บทที่ 26 ทุกคนล้วนอยากฆ่าเขา
ทันทีที่วานรร้อยลักษณ์พิมพ์ข้อความนี้ ทั้งกลุ่มก็ตื่นเต้นทันที
[พยัคฆ์โลหิต: เอาล่ะมีข่าวอะไร?]
[สุกรอนิจจัง: ัะเืเวหาตายแล้วเหรอ? หลุมศพอยู่ที่ไหน? ฉันจะไปเต้นรำบนหลุมศพของเขา]
[งูแบล็กแมมบา: เป็ไปไม่ได้ ฉันเพิ่งคุยกับัะเืเวหา]
มุมปากของลู่เฉิงเฟิงกระตุก เขารู้สึกไม่พอใจและหงุดหงิดกับประโยคต่าง ๆ ที่ได้อ่าน
[วานรร้อยลักษณ์: ข่าวนี้สำคัญมาก ฉันใช้เงินและกำลังคนไปมากมายเพื่อให้ได้ข่าวนี้มา]
ทุกคนเข้าใจทันทีว่าวานรร้อยลักษณ์สารเลวนี้กำลังสื่อความหมายที่ชัดเจนมาก หากใคร้าข้อมูลเกี่ยวกับัะเืเวหาก็มีเพียงสามคำเท่านั้น… ให้เงินเขา!
[สุกรอนิจจัง: 5 ล้าน]
กุกกุฏมายาที่เคยเงียบมาโดยตลอด จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวและพิมพ์ข้อความอย่างใจกว้าง [กุกกุฏมายา: 10 ล้าน]
[งูแบล็กแมมบา: 20 ล้าน]
[วานรร้อยลักษณ์: อยากรู้ก็แชตส่วนตัวมา!]
แม้ว่าลู่เฉิงเฟิงจะไม่เคยเห็นหน้าตาของวานรร้อยลักษณ์ แต่เขาก็สามารถจินตนาการได้ว่าในเวลานี้ปากของอีกฝ่ายคงกำลังฉีกยิ้มจนแทบจะถึงหูอยู่หลังหน้าจอ
ลู่เฉิงเฟิงแอบปิดฟังก์ชันแชตส่วนตัวของทุกคนอย่างเงียบ ๆ
[พยัคฆ์โลหิต: ทำไมทักแชทส่วนตัวไปไม่ได้?]
[วานรร้อยลักษณ์โกรธมาก: ัะเืเวหาต้องเป็คนทำ! เขาคงอ่านแชตอยู่แน่ ๆ ัะเืเวหาออกมาเดี๋ยวนี้ การขวางทางรวยของคนอื่นไม่ต่างอะไรกับการฆ่าพ่อแม่ของเขา!]
ลู่เฉิงเฟิง [พวกเราถูกชุบเลี้ยงมาโดยชายคนเดียวกันแท้ ๆ ฉันถือว่าพวกคุณเป็เหมือนพี่น้องทางสายเืของฉันมาโดยตลอด แต่พวกคุณนี่มันไร้ยางอายกันซะจริง พยายามหาทางทำร้ายฉันเสมอ]
[วานรร้อยลักษณ์: ัะเืเวหากรุณาเปิดแชตส่วนตัวของทุกคน!]
ลู่เฉิงเฟิง [ผายลมเถอะ จะให้ฉันดูอยู่เฉย ๆ ในขณะที่คุณสร้างรายได้จากข้อมูลของฉันเหรอ? ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าอย่าได้ล้ำเส้นกันเกินไปและทำให้ฉันโกรธ ไม่เช่นนั้นฉันจะตามหาพวกคุณทีละคนและฆ่าผู้ชายให้หมดส่วนผู้หญิงฉันจะข่มขืนจนหมดลมหายใจเลยทีเดียว]
[สุกรอนิจจัง: คุณเป็ผู้ชายนี่นา?]
สีหน้าของลู่เฉิงเฟิงแข็งค้าง ‘สมองของคนเหล่านี้เฉียบคมเกินไป แค่พิมพ์พลาดไปประโยคเดียวก็ถูกจับได้แล้ว!’
[งูแบล็กแมมบา: อย่าเชื่อเธอ! ฉันแน่ใจว่าัะเืเวหาเป็ผู้หญิงแน่นอน เธอพยายามทำให้พวกเราสับสน!]
ลู่เฉิงเฟิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ โดยคิดว่างูแบล็กแมมบาตัวนี้ฉลาดจริง ๆ
[วานรร้อยลักษณ์: ัะเืเวหา ขอถามเป็ครั้งสุดท้าย เปิดแชตส่วนตัวได้ไหม?]
โอ้คุณยังกล้าคุกคามฉันเหรอ? ลู่เฉิงเฟิงตอบว่า [ไอ้จ๋อ ไปเล่นกับกล้วยของแกเถอะไป]
หลังจากพิมพ์ประโยคนี้เสร็จ ลู่เฉิงเฟิง้าที่จะแบนการพูดคุยของทุกคน แต่พอคิดทบทวนอีกทีเขาก็ไม่ทำ เขาอยากรู้จริง ๆ ว่าวานรร้อยลักษณ์มีข่าวอะไรเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง?
วานรร้อยลักษณ์โกรธมากและส่งข้อความอย่างเกรี้ยวกราด [วานรร้อยลักษณ์: งั้นฉันจะแบ่งปันข่าวนี้กับทุกคนฟรี ๆ ไปเลย! ัะเืเวหาอยู่ในองค์กรนักฆ่าเทพมรณะ!]
[วานรร้อยลักษณ์: องค์กรนักฆ่าเทพมรณะมีสาขาหนึ่งอยู่ในเมืองเหยียนเฉิงของแดนั ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ ๆ สาขานี้ก็ถูกล้างบางโดยัะเืเวหา ดังนั้นตอนนี้เขาจะต้องอยู่ที่แดนัเมืองเหยียนเฉิงแน่นอน!]
ใบหน้าของลู่เฉิงเฟิงแข็งค้าง ดวงตาของเขาจริงจัง
วานรร้อยลักษณ์รู้ชัดเจนขนาดนี้ได้ยังไง? เป็ไปได้ไหมว่าอีกฝ่ายก็อยู่ในองค์กรนักฆ่าเทพมรณะด้วย? หากเป็เช่นนั้นสำนักงานใหญ่จะต้องรู้แล้วแน่นอนว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองเหยียนเฉิง!
ถ้าเป็เช่นนั้นเขาคงเหลือเวลาไม่มากแล้วและจำเป็ต้องกวาดเงินในบริษัทให้หมดโดยเร็วที่สุด
ยังมีความเป็ไปได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือสำนักงานใหญ่รู้เกี่ยวกับเมืองเหยียนเฉิงแล้วและประกาศให้ทั้งโลกนักฆ่าทราบ หากเป็กรณีนี้ สำนักงานใหญ่จะต้องออกคำสั่งไล่ล่าเขาแน่นอน
สิ่งที่เขาต้องเผชิญหน้าหลังจากนี้ไม่เพียงแต่องค์กรนักฆ่าเทพมรณะเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับคนทั้งโลกนักฆ่าด้วย
ตอนนี้เขาประสบปัญหาใหญ่เสียแล้ว
[พยัคฆ์โลหิต: วานร คุณรู้เื่นี้ได้ยังไง? ข่าวเชื่อถือได้เหรอ?’]
[วานรร้อยลักษณ์: ‘เมื่อวานฉันได้ไปเจอเพื่อนร่วมงานเก่าตอนไปทำภารกิจ เขามาจากองค์กรนักฆ่าเทพมรณะ เรามีเป้าหมายเดียวกันเลยร่วมมือกันและฉันก็ได้รู้เื่นี้จากปากของเขา]
[วานรร้อยลักษณ์: ฉันยังได้ตรวจสอบเื่นี้ผ่านช่องทางอื่นแล้วและพบว่าข่าวดังกล่าวเป็ความจริงอย่างแน่นอน]
ลู่เฉิงเฟิงโล่งใจ ดูเหมือนว่าสำนักงานใหญ่ไม่ได้เผยแพร่เื่นี้สู่ทั้งโลกนักฆ่า ท้ายที่สุดมันก็ไม่ใช่เื่ที่น่าป่าวประกาศ เพราะมันจะทำให้ทั้งองค์กรนักฆ่าเทพมรณะถูกองค์กรนักฆ่าอื่น ๆ หัวเราะเยาะเย้ย
ถ้าเป็แบบนี้ก็ไม่เป็ไร เขาแค่ต้องเผชิญหน้ากับนักฆ่าจากสำนักงานใหญ่เท่านั้น และในฐานะที่เขาเป็นักฆ่าอันดับต้น ๆ ขององค์กรนักฆ่าเทพมรณะ เขาจึงรู้จักนักฆ่าในสำนักงานใหญ่ค่อนข้างดี รู้เขารู้เราทำให้การจัดการกับทุกคนที่ตามล่าเขาง่ายขึ้นมาก
[พยัคฆ์โลหิต: ฉันอยู่ในแดนัและฉันกำลังจะไปเมืองเหยียนเฉิง ัะเืเวหาฉันรู้ว่าคุณกำลังอ่านอยู่ รอก่อนเถอะชีวิตของคุณเป็ของฉัน]
[อาชาล่าิญญา: ฉันจะออกเดินทางทันที มาดูกันว่าในพวกเราใครจะเร็วกว่ากัน!]
[กุกกุฏมายา: ฉันยังมีภารกิจต้องทำอยู่ หลังจากทำเสร็จแล้ว ฉันจะไปที่ เมืองเหยียนเฉิง เฒ่าลั่วเคยบอกว่าัะเืเวหาเป็คนที่มีความสามารถที่สุดและมีทักษะที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเรา พวกคุณ้ารวมทีมกันไหม?]
หนังศีรษะของลู่เฉิงเฟิงชาหนึบเมื่อเห็นประโยคนี้และเขาก็แบนการแชตของทุกคนในกลุ่มลับทันที
ไอ้พวกตัวดีเหล่านี้นี่! แม่งไม่มีสักคนที่เป็ตะเกียงประหยัดน้ำมัน! แต่ละคนรับมือยากอยู่แล้วถ้าพวกมันร่วมมือกันเขาอาจจะไม่รอดก็ได้!
ลู่เฉิงเฟิงออกจากระบบและเก็บโทรศัพท์ของเขาไปอย่างเงียบ ๆ
ด้วยจำนวนประชากรเกือบสิบล้านคนในเมืองเหยียนเฉิงจึงไม่ใช่เื่ง่ายที่ใครจะตามหาเขาได้เจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนอื่น ๆ คิดว่าตัวัะเืเวหาเป็ผู้หญิง
เขาจะต้องไม่ปล่อยให้ใครล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่ผู้หญิง ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะตายโดยไม่ทันได้ยกมือด้วยซ้ำ
ขณะที่กำลังคิดทบทวนอยู่ เขาก็ไปที่อ่างล้างมือเพื่อล้างมือ
หลังจากล้างมือและเดินออกจากห้องน้ำก็หยุดชะงัก เขายกมือขึ้นมองดูก็อดยิ้มอย่างขมขื่นไม่ได้ เมื่อสักครู่เขาอยู่ในห้วงความคิดลึกเกินไปหน่อย จึงลืมล้างสบู่เหลวในมือ
ขณะที่เขากำลังจะเดินกลับไปล้างสบู่เหลวที่ติดอยู่บนมืออีกครั้ง หลินเจี้ยนหลูก็เดินออกจากห้องน้ำหญิงฝั่งตรงข้าม
ทั้งสองคนสะดุ้งใพร้อม ๆ กัน พวกเขาบังเอิญเข้าห้องน้ำพร้อมกันและตอนออกก็ออกมาพร้อม ๆ กัน
ดวงตาของหลินเจี้ยนหลูหลุบไปมองที่มือของลู่เฉิงเฟิง เธอขมวดคิ้วจากนั้นเขาก็พูดด้วยสีหน้าติดตลกว่า “นายนี่มีความ้าล้นเหลือจริง ๆ เสี่ยวจวินทำให้นายพอใจไม่ได้เหรอ นายถึงขนาดควบคุมตัวเองไม่ได้จนต้องเข้าห้องน้ำเพื่อใช้ภรรยาทั้งห้าของตัวเองเพิ่มอีก?”
ลู่เฉิงเฟิงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง และทันใดนั้นเขาก็เข้าใจ มุมปากของเขากระตุกแล้วพูดว่า “นี่คือสบู่เหลวล้างมือ หากคุณไม่เชื่อผมก็ลองดมมันได้”
หลินเจี้ยนหลูถอยไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าของเธอแดง เธอสูดจมูก บิดเอวแล้วส่ายสะโพกเดินจากไป
“มันคือสบู่เหลวล้างมือจริง ๆ นะ”
ลู่เฉิงเฟิงอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
หลินเจี้ยนหลูหันกลับมาด้วยสีหน้าล้อเล่น “ใช่ ฉันเชื่ออย่างนั้น สบู่เหลวของคุณคงมีนามสกุลเหมือนกับคุณ พวกเราต่างเป็ผู้ใหญ่ทั้งคู่ ฉันเข้าใจ!”
ลู่เฉิงเฟิงมุมปากกระตุกแรงกว่าเดิม ‘เฮ้! นี่คือสบู่เหลวล้างมือจริง ๆ!’
เขายิ้มและส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ ‘ช่างมันเถอะ’
เขากลับเข้าไปในห้องน้ำเพื่อล้างสบู่เหลวบนมือแล้วกลับโต๊ะทันที เมื่อกลับมาถึงโต๊ะก็พบว่าอาหารทั้งหมดมาเสิร์ฟเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ลู่เฉิงเฟิงหยิบตะเกียบขึ้นมาเตรียมตัวลงมือรับประทานอาหาร หลินเจี้ยนหลู่ก็แอบยื่นทิชชู่ให้เขาอย่างเงียบ ๆ แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า “เอานี่ไป เพิ่งล้างลูกชายของนายออกไปเสร็จก็ควรเช็ดภรรยาของนายสักหน่อย”
ลู่เฉิงเฟิงเกือบจะสำลักน้ำลายของตัวเอง นี่มันอะไรกัน?
สีหน้าของซูอี้จวินเต็มไปด้วยความสงสัย “กำลังพูดถึงเื่อะไรกันเหรอ?”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เตือนให้เขาเช็ดมือก่อนกินข้าว ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาของสกปรกเข้าปากได้ง่าย”
หลินเจี้ยนหลูยิ้มอย่างสดใสและคีบอาหารให้ซูอี้จวิน “เธอหิวแล้วใช่ไหม กินเยอะ ๆ เลยนะ”
ลู่เฉิงเฟิงเช็ดมือของเขาด้วยทิชชู่อย่างหงุดหงิดพลางมองไปที่หลินเจี้ยนหลูโดยไม่พูดอะไร เมื่อดวงตาของเขาตกลงไปที่ริมฝีปากสีแดงที่มีเสน่ห์ของเธอ ความคิดที่กล้าหาญชั่วร้ายก็ผุดเข้ามาในหัวของเขาทันที
หลังอาหารเย็น ลู่เฉิงเฟิงขอให้ฮั่นเหยียนส่งผู้หญิงสองคนกลับบ้าน ขณะที่เขากลับไปที่บริษัท สำนักงานใหญ่รู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองเหยียนเฉิงและน่าจะส่งคนมาที่นี่ในไม่ช้า
เขาจะต้องทำให้บริษัทว่างเปล่าก่อนที่ผู้คนจากสำนักงานใหญ่จะมา
ชายหนุ่มไปที่ร้านซ่อมรถก่อนเพื่อรับรถแล้วตรงไปที่บริษัท