ถ้าเกิดรีบร้อนไปแล้ว ก็อาจจะทำให้กายระเบิดจนดับสูญไปได้
เขาจำต้องอดทนค่อย ๆ ข่มมัน ทำให้พลังของยาอสูรเม็ดนี้ให้สลายลงไป ข่มทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมันยอมจำนน
ใจมีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย
ส่วนลึกในใจกลับมีอาการกระสับกระส่ายขึ้นมา มีพลังอันยิ่งใหญ่กว่าแต่ก่อน และยังมีใจที่สงบยิ่งขึ้นจากกลิ่นหอมของกุหลาบ
ราวกับว่าเวลาผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้า
ไม่ทันได้รู้ตัว สองวันก็ผ่านพ้นแล้ว
งานประจำปีของสำนักชิงอวิ๋นหนึ่งปีจะมีเพียงแค่หนึ่งครั้ง การทดสอบกลางปีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ภายนอกสนามประลองทั้งสามชั้นของสำนัก ทุกแห่งล้วนแต่เต็มไปด้วยผู้คน
บนสนามประลองนั้น มีแท่นประลองหลายแท่นที่เริ่มมีศิษย์ฝ่ายนอกเข้าสู่การประลองตามลำดับแล้ว
ทั่วทั้งสำนักชิงอวิ๋น มีศิษย์ฝ่ายนอกกว่าสองสามพันคน วันนี้ล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่จนสนามประลองดูครื้นเครงขึ้นมา
ทุกคนดูเหมือนว่าจะตื่นเต้นและพยายามอย่างสุดความสามารถ
จะสามารถทำให้อันดับชื่อของตนเองสามารถเข้าใกล้ได้อีกก้าวหนึ่งหรือไม่ จะสามารถทำให้ตนกลายเป็นศิษย์ฝ่ายในได้หรือไม่ ก็ล้วนขึ้นอยู่กับการทดสอบนี้แล้ว
ในมุมหนึ่งของสนามประลอง รอบบริเวณแท่นประลองที่ไม่สะดุดตา ผู้คนมากมายมารวมตัวกันอยู่
มีศิษย์ฝ่ายนอกบางคนที่ประลองเสร็จสิ้นแล้ว มีบางคนที่ยังไม่ถึงตาของตนลงสนาม เพียงแค่พริบตาเดียว ก็ผ่านกว่าหลายร้อยคน
บนแท่นประลอง นอกจากผู้ตัดสิน ก็มีคนผู้หนึ่งที่มาถึงแล้ว
ซึ่งก็คือศิษย์อาวุโสเหลียงเหวินปั๋ว พลังยุทธ์บนร่างเขาอยู่ในระดับวิถียุทธ์ขั้นหกนานแล้ว
แม้ว่ามักจะถ่อมตนนอบน้อมแต่ความแข็งแกร่งกลับไม่เลวเลย ศิษย์ฝ่ายนอกไม่มีผู้ใดกล้าดูถูกเขา
แต่เพียงเท่านี้แล้วก็ยังไม่ถึงกับทำให้คนมารวมตัวกันที่แห่งนี้มากนัก
“ได้ยินมาว่าคู่ต่อสู้ของเหลียงเหวินปั๋วคือหลินอวิ๋น?”
“ข้าเองก็ได้ยินมาเหมือนกัน เหลียงเหวินปั๋วเลือกได้หลินอวิ๋นข้าถึงได้มา แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นตัวคนเลย”
“หลินอวิ๋นผู้นี้กำลังเล่นอะไรกัน เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ยังจะมาสายอีกอย่างกับจะสละสิทธิ์ของตัวเองแน่ะ”
เมื่อเห็นว่าสายมากแล้วหลินอวิ๋นก็ยังมาไม่ถึง เหล่าลูกศิษย์ด้านล่างต่างก็พากันวิพากย์วิจารณ์
เหลียงเหวินปั๋วที่อยู่บนแท่นประลองใบหน้าเผยความไม่พอใจออกมา มองไปยังทิศทางของผู้ตัดสินขมวดคิ้วแล้วเอ่ยออกมา “ข้ายังต้องรออีกนานแค่ไหนหรือขอรับ?”
ผู้ตัดสินเอ่ยออกมาอย่างใคร่ครวญ “รออีกครึ่งก้านธูปเถอะ ถ้าหากว่าหลินอวิ๋นยังมาไม่ถึง ก็ถือว่าสละสิทธิ์ เจ้าก็ถือว่าชนะแล้วเข้าสู่รอบถัดไปเลย”
“เปลี่ยนสันดานทาสกระบี่ไม่ได้จริง ๆ !”
เหลียงเหวินปั๋วรออย่างไม่พอใจนัก เอ่ยคำด่าออกมาอยู่หลายประโยค
ทุกคนต่างก็พากันจ้องไปยังธูปที่จุดไฟอยู่ด้านนอก เวลาผ่านไปรวดเร็วแค่พริบตาเดียวธูปก็เผาไหม้จนเกือบจะหมดแล้ว แต่หลินอวิ๋นก็ยังไม่ปรากฏออกมา
“ดูเหมือนว่าการต่อสู้ครั้งนี้ ข้าคงจะชนะแล้ว”
เหลียงเหวินปั๋วยิ้มออกมาจาง ๆ แล้วเอ่ยออกมาเสียงเบา
แต่ในเวลานี้นี่เอง กลุ่มคนทางด้านหลังก็แหวกออกจากกันเป็นสองฝั่ง
“มาแล้ว!”
ฝูงชนรีบร้อนหันหลังกลับไปมอง ก็พบกับคนผู้หนึ่งชุดคลุมสีฟ้าขาว ใบหน้าดูละเอียดอ่อน แววตาสงบนิ่ง แยกฝูงชนออกจากกันแล้วค่อย ๆ เดินมายังด้านนี้
ซึ่งก็หลินอวิ๋นผู้ที่มาสายนั่นเอง
และเมื่อเข้ามาใกล้กับแท่นประลองแล้ว เขาก็กระโดดขึ้นไป แล้วประสานมือขอลุแก่โทษแก่เหลียงเหวินปั๋วและผู้ตัดสิน “ขออภัยด้วยจริง ๆ ขอรับ มาสายแล้ว”
สีหน้าของเหลียงเหวินปั๋วไม่น่าดูเป็นอย่างยิ่ง เร็วไม่มาสายไม่มา เจ้าทาสกระบี่นี้ช่างมาเอาในช่วงที่เวลาใกล้จะหมดแล้วเสียได้
ผู้ตัดสินเอ่ยออกมาเสียงเคร่งขรึม “ตามกฎแล้ว เจ้ามาสายไปครึ่งก้านธูปยังจะสามารถลงสนามประลองได้ เพียงแต่จะต้องยอมให้ฝ่ายตรงข้ามสามกระบวนท่า”
“ตกลงขอรับ”
หลินอวิ๋นพยักหน้าตอบรับ ไม่ได้คัดค้านออกมา
ใบหน้าของเหลียงเหวินปั๋วปรากฏรอยยิ้มออกมา “ที่แท้ยังมีกฎเช่นนี้อยู่ด้วย ไม่เลวหลินอวิ๋น ข้าได้ยินมาว่าแม้แต่เจ้าคนงี่เง่าอย่างเฉินเซียวก็ยังมาพ่ายแพ้ในมือเจ้า ข้าไม่เหมือนเขาที่ออมมือให้เจ้า วันนี้ข้าจะต่อสู้จนเจ้ากลับไปอยู่ในร่างเดิมเลย!”
น้ำเสียงช่างดูเย่อหยิ่งทระนงตน เมื่อประโยคนี้ดังออกมา ก็ทำให้ทั่วทั้งสนามประลองเต็มไปด้วยความคุกรุ่น
แต่เหลียงเหวินปั๋วนั้น ก็มีคุณสมบัติที่จะเอ่ยคำพูดพวกนี้ออกมา เขาเป็นศิษย์อาวุโสฝ่ายนอก พลังยุทธ์อยู่ในขั้นหกที่อยู่ใกล้กับขั้นสุดยอด กระบี่บุปผาพลิ้วใบไม้โรยในมือยิ่งน่าอัศจรรย์นัก
“แปลกจริง ทำไมหลินอวิ๋นถึงได้ไม่พกกระบี่มาด้วย?”
“ได้ยินว่าทักษะกระบี่วายุเชี่ยวที่ร้อยปีมานี้ไม่มีผู้ใดฝึกได้สำเร็จ ถูกเขาฝึกฝนจนบรรลุแล้ว หรือว่าที่ลือกันนั้นเป็นเรื่องเท็จ?”
“ไม่ใช่กระมัง ข้าตั้งใจเพื่อมาดูทักษะกระบี่วายุเชี่ยวเชียวนะ”
“เป็นไปไม่ได้ ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวจะฝึกฝนจนบรรลุกันง่ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ แล้วทำไมเขาถึงได้ไม่นำกระบี่มาด้วย?”
ศิษย์ที่อยู่ด้านล่างแท่นประลอง เมื่อเห็นว่าหลินอวิ๋นไม่ได้นำกระบี่มาด้วย ก็เห็นน่าประหลาดยิ่งนัก
“เริ่ม!”
แกร๊ง!
เมื่อน้ำเสียงเพิ่งจบลงไป เหลียงเวินปั๋วชักกระบี่ออกจากฝัก รวดเร็วราวลมกรรโชก ดอกไม้พัดไหวใบไม้ปลิดปลิว
เร็วยิ่งนัก!
ศิษย์ด้านล่างแท่นประลอง ต่างก็พากันประหลาดใจกับความเร็วของกระบี่นี้ ดวงตาดูเหมือนจะยากที่จะหันกลับมาได้
เมื่อเผชิญหน้ากับหลินอวิ๋น เหลียงเหวินปั๋วก็ทำให้ผู้คนประหลาดใจอย่างที่สุด เมื่อลงมือก็เลือกที่จะใช้พลังทั้งหมด
หลินอวิ๋นที่ไม่อาจต่อกรกลับได้ ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว กระบี่เล่มนี้จึงได้หลีกเลี่ยงไปได้
กระบี่เล่มนั้นอยู่ห่างจากจมูกเพียงแค่หนึ่งนิ้ว อันตรายอย่างยิ่ง
ปัง!
เหลียงเหวินปั๋วมีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นหก พลุ่งพล่านออกมา พลังนี้ถึงขั้นไร้ขอบเขตใกล้กับพลังยุทธ์ขั้นเจ็ด
ความยาวของกระบี่เพิ่มมากยิ่งขึ้นตามพลังของเขาใกล้ถึงขั้นสุดยอด
กระบี่ยาวในมือเกิดเป็นมุมแหลมคม จากล่างขึ้นบน ราวกับลมกรรโชกแรง
ฮึฮึ!
หลินอวิ๋นที่ทำได้เพียงแค่หลบเลี่ยง ไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เสื้อตรงทรวงอกของเขาถูกเปิดเป็นรูยาว
ภายใต้สถานการณ์ที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง
“แย่แล้ว เหลียงเหวินปั๋วผู้นี้ก็แข็งแกร่งเสียน่ากลัว อีกทั้งยังมีโอกาสอีกสามกระบวนท่า หลินอวิ๋นจบเห่แล้ว!”
“พลังยุทธ์ของเขานี้ ถึงกับไม่มีขีดสุดจนใกล้กับวรยุทธ์ระดับเจ็ด ไม่น่าเล่าก่อนหน้านี้น้ำเสียงของเขาถึงได้ดูเย่อหยิ่งเช่นนั้น”
“วิชากระบี่บุปผาพลิ้ว เมื่ออยู่ในมือเขาถึงได้ดูดุร้ายเช่นนี้”
ไม่เกินสองกระบวนท่า สถานการณ์ในสนามประลอง ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ส่งผลดีต่อหลินอวิ๋นเท่าไหร่
“บุปผาพลิ้วใบไม้โรย จัดการมันซะ!”
เหลียงเหวินปั๋วส่งเสียงร้องตะโกนดังออกมา แล้วออกกระบวนท่ากระบี่ที่สามออกมา
เมื่อกระบี่ถูกแทงออกมา ลมพายุกรรโชกแรง เสื้อผ้าสั่นไหว ผมยาวล้อกับแสงแดด ละอองฝุ่นบนแท่นประลองลอยคละคลุ้งภายใต้ลมกรรโชกแรง
และเมื่อมองไปในแวบแรก บนแท่นประลองนั้นเหมือนว่าจะมีใบไม้และดอกไม้จะล่องลอยอยู่จริง ๆ
“ดี!”
กระบี่เล่มนี้ดึงดูดเสียงโห่ร้องของทุกคน ไม่อาจไม่เอ่ยออกมาได้ว่า กระบี่เล่มนี้ของเหลียงเหวินปั๋วน่าอัศจรรย์จริง ๆ
เพียงแต่ในตอนที่ฝูงชนกำลังรู้สึกว่ากระบี่ของเหลียงเหวินปั๋วจะต้องฟันโดนนั้น
กายของหลินอวิ๋นเป็นเหมือนดั่งห่านป่า กระโดดขึ้นไปยังกลางอากาศสูงนับสองจั้ง ในตอนที่ลงมานั้นก็เหยียบลงถึงขอบของแท่นประลองได้พอดี
เขาใช้ทักษะร่างกายของเคล็ดวิชายอดห่านป่า ในชั่วอึดใจเดียวเขาใช้กำลังภายในไปมากมาย เพื่อที่จะหลบพลังกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม
“บัดซบจริง!”
กระบวนท่าสังหารของเหลียงเหวินปั๋วล้มเหลว ทำเอาเขาโกรธจัด พลังบนกายของเขาพุ่งขึ้นจนถึงขีดสุด กำลังภายในของเขาถูกเผาลาญไปอย่างบ้าคลั่ง แสงกระบี่สั่นไหว กลายเป็นกระแสลมกรรโชกแรง ราวกับว่าจะบีบบังคับให้หลินอวิ๋นตกลงไปจากแท่นประลอง
“สามกระบวนท่าผ่านพ้นไปแล้ว”
หลินอวิ๋นเอ่ยออกมาเสียงเบาประโยคหนึ่ง มองไปยังเหลียงเหวินปั๋วที่กำลังวิ่งเข้ามาพร้อมกับกระบี่ที่ดูเหมือนจะปะทุรุนแรงขึ้น
เขาก็ไม่ลังเลที่จะเหวี่ยงหมัดออกไป
ปัง! ปัง! ปัง!
ในตอนที่หลินอวิ๋นเหวี่ยงหมัดดังปังออกไปนั้น กระดูกของเขาก็ระเบิดเสียงสนั่นราวสายฟ้าออกมา
ในทุกครั้งที่เสียงกระดูกดังลั่น ก็ทำให้แก้วหูของผู้คนสั่นไหว ทำให้พลังของเหลียงเหวินปั๋วอ่อนแอลงส่วนหนึ่ง
ที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ บนกายของหลินอวิ๋นเองระเบิดพลังยุทธ์ขั้นหกออกมาด้วยเช่นกัน ในพลังนี้ ยังมีไอชั่วร้ายที่ผู้มีวรยุทธ์ทั่วไปไม่มีออกมาด้วย
ฟิ้ว!
พลังกระบี่อันร้ายกาจของเหลียงเหวินปั๋ว เมื่อเผชิญหน้าหมัดของหลินอวิ๋นปะทะออกมาก็แตกสลายลงไปในทันที
ถูกทำลายลงโดยไม่ทันได้ต้านทาน
ปัง!
เพียงแค่หมัดเดียวก็ทำให้พลังกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามแหลกสลาย แต่หลินอวิ๋นก็ยังไม่ยั้งฝีเท้า เหวี่ยงหมัดออกไปอีกครั้งหนึ่ง ไม่ให้เวลาเหลียงเหวินปั๋วทันได้ตอบสนองก็กระแทกลงไปยังทรวงอกของอีกฝ่ายจนกระเด็นลอยออกไปนับสิบลี้
เสียงดังของกระดูกตรงทรวงอกดังลั่นชัดเจน
ปัง!
เพิ่งจะตกลงมาบนพื้นดิน ยังไม่ทันได้เก็บกระบี่ หลินอวิ๋นก็เหวี่ยงหมัดที่สามออกมา
เขาเป็นเหมือนราวกับราชาของสัตว์อสูร กลับกลายมาเป็นเสือ
เมื่อหมัดเหวี่ยงออกไป ร้อยสัตว์เข้าเฝ้า!
“ไม่......”แววตาของเหลียงเหวินปั๋วเผยร่องรอยของความหวาดกลัวออกมา ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องออกมา ก็กระเด็นลงจากแท่นประลองอย่างน่าเวทนา
เมื่อมองไปยังเหลียงเหวินปั๋วที่ตกลงบนพื้นดินด้วยสีหน้าเจ็บปวดแล้ว หลินอวิ๋นก็คำนับแล้วเอ่ยออกมา “ออมมือแล้ว”
สามหมัด!
หนึ่งหมัดของเหลียงเหวินปั๋วกระแทกจนพลังกระบี่สลาย หนึ่งหมัดหักกระดูกทรวงอกของเขา หมัดที่สามกวาดเอาตัวเขาออกจากแท่นประลอง
ด้วยพลังสายฟ้าของหลินอวิ๋น ทำให้คำพูดหยิ่งผยองดุร้ายของเหลียงเหวินปั๋วกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน
-โปรดติดตามตอนต่อไป-