น้ำเสียงของหลินนั่วอีเรียบเฉย ทักทายเขาอย่างมีมารยาททว่ามีร่องรอยของความห่างเหิน ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกห่างไกล
ฉู่เฟิงตอบรับอย่างเรียบง่ายหากแต่ระมัดระวังเต็มไปด้วยพิธีการเช่นกัน แต่แล้วก็หัวเราะบอกว่าเธอก็ยังคงภาพลักษณ์นางฟ้าอยู่วันยังค่ำ
ถึงแม้จะเลิกกันไปไม่นานแต่ฉู่เฟิงกลับรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันคืนเก่าๆเหมือนกับจะย้อนกลับมาอย่างผิดเวล่ำเวลา
หลินนั่วอีเยือกเย็นมีเหตุผล ฉลาด แม้ไม่ได้ตั้งใจ แต่ในยามที่อยู่ในมหาวิทยาลัยก็ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความเป็นางฟ้าของเธอรู้สึกสูงส่งจนสุดจะไขว่คว้า
บางทีอาจเป็เพราะความงดงามอย่างยิ่งบางทีอาจเป็เพราะบุคลิกที่เยือกเย็นเกินไป ที่ทำให้ใครๆ ต่างก็ขาดความมั่นใจในยามที่อยู่ต่อหน้าเธอถึงจะมีคนเพียรพยายามตามจีบ แต่สุดท้ายก็ยกธงขาวไปตามๆ กัน
เมื่อครั้งที่ฉู่เฟิงได้ทำความรู้จักกับเธอนั้นเรียกได้ว่าเป็เหตุบังเอิญโดยแท้
ถึงแม้ผลการเรียนของเขาจะไม่เลวร้ายแต่ก็ไม่ได้เฉียดกรายเข้าไปใกล้คำว่าขยันขันแข็งสักเท่าไหร่ โดดเรียนเป็เื่ที่เกิดขึ้นได้อยู่เรื่อยๆสำหรับชั้นเรียนที่มีการเช็กชื่อนั้น กว่าเขาจะเดินเข้าห้องเรียนก็เป็เวลาจวนเจียน
ฉะนั้นพอเขาก้าวเข้าห้องเรียน ที่นั่งก็ถูกจับจองไปหมดแล้วและทุกครั้งก็ต้องใช้เวลาส่องอยู่อีกพักกว่าจะเจอที่ว่างในแถวหลังสุด
ครั้งหนึ่งที่นั่งแถวสุดท้ายถูกจับจองไปหมดแล้ว พอกวาดตาดู ก็พบว่าแถวกลางที่ติดกับหน้าต่างยังเหลือที่ว่างอีกหนึ่งที่จึงรีบสาวเท้าเข้าไป
ที่นั่งแถวนี้มีแต่ผู้หญิงหน้าตาไม่เลว เรียกได้ว่าเจริญหูเจริญตาเลยทีเดียว
แต่ว่าบนโต๊ะอันว่างเปล่านั้นกลับมีแผ่นกระดาษหนึ่งแผ่น เขียนชื่อหลินนั่วอีไว้ ชัดเลยว่าที่นั่งตรงนี้ถูกจองเอาไว้แล้วก็คงเป็เพื่อนร่วมชั้นของเธอที่จองที่เอาไว้ให้
ฉู่เฟิงกลับไม่สนใจเขานั่งลงท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของหญิงสาวอีกหลายคนจากนั้นเอากระดาษที่เขียนชื่อหลินนั่วอีมาพับเป็เครื่องบินกระดาษ แล้วปามันออกไปนอกหน้าต่าง
หญิงสาวเ่าั้นิ่งอึ้งสีหน้าเต็มไปด้วยความใ มีคนมาแย่งที่นั่งของหลินนั่วอี นี่เป็เื่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ไม่นานนักฉู่เฟิงก็ระลึกได้ว่าหลินนั่วอีคือใคร แต่คิดไปคิดมา ก็ยังคงไม่ลุกขึ้นอยู่ดี
ตอนนั้นเองหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าหมดจดงดงาม น่าจะสูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเรูปร่างผอมสูง ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ใบหน้ารูปไข่ขาวผ่อง ดวงตาเป็ประกาย งดงามปานจะกระชากหัวใจผู้คน
เรียกได้ว่าเธองดงามอย่างยิ่ง หากก็เ็าอย่างยิ่งเช่นกัน เธอยืนอยู่ตรงหน้า มองดูฉู่เฟิงอย่างเฉยชาไม่เอ่ยปากแม้สักคำ
หญิงสาวหลายคนที่อยู่โดยรอบต่างส่งสายตากดดันไปทางฉู่เฟิงบอกความหมายโดยนัยว่าให้รีบลุกไปเสีย
แต่ฉู่เฟิงกลับไม่ลุกขึ้นยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน สบตาหลินนั่วอีแล้วก็เปิดหนังสือในมือ
หลินนั่วอียืนมองเงียบๆอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายไม่พูดอะไรสักคำหมุนตัวเดินจากไป
เป็การพบหน้ากันครั้งแรกอย่างไม่ราบรื่นสักเท่าไหร่แต่ก็นับว่ารู้จักกันแล้ว จากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์
เอาเข้าจริงความสัมพันธ์ชายหญิงของพวกเขาตื้นเขินอย่างยิ่ง ไปไหนมาไหนด้วยกันนับครั้งได้ มีครั้งหนึ่งที่ฉู่เฟิงคว้ามือเรียวขาวนวลนั้นมาจับจูงหลินนั่วอีหันมามองเขาทันที จ้องเขาอยู่เป็นาน
หากว่าเป็คนอื่นคงรู้สึกผิดปล่อยมือไปแล้ว
แต่ฉู่เฟิงเป็พวกเด็ดขาดหรือจะเรียกว่าหน้าด้านก็ได้ เขาจูงมือเธออย่างนั้นแหละ หันมายิ้มให้ไม่ปล่อยมือเสียอย่าง
สุดท้ายหลินนั่วอีก็หันหน้ากลับไปไม่ปฏิเสธ ยอมให้เขาจูงมือ และเพราะครั้งนั้นนั่นแหละ ที่ทุกคนต่างรับรู้กันอย่างชัดเจนว่าพวกเขาคบกัน
วันนั้นมีคนเห็นกันหลายคน หนุ่มๆ พากันโอดครวญ ก่นด่าฉู่เฟิงว่าหน้าไม่อาย ก็แล้วไง...เขาทำสำเร็จแล้วนี่
ทว่าก็ทำได้เพียงเท่านั้น หลินนั่วอียังคงทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นเยียบ แม้กระทั่งฉู่เฟิงเองก็ยังรู้สึกได้ว่าเธอรักษาระยะห่างที่ห่างอย่างมาก
มีครั้งหนึ่งเขาวางมือลงบนไหล่ของเธอ ผลก็คือเธอหันมามองเขาเงียบๆ จ้องเขา จากนั้นหมุนตัวหนีไป
ตอนนั้นฉู่เฟิงหัวเราะอยู่ด้านหลัง บอกว่าเธอนางฟ้าไปหน่อย หากเป็คนอื่นล่ะก็ คงถูกออร่าของเธอกดดันคบกันได้ไม่ราบรื่นแน่ๆ
ฉู่เฟิงระลึกถึงอดีตสั้นๆแล้วรีบดึงสติกลับมาโดยเร็ว
การสนทนาครั้งนั้นน้ำเสียงของหลินนั่วอีช่างดึงดูด น่าฟังอย่างยิ่ง ทว่าเรียบเฉยออกจะเ็าด้วยซ้ำ
สุดท้ายหลินนั่วอีถามเขาว่า้าความช่วยเหลืออะไรหรือไม่ ตอนนี้แหละที่ยิ่งรู้สึกห่างเหินหลังจากเลิกรากัน ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ไม่เคยลึกซึ้งก็ยิ่งตื้นเขินเข้าไปอีก
ฉู่เฟิงขมวดคิ้วเขาไม่้า
แต่ว่าเขานึกถึงพ่อกับแม่
โลกเปลี่ยนไปเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ทุกหนแห่งล้วนวุ่นวาย บางที่อันตรายด้วยซ้ำดีไม่ดีอาจเกิดเหตุร้ายเข้าสักวัน
ในฐานะที่เป็คนของเทียนเสินเซิงอู้กรุ๊ปหลินนั่วอีย่อมเข้าใจสถานการณ์ได้ดีกว่าคนอื่นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ครอบครัวของเธอมีความสามารถที่จะตอบรับคำขอของเขา
ฉู่เฟิงครุ่นคิดแล้วเอ่ย“พ่อกับแม่ของผมอยู่ที่ซุ่นเทียน มหานครทางภาคเหนือ หากว่าเป็ไปได้ ผมอยากขอให้คุณดูแลพวกเขาให้หน่อย”
เขารู้เทียนเสินเซิงอู้มีศักยภาพที่จะทำ
ยามที่ต้องพูดตรงๆฉู่เฟิงก็ตรงไปตรงมาอย่างถึงที่สุด ไม่มีปิดบังอำพราง ไม่มีเกรงใจเพียงเพราะเลิกกันไปแล้วเมื่อเกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของพ่อกับแม่ เขาเอ่ยปากอย่างตรงไปตรงมา
แต่เขาก็บอกเธอว่าเขาไม่ได้หวังว่าจะมีเื่ไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้นจากการไหว้วานครั้งนี้
เขารู้ว่าหลินนั่วอีเป็คนฉลาด แค่พูดขึ้นมาลอยๆ เธอย่อมเข้าใจ
หลินนั่วอีนิ่งฟังสุดท้ายเอ่ยปาก “ได้สิ”
ฉู่เฟิงก็ไม่กล่าวอะไรอีกเขาััได้ถึงความห่างเหิน รู้สึกว่าควรวางสายเสียที
แต่แล้วหลินนั่วอีก็เอ่ยปากขึ้นมา “อีกไม่นาน ฉันมีธุระต้องเดินทางไปยังพื้นที่ตอนเหนือของูเาไท่หังซาน”
ฉู่เฟิงยิ้มทันทีความที่เป็คนเด็ดขาด เขาไม่เคยโดนเธอกดข่มมาแต่ไหนแต่ไร อดไม่ได้ที่จะแหย่เธอ“ผมเคยบอกว่า คุณติดค้างผมอยู่หนึ่งกอด ครั้งนี้จะมาชดใช้ให้ผมเหรอ?”
ติ๊ด!
สายถูกตัดการสนทนาจบลง
ในอำเภอเมืองจั่วจวิ้นลืมตาขึ้นมาด้วยสายตาพร่าเลือน ค่อยๆ ขยับตัว เขารู้สึกว่าศีรษะเหมือนกับจะะเิเสียให้ได้ตรงหน้าเกิดภาพทับซ้อน ทรมานอย่างยิ่ง
“ฟื้นเสียที!”เสียงคนพูดดังขึ้นพลางถอนใจยาว
จั่วจวิ้นลุกขึ้นนั่งบนเตียงร้องอย่างเ็ป เขากุมศีรษะโดยพลัน ผ่านไปนานจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นในสมองเต็มไปด้วยเสียงครางหึ่งๆ ความจำสับสนปนเป
“จั่วจวิ้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
จั่วจวิ้นเงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้ามเป็เด็กสาวผู้หนึ่ง ใบหน้างดงามมีเสน่ห์ ผมยาวดำขลับ ใบหน้ายิ้มแย้ม
“จู้ชิงอวี๋”เขาเรียกชื่อหญิงสาว เธอเป็หนึ่งในสองสุดแข็งแกร่งของทีมเขา
หญิงสาวผู้นี้ไม่ว่าจะอารมณ์ดีหรือไม่ดีก็ตาม ใบหน้าจะมีรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่เสมอ น้อยครั้งนักที่รอยยิ้มจะจางหายไป
“นายรู้ไหมนายสลบไปสามวันสามคืนเลยนะ ไปเจออะไรมา?” เสียงชายหนุ่มอีกคนดังมาจากกลางห้องอายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปี ผิวขาวผ่อง ดวงตาเล็กเรียวเป็ประกายมองดูก็รู้ว่าเป็คนฉลาดเฉลียว
“เยี่ยเกอ”จั่วจวิ้นเรียก
สองสุดแข็งแกร่งของทีมอยู่กันครบเยี่ยเกอกับจู้ชิงอวี๋เป็ผู้รับผิดชอบดูแลทีมนี้
ในห้องยังมีอีกหลายคนคนหนึ่งด้านหลังมีปีกสีเขียวอมทอง คนหนึ่งมีสองหัว ส่วนอีกคนปลายนิ้วปล่อยแสงสีทองได้
ในห้องล้วนแต่มีมนุษย์พิเศษพวกเขามองดูจั่วจวิ้น รอให้เขาเอ่ยปาก
“ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”จั่วจวิ้นพยายามนึก หากเจ็บศีรษะอย่างยิ่ง อย่างไรก็นึกไม่ออก
“พวกเรามาเขาไท่หังซานเพื่อมาตามหาลูกไม้ประหลาดไม่ใช่เหรอ ฉันนึกได้แค่นี้ นอกนั้นมึนไปหมดแล้ว”จั่วจวิ้นตอบ เหงื่อเย็นๆ อาบอยู่บนใบหน้า
เมื่อนึกย้อนกลับไปก็กินแรงอย่างยิ่ง สีหน้าเขาเผยแววเ็ป
ทุกคนล้วนใเหมือนว่าเขาสูญเสียความทรงจำที่เพิ่งเกิดขึ้นสิ่งที่เขาพูดถึงเป็เื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
“นายน่าจะไปเจอยอดฝีมือเข้าแล้วแปลงเป็ร่างั์ แต่ก็ยังคงถูกโจมตี ส่วนหัวได้รับการกระทบกระเทือนจนสูญเสียความทรงจำไป”เยี่ยเกอตอบ ดวงตาเล็กเรียวทอประกายสีม่วง จากนั้นคาดเดาต่อ “น่าจะเป็คนเพราะถ้าเป็พวกสัตว์ร้าย นายกลายเป็อาหารของพวกมันไปแล้ว”
“จั่วจวิ้นนายไปก่อเื่อะไรเข้าหรือเปล่า?” จู้ชิงอวี๋เอ่ยรอยยิ้มยังเกลื่อนอยู่บนใบหน้า “หลังจากกลายเป็มนุษย์พิเศษ พวกนายค่อนข้างจะอวดดีคิดว่าไม่มีคนกำราบนายได้งั้นสิ?”
“ฉัน...เปล่าสักหน่อย?” จั่วจวิ้นปฏิเสธ
“ยังจะเปล่าอีกไม่เฉพาะนายนะ พวกนายก็ด้วยอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ่ที่ผ่านมาเข้าๆ ออกๆเมืองใหญ่แต่ละที่ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ทำอะไรตามอำเภอใจ ดูถูกดูแคลนคนธรรมดา”จู้ชิงอวี๋น้ำเสียงเ็า กวาดตามองดูทุกคน แล้วพูดว่า “หลังจากตื่นรู้ก็ได้รับพลังเหนือจินตนาการในเวลาอันสั้น พวกนายเสียคนกันหมดแล้ว”
“ชิงอวี๋พูดถูกตอนนี้คนที่ตื่นรู้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกนายอย่าได้นึกว่าตัวเองไร้เทียมทานต่อให้ยังไงก็ยังไม่ใช่เทพ?” เยี่ยเกอพูด
“พวกเราตื่นรู้ก่อนล่วงหน้าไปหลายก้าว หากจะมีใครสักคนที่กลายเป็เทพ ก็ต้องอยู่ในกลุ่มพวกเราแน่นอน”บางคนไม่เห็นด้วย
“หุบปาก!”จู้ชิงอวี๋ตวาด
เยี่ยเกอเอ่ย“่นี้ทำตัวดีๆ หน่อย หลังจากนี้ไม่นาน คนสำคัญจากเบื้องบนจะมาที่นี่ด้วยตัวเอง”
“เทพปีกเงินหรือ?” มีคนถาม
“ทำงานของตัวเองให้ดีไม่ต้องยุ่งเื่อื่น ส่วนเื่จั่วจวิ้น ต้องสืบรู้ให้ได้ ก็รู้กันอยู่ว่าจั่วจวิ้นไม่ได้อ่อนแอเขาแข็งแกร่งมาก แต่กลับถูกเล่นงานยับจนสูญเสียความทรงจำ” เยี่ยเกอขมวดคิ้ว
เมืองชิงหยางฉู่เฟิงซ้อมมวยเสร็จแล้ว สังเกตเห็นว่าในแปลงดอกไม้เต็มไปด้วยหญ้า ่ที่ผ่านมาอากาศเปลี่ยนแปลง ต้นไม้ใบหญ้าเจริญเติบโตกันอย่างบ้าคลั่งในสวนรกเรื้อไปด้วยต้นหญ้า
“เมล็ดพันธุ์ที่ปลูกไว้เป็ยังไงบ้างล่ะเนี่ย?” เขาฉุกคิดขึ้นมาได้
แรกเริ่มเดิมทีในแต่ละวันเขาเทียวไปเทียวมาดูอยู่หลายรอบ หวังว่าเมล็ดพันธุ์ลึกลับทั้งสามจะงอกโดยเร็วแต่หลายวันผ่านไปกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็หมดความสนใจ
โดยเฉพาะใน่หลายวันนี้ที่หลากหลายเื่ราวประเดประดังเข้ามา จนเขาลืมเื่เมล็ดพันธุ์ทั้งสามไปเสียสิ้น
“นับเวลาดูก็น่าจะงอกเป็ต้นอ่อนได้แล้วนะ?” ฉู่เฟิงคาดหวังวิ่งเหยาะๆ ไปที่แปลงดอกไม้