บทที่ 22
“เวรแล้ว….” ในที่สุดมิเกลก็ถอนหายใจออกจากปาก
“ทำไมอีกล่ะ ก็ทำอยู่นี่ไง”
“เหมือนไม่ได้พูดกับพวกเรานะ โอ๊ะ…?”
พวกลูกน้องที่กำลังขุดดินอยู่ งุนงงอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นสีหน้าของหัวหน้าและหันไปมองตาม
“นั่น…นั่นมัน หรือว่า?”
“อัศวินเหรอ…? ทำไมถึง…?”
พวกเขายังคงแสดงสีหน้ามึนงง
ภาพอัศวินที่มีแสงสีฟ้าในมือโดยมีพระอาทิตย์ตกอยู่ข้างหลังดูไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง
“…ในที่สุดมันก็เกิดขึ้นแล้ว”
ยังดีที่มิเกลเป็คนที่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว เขาเล็งท่อนไม้ไปข้างหน้าและะโออกมาทันที “ทุกคนถือคันธนูขึ้นมา เร็ว!”
“หัวหน้า นี่…นี่มันบ้าอะไรกัน? บอกมาสิ!”
“หยุดพล่ามแล้วทำตามที่สั่งเถอะ ไอ้พวกโง่!”
จากนั้นพวกลูกน้องก็หยิบท่อนไม้และคันธนูของแต่ละคนขึ้นอย่างลังเล
“เล็งไปที่ม้า! อย่าเพิ่งยิงจนกว่าข้าจะบอกให้ยิง!” มิเกลตะคอกใส่พวกลูกน้องที่มือกำลังสั่นระริก
ทันทีที่พวกเขาตั้งท่า เสียงะโของอัศวินก็ดังก้องกังวาน
“ทิ้งอาวุธและคุกเข่าลงซะ!”
มิเกลหันไปทางอัศวินและะโกลับสุดกำลัง เขาไม่ได้ใแม้แต่น้อยว่านั่นคือเสียงผู้หญิง
“อย่างน้อยก็บอกเหตุผลมาหน่อยสิขอรับ! ถ้าไม่อย่างนั้น พวกเราก็ไม่มีทางเลือกอื่น!”
ตอนนี้เพศของอัศวินไม่สำคัญ มีพวกคนโง่ที่เรียกตัวเองว่าอัศวินมากมาย แต่อัศวินที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องเปรียบเสมือนหายนะสำหรับพวกนักเลงหรือทหารรับจ้าง อย่างน้อยความเมตตาของอัศวินก็มีผลกับคนทั่วไป แต่ไม่ใช่สำหรับพวกเขา
และในสายตาของมิเกล คนตรงหน้านี้เป็อัศวินจริง ๆ หากสู้ก็ต้องตายแน่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำอะไรผลีผลามไม่ได้ เพราะหากหันหลังหนีก็เหมือนเป็การสารภาพผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อยืนอยู่ข้างกองศพในหมู่บ้านที่กลายเป็เถ้าถ่านแบบนี้
“หยุดเถอะขอรับ! พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด!”
ถ้าไม่อยากตายก็ต้องดูมั่นใจไว้ก่อน ถึงตอนนั้นก็จะเป็ไปตามที่คาดไว้
“ฮี่…!”
แต่อย่างอื่นนี่สิที่เป็ปัญหา เมื่อเสียงกีบเท้าม้าเริ่มดังขึ้น ลูกน้องของเขาก็ไม่สามารถเอาชนะความกดดันนี้ได้
ฟิ้ว!
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น เสียงยิงธนูนั่นเอง
“…?!”
เวรแล้วไง
ตาของมิเกลเบิกโตขึ้นราวกับจะฉีกขาด สายตาของเขาไล่ตามลูกธนูที่ยิงออกไป ในขณะเดียวกัน ลูกธนูก็พุ่งไปที่ม้าอย่างแม่นยำ และที่ทึ่งไปกว่านั้น อัศวินใช้ดาบของเขาฟาดลูกธนูขนาดเล็กที่พุ่งไปอย่างรวดเร็วได้
ฉึบ!
ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
“อะ…อะไรกัน เ้าปีศาจนั่น...!”
คนที่ยิงธนูใ เขาโยนธนูทิ้งแล้วลุกขึ้นยืน
“ข้าหนีดีกว่า นี่มันบ้าไปแล้ว!”
มีเสียงฝีเท้าที่วิ่งพุ่งออกไปดังขึ้น มิเกลที่พึ่งตั้งสติได้หันไปมอง
“หยุดเดี๋ยวนี้ เ้าพวกงะ…!”
ก่อนที่เสียงร้องะโของเขาจะสิ้นสุดลง
พรึ่บ!
แสงประกายสีฟ้ากะพริบอยู่ข้างหลัง ในชั่วพริบตา แสงประกายสีฟ้าพุ่งทะลุหลังของคนที่วิ่งหนีแล้วหายไป เหลือไว้เพียงร่างท่อนบนที่มีเืและเครื่องในพุ่งทะลักออกมา
ตุบ!
และในระหว่างนั้น หลังจากวิ่งไปอีก 2-3 ก้าว ร่างกายท่อนล่างก็ทรุดลง
ในขณะที่ลูกน้องอีกสองคนที่เหลือถูกแช่แข็งเป็สีขาว
มิเกลอ้าปากค้าง ก่อนจะพูดขึ้นเบา ๆ “ซวยแล้วไง…”
เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไว้อาลัยคนตายเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกว่าต้องช่วยชีวิตคนคนนั้นแล้วลงมือฆ่ามันด้วยตัวเอง เพราะการเพิกเฉยต่อคำสั่งโจมตี ทั้งยังทิ้งเพื่อนร่วมงานและพยายามจะวิ่งหนีเอาตัวรอด
“ทิ้งอาวุธและคุกเข่าลง!”
มิเกลได้ยินเสียงตำหนิอย่างดุดัน
“ให้ตายเถอะ”
ทางเลือกที่เหลืออยู่ในตอนนี้คือการยอมแพ้
มิเกลรีบคุกเข่าลง
‘ถ้าทำขนาดนี้แล้วยังไม่หยุดล่ะก็...’
เขาลูบข้อเท้าอย่างไม่มีพิรุธ
เช่นเดียวกับหลายคน เขายังมีหนทางที่จะมีชีวิตรอดอยู่ ถึงแม้จะใช้ได้แค่ครั้งเดียวและฆ่าอัศวินไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็พอจะหนีได้
มิเกลตั้งใจฟังเสียงกีบเท้าม้าอย่างเงียบ ๆ โชคดีที่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไม่ได้เกิดขึ้น
อัศวินเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่ช้าลงเล็กน้อยและหยุดลงตรงหน้ามิเกล
เหมือนว่าจะผ่านจุดวิกฤตแล้ว
“…”
เขาไม่อาจหายใจได้อย่างโล่งอก เพราะอัศวินยังถือดาบไว้ในมืออยู่ เหนือหัวมีสีฟ้าราง ๆ ความเยือกเย็นนั้นทำให้รู้สึกลำคอติดขัดขึ้นมา
“นายท่าน นี่เป็เื่เข้าใจผิดขอรับ” มิเกลพูดออกมาอย่างยากลำบาก “แต่พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าให้เวลาอีกสักหน่อย ข้ารับรองได้ว่าข้าจะอธิบายทุกอย่างขอรับ”
“ข้าจะรับฟังคำแก้ตัวของเ้าทีหลัง” น้ำเสียงที่เย็นะเืราวกับไม่เชื่อคำพูดของเขาพูดออกมา “เดี๋ยวจะมีผู้เชี่ยวชาญมาสอบปากคำพวกเ้า”
มิเกลเงยหน้าขึ้นด้วยความใ
“ผะ…ผู้เชี่ยวชาญงั้นเหรอ?!”
มีเจตนาสังหารอันเยือกเย็นแผ่ออกมาจากฝั่งตรงข้ามหมวกเหล็กนี้
“ไม่อนุญาตให้ถาม”
“ขอรับ…!”
มิเกลหลับตาแน่นทันทีที่ก้มหัวลงอีกครั้ง เมื่อเสียงกีบเท้าม้าอีกเสียงหนึ่งกระทบเข้าหู มิเกลก็เสียสติไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ เพราะผู้เชี่ยวชาญในการสอบสวนหมายถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการทรมานไม่มีผิด ขู่ให้พูดความจริงที่ไม่ได้ทำ แม้ว่าจะมีชีวิตรอด ก็จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความไม่สมประกอบ
‘จัดการเลยดีไหม? ตอนนี้เลย…?’
มิเกลกระดิกนิ้วไปมาพลางนึกถึงความฝันเมื่อคืน ในความฝัน มียมทูตไล่ตามหลังมา เขาหนีมาจนถึงแม่น้ำแห่งความตายและเห็นเรือลำหนึ่งลอยมาแต่ไกล ซึ่งดูเหมือนจะเอื้อมถึงแต่ก็ไม่
‘ต้องทำยังไงถึงจะขึ้นได้นะ? ะโ? อดทนรอ? ให้ตายเถอะ ลูโลสิส’
ระหว่างที่มิเกลมีความขัดแย้งอยู่ในใจ เสียงกีบเท้าม้าก็ใกล้เข้ามา มิเกลเงยหน้าขึ้นมองอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ เห็นภาพของยมทูตบนม้าศึกพันธุ์ดี สายตาของเขาไล่ผ่านเกราะแข้งสีเทาเข้มขึ้นไปยังชุดเกราะหนังจนได้เห็นใบหน้าในที่สุด
“อี…อีอัน…?”
ตาของมิเกลเบิกโพลงขึ้นราวกับจะฉีกขาด
“อีอัน โฮป?! นั่นท่านเหรอ?"
“…”
สายตาของอีอันหันไปหามิเกล ถึงแม้จะสบสายตากันแต่ก็แค่นั้น เขาขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยเพียงข้างเดียวและมาหยุดอยู่ข้างเมฟโดยไม่ตอบคำถามใด ๆ
“ข้า…ข้าเอง! มิเกล! มิเกลนักล่า! ไม่สิ ข้าหมายถึงทหารรับจ้างน่ะ” มิเกลรีบพูดอย่างลุกลี้ลุกลน “เราเจอกันบ่อยที่เมืองบัลค์ โดยเฉพาะที่โรงเตี๊ยม!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมฟหันไปทางอีอัน
“คนรู้จักเหรอ?” เธอถาม
อีอันยักไหล่ “อืม ก็คุ้นหน้าอยู่”
อีอันตอบกลับด้วยปฏิกิริยาที่ไม่ชัดเจน
“โอ้ ข้าดีใจที่ท่านจำได้”
มิเกลใจชื้นขึ้นมา
‘เขาไม่ใช่ยมทูตในความฝัน แต่เป็เรือต่างหาก!’
เขารู้สึกว่าความเป็ตายของตัวเองขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอีอัน โชคดีที่มิเกลจำเขาได้แม่น ยิ่งไปกว่านั้น พอนึกถึงคนที่พยายามหาเื่เขาหรือหันหลังให้แล้วยิ่งรู้สึกแย่
“ท่านคือผู้เชี่ยวชาญที่ท่านอัศวินพูดถึงใช่ไหม” มิเกลถามอย่างสุภาพที่สุด
อีอันตอบอย่างเฉยเมย “คงงั้น”
“ดีเลย”
มิเกลเงยหน้ามองอีอันด้วยสายตาแน่วแน่
“ข้าจะตอบทุกอย่างที่ท่านถาม แต่ตัดสินตามความจริงด้วยเถิด ท่านมองคนออกนี่”
“โอ้…?”
ดวงตาของอีอันเปล่งประกาย เขาชื่นชมอีกฝ่ายเล็กน้อย หากมีคนมาประจบและแกล้งทำเป็สนิท คนนั้นจะค่อย ๆ ถอดเล็บออก แต่นี่กลับหมอบเองเลยด้วยซ้ำ จะว่าไปแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ใช่ว่าจะมีไหวพริบ
อีอันยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านแห่งนี้?”