร็จถึงระดับผสานใจของเพลงดาบที่แท้จริงในวันนั้น ความเข้าใจในกระบวนท่าต่างๆของเขาก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนอาจจะบอกได้เลยว่าวิถีเพลงดาบของเขานั้นไม่เป็นสองรองใครแน่


    อีกทั้งตอนนี้จิตวิญญาณของเทียนฉินก็ได้ขยายกว้างขึ้นจากเคล็ดวิชาก่อจิตบำเพ็ญ ทำให้การรับรู้ของเขาเกี่ยวกับเจตจำนงของดาบนั้นก็มีพลังมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่ทว่าเมื่อเขาได้อ่านคำอธิบายในแผ่นป้ายศิลาจนหมดแล้ว กลับพบว่าส่วนที่ขาดหายไปในเคล็ดวิชาดาบเงาสวรรค์นั้นกลับแตกต่างจากที่เขาได้เรียนรู้มาอย่างสิ้นเชิง


    เพราะส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมานั้น มันไม่ได้มีกระบวนท่าใดๆให้อ้างอิงหรือชี้บอกเลย แต่มันขึ้นอยู่กับความเข้าใจของตัวเขาเองว่าจะออกแบบกระบวนท่านั้นออกมาอย่างไร ซึ่งกระบวนท่าที่เขาได้มาในตอนแรกนั้น ล้วนเป็นการควบแน่นพลังปราณออกมาเป็นกระบวนท่าที่ถูกกำหนดไว้ตายตัวอยู่แล้วทั้งสามกระบวนท่า 


    ในขณะที่ส่วนที่เหลือของเคล็ดวิชาดาบเงาสวรรค์นั้น จะกำหนดให้ใช้แค่เพียงจิตวิญญาณเป็นตัวควบคุม แล้วพยายามควบแน่นออกมาโจมตีจิตวิญญาณของคู่ต่อสู้ ซึ่งแตกต่างจากการควบแน่นของพลังปราณอย่างเห็นได้ชัด เทียนฉินหลับตาลงแล้วเริ่มอนุมานทำความเข้าใจ ในสิ่งที่ตนเองได้อ่านมาจากป้ายศิลานี้อย่างช้าๆจนเวลาล่วงเลยผ่านไปอีกสามวัน


    "ใช้จิตวิญญาณของตนเองเป็นรากฐาน จากนั้นสร้างวิถีดาบของตนเองขึ้นมา แล้วควบแน่นเป็นพลังพุ่งโจมตีออกไป!" 


    ทันใดนั้นเองจิตวิญญาณของเทียนฉินก็พลันปรากฎเจตจำนงของดาบนับพัน เปล่งประกายหมุนวนอยู่รอบตัว แต่ไม่นานกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว แต่เทียนฉินยังคงสัมผัสได้ว่าจิตวิญญาณที่เปลี่ยนไปเป็นดาบนั้น ยังคงหมุนวนอยู่รอบตัวของเขาไม่ได้หายไปเหมือนอย่างที่ตาเห็น


    "ดูเหมือนว่าข้าจะเข้าใจจิตวิญญาณของดาบได้บางส่วนแล้ว!"เทียนฉินลืมตาขึ้นมาพลางครุ่นคิดถึงการทำความเข้าใจของเขาที่ผ่านมาในสามวันนี้ จากนั้นจึงโยนดาบเขี้ยวพยัคฆ์ขึ้นไปด้านบนทันที


    "นี่คือพลังอะไรกัน!" ในระยะห่างไม่ไกลจากเทียนฉินนัก ตาเฒ่าหม่าที่นั่งฟื้นฟูพลังก็พลันสัมผัสได้ถึงพลังอันน่ากลัวที่เทียนฉินปลดปล่อยออกมา ก่อนร้องอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ


    "เงาพิฆาต!"


    ตู้ม!


    จิตวิญญาณของเทียนฉินระเบิดเป็นเงาดาบหลายเส้นพุ่งออกมา และเข้าไปโจมตีดาบเขี้ยวพยัคฆ์จนเสียงดังสนั่น และหลังจากที่เงาดาบกระแทกเข้ากับดาบเขี้ยวพยัคฆ์แล้ว มันกลับพุ่งกระจายเข้าทำลายทุกอย่างที่อยู่ด้านหลัง ผนังด้านนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นและพื้นดินก็ถูกทำลายลงทันที จนยากที่จะมองเห็นว่ามันถูกเจาะลึกลงไปแค่ไหนกันแน่


    "นี่คือพลังทำลายล้างกระบวนท่าที่สี่ของเคล็ดวิชาดาบเงาสวรรค์!" 


    แววตาของเทียนฉินเป็นประกายในขณะที่เรียกดาบเขี้ยวพยัคฆ์กลับมาตรวจสอบร่องรอย ถึงแม้ว่าเงาดาบนั้นไม่อาจจะสร้างความเสียหายแม้แต่รอยขีดข่วนขึ้นได้ แต่กระบวนท่าที่เขาได้ทำความเข้าใจมาใหม่นี้ ก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากกระบวนท่าสามอันแรกนัก และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของเคล็ดวิชานี้ไม่ใช่อยู่ที่ดาบ แต่เป็นเงาของดาบที่ดูเสมือนจริงและมีพลังมากนัก ซึ่งความรุนแรงของกระบวนท่านี้นั้นก็ขึ้นอยู่ที่จิตวิญญาณของเขาเอง ว่าจะสามารถควบแน่นมันออกมาได้มากน้อยเพียงใด


    "ช่างเป็นพลังทำลายล้างที่รุนแรงอย่างมาก และหากข้าฝึกฝนอย่างนี้ไปอีกสองเดือน ระดับพลังของข้าน่าจะบรรลุไปถึงก่อกำเนิดขั้นสูงได้อย่างแน่นอน!" เทียนฉินพึมพำอยู่ในใจพร้อมทั้งคาดหวังไว้ว่าต

    นเองน่าจะเพิ่มระดับความสามารถได้ภายในเร็ววันนี้



    จบตอนที่ 134