ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 112 กินนี่ซะ! ระเบิดเพลิง!

            เป็นไปตามที่เจียงจืออวี๋คาดไว้หลังจากนั้นเจ็ดแปดวันติดกันคณบดีเฉียนไม่มีทีท่าว่าอยากจะเจอหน้าไป๋ฉางเซิงเลยสักนิด

            กระทั่งบางครั้งที่เขาต้องการพบเจียงจืออวี๋ยังกำชับเป็นพิเศษว่าห้ามพาเจ้าเด็กแสบไป๋ฉางเซิงนั่นมาด้วยเด็ดขาด

            เห็นได้ชัดว่าไป๋ฉางเซิงทำเอาคณบดีเฉียนสติแตกจนทลายปราการทางจิตใจไปมากขนาดไหน

            โดยเฉพาะตอนที่เขาพยายามจะแก้ไข'ความผิดเพี้ยน' ให้ซวนหนีหยกทมิฬไม่ว่าจะพูดกล่อมอย่างไร ซวนหนีหยกทมิฬกลับไม่ยอมฟังแม้แต่คำเดียวแถมยังปักใจเชื่อว่านี่คือบททดสอบที่คณบดีเฉียนจงใจสร้างขึ้นเพื่อพิสูจน์มิตรภาพระหว่างมันกับไป๋ฉางเซิงเสียอย่างนั้น

            นั่นยิ่งทำให้คณบดีเฉียนแทบกระอักเลือด

            ซวนหนีหยกทมิฬที่แสนดีของเขาทำไมพอไปคลุกคลีกับไป๋ฉางเซิงแค่ประเดี๋ยวเดียว ถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้

            แต่เรื่องพวกนี้ยังไม่เกี่ยวกับไป๋ฉางเซิงในตอนนี้แม้ตาแก่เฉียนจะมีอคติกับเขาอยู่บ้าง แต่นั่นมันก็แค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้นแหละ

            รอให้ตาแก่เฉียนหายโกรธก่อนเขาก็ยังสามารถไปเนียนกิน 'ขนมเล่น' จากพี่ใหญ่สุดที่รักได้อยู่ดี

            ยังไงเสียตอนนี้เขาก็กินดีอยู่ดีไม่มีความจำเป็นต้องไปกวนใจตาแก่นั่นให้เสียอารมณ์เพิ่ม

            หลังจากเริ่มมีเงินคล่องมือเจียงจืออวี๋ก็ไม่เคยให้ไป๋ฉางเซิงขาดแคลนทรัพยากรเลย

            ยาเลือดพยัคฆ์ราคาเม็ดละหลายหมื่นเหรียญเธอซื้อทีเดียวสามสิบเม็ด ต่อให้กินวันละเม็ดก็พอกินไปได้ทั้งเดือน

            แถมในแต่ละวันยังมีรายการอาหารเสริมอย่างยาเลือดหมีเพิ่มเข้ามาอีกทำให้ทั้งค่าพลังเลือดและแต้มวิวัฒนาการพุ่งสูงขึ้นด้วยความเร็วที่น่าตกใจ

            ที่น่าสนใจคือหลังจากทักษะเสริมพลังการย่อยเลื่อนขึ้นเป็นระดับแปดพลังเลือดที่เขาสามารถย่อยและเพิ่มพูนได้ในแต่ละวันก็พุ่งพรวดจากหนึ่งร้อยเป็นสองร้อยยี่สิบหน่วยทันที

            หากคำนวณตามประสิทธิภาพนี้ค่าพลังเลือดหนึ่งแสนหน่วยซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของระดับจ้าวอสูรจะใช้เวลาเพียงสี่ร้อยวันก็บรรลุถึงได้

            เมื่อเทียบกับทักษะเสริมพลังการย่อยระดับเจ็ดแล้วระยะเวลาถูกย่นลงไปมากกว่าครึ่ง

            ทว่าไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ว่าเดิมทีทักษะเสริมพลังการย่อยระดับแปดควรจะทำให้เขาย่อยพลังเลือดได้ประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบหน่วยต่อวันส่วนอีกสี่สิบหน่วยที่เกินมานั้นน่าจะเป็นผลมาจากเลือดมังกรที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายทำให้ความสามารถในการย่อยตามธรรมชาติของเขาแข็งแกร่งขึ้นระดับหนึ่ง

            อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็เป็นสัตว์อสูรระดับแม่ทัพอสูรแล้ว แถมยังมีเลือดมังกรระดับสี่การกินเนื้อเพิ่มขึ้นวันละนิดวันละหน่อยก็นับว่าสมเหตุสมผลใช่ไหมล่ะ?

            นอกจากเรื่องกินแล้วไป๋ฉางเซิงยังลากเจ้าทึ่มจู้มาฝึกซ้อมด้วยกันทุกวัน

            หากสู้กับเจียงจืออวี๋จะไปรบกวนเวลาฝึกตนของเธอและหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาก็อาจพลั้งมือทำร้ายเธอได้ แม้บาดแผลจะไม่ถึงแก่ชีวิตแต่มันก็เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรเอามาล้อเล่น

            และโชคดีที่เจ้าทึ่มจู้เป็นคู่ซ้อมที่ยอดเยี่ยมที่สุด

            นอกจากจะมีความแข็งแกร่งมากพอแล้วด้วยโครงสร้างร่างกายที่เป็นจักรกล ทำให้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องบาดเจ็บเลยสักนิดต่อให้เสียหายไปบ้างแค่เติมพลังงานให้เพียงพอก็สามารถซ่อมแซมกลับมาเหมือนเดิมได้แล้ว

            แต่การซ้อมกับเจ้าทึ่มจู้ก็มีข้อเสียที่เห็นชัดอยู่อย่างหนึ่งคือหมอนี่ไม่รู้จักคำว่าออมมือ หรือจะพูดให้ถูกคือถึงเขาจะออมมือแล้วแต่ถึงกระนั้นมันก็ยังทำให้ไป๋ฉางเซิงต้องสะบักสะบอมเจ็บตัวไปทุกวัน

            เดิมทีไป๋ฉางเซิงคิดว่าด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้ของเขาต่อให้ยังไม่ถึงขั้นข้ามระดับไปสู้กับใครได้แต่อย่างน้อยในระดับเดียวกันเขาก็น่าจะไร้เทียมทาน

            ทว่าเมื่อต้องเจอกับสภาพหน้าปูดบวมวันแล้ววันเล่าไป๋ฉางเซิงถึงได้รู้ซึ้งว่าตนเองยังเหมือนกบในกะลาอยู่บ้าง

            เจียงจืออวี๋เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไว้แต่เธอกลับไม่มีความคิดที่จะเตือนไป๋ฉางเซิงเลย

            การฝึกฝนการต่อสู้ที่ดุเดือดและถี่ขนาดนี้กับผู้พิทักษ์เงินมายาที่ถูกสร้างมาเพื่อการรบโดยเฉพาะย่อมมีประโยชน์มหาศาลต่อประสบการณ์การต่อสู้จริง การปรับตัวเข้ากับเลือดมังกรและการผสานอิทธิฤทธิ์เทวะของไป๋ฉางเซิง

            เพราะคู่ซ้อมที่เหมาะสมขนาดนี้ใช่ว่าใครๆ ก็จะมีกันได้เสียเมื่อไหร่

            และผลลัพธ์ที่ได้จากการแลกมาด้วยความเจ็บตัวนั้นคือพลังต่อสู้โดยรวมของไป๋ฉางเซิงพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว

            "กินนี่ซะ! ระเบิดเพลิง!"

            ลูกไฟลูกหนึ่งควบแน่นขึ้นข้างกายไป๋ฉางเซิงมันถูกซัดออกไปทั้งที่รูปลักษณ์ยังไม่ทันก่อตัวสมบูรณ์ แต่ในระหว่างทางที่พุ่งไปมันกลับดูดซับธาตุไฟที่ล่องลอยอยู่รอบด้านเข้ามาเสริมพลังให้ตัวเองอย่างต่อเนื่องเมื่อเข้าใกล้เจ้าทึ่มจู้ในระยะสามเมตรมันก็ขยายขนาดจนถึงขีดจำกัดก่อนจะถูกไป๋ฉางเซิงสั่งระเบิดทันที

            เปลวเพลิงที่น่าสยดสยองกลืนกินทุกสิ่งรอบด้านในรัศมีสี่ห้าเมตรไปชั่วพริบตาอุณหภูมิที่ร้อนแรงถึงขีดสุดนั้นให้ความรู้สึกราวกับจะเผาผลาญทุกสรรพสิ่งให้เป็นจุณ

            ทว่าร่างสีเงินร่างหนึ่งกลับพุ่งพรวดออกมาจากกองเพลิงพร้อมกับพุ่งหมัดหมายจะทะลวงหัวของไป๋ฉางเซิงอย่างจัง

            ไม่มีระลอกคลื่นพลังเลือดที่ชัดเจนแต่มันกลับแฝงไว้ด้วยพละกำลังที่มหาศาลอย่างเหลือเชื่อ

            เมื่อเห็นดังนั้นรูม่านตาแนวตั้งของไป๋ฉางเซิงก็หดวูบ เขาตวัดหางฟาดออกไปอย่างดุดัน

            เสียงหางที่ตวัดผ่านอากาศนั้นเหมือนเสียงหวดแส้ที่ฉีกกระชากความเงียบจนเกิดเสียงหวีดแหลมแหวกอากาศ

            แต่ในจังหวะที่หางกำลังจะสัมผัสตัวเจ้าทึ่มจู้ร่างของเจ้าทึ่มจู้กลับหายวับไปจากจุดนั้นอย่างกะทันหัน วินาทีต่อมาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเหนือหัวของไป๋ฉางเซิง

            "อยู่ข้างบนนี่!"

            หากเป็นช่วงแรกๆที่เจอสถานการณ์แบบนี้ไป๋ฉางเซิงคงจะตกใจทำอะไรไม่ถูกและโดนหมัดนั้นอัดเข้าไปเต็มรักแน่นอน

            ทว่าในตอนนี้ไป๋ฉางเซิงกลับยกยิ้มที่มุมปากเกล็ดสีม่วงตรงหน้าผากเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นมาทันที

            "ตูม!"

            อัสนีบาตและหมัดปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟฟ้าสาดกระจายแต่กระนั้นการโจมตีของเจ้าทึ่มจู้ก็ไม่อาจขยับเข้าใกล้ไปได้มากกว่านี้

            ในเวลาเดียวกันลูกไฟอีกสามลูกก็ควบแน่นขึ้นที่ด้านหลังของไป๋ฉางเซิง

            แม้ความเร็วในการควบแน่นลูกไฟจะช้าลงกว่าเดิมมากแต่มองปราดเดียวก็รู้ว่า เมื่อใดที่ลูกไฟเหล่านี้ควบแน่นสำเร็จนั่นคือเวลาที่ไป๋ฉางเซิงจะปิดเกมการประลองนี้

            เจ้าทึ่มจู้เองก็รู้ซึ้งถึงข้อนี้ดีเขาพยายามออกแรงสลัดตัวออกมาแต่กลับพบว่าแขนขวาของตนคล้ายถูกดูดติดอยู่กับอัสนีบาตสีขาวอมฟ้านี้และในเมื่อเขาอยู่กลางอากาศที่ไม่มีที่ให้หยั่งเท้าเขาจึงไม่สามารถกระชากแขนออกมาได้เลย

            ทว่าสิ่งที่ไป๋ฉางเซิงคาดไม่ถึงที่สุดก็เกิดขึ้นเจ้าทึ่มจู้ยกมือซ้ายขึ้นทำท่ากางกั้นเป็นดาบมือแล้วฟาดฉับลงไปที่แขนขวาของตนเองทันที

            ไม่มีเสียงโลหะปะทะกันไม่มีประกายไฟกระเด็น แขนขวาของเจ้าทึ่มจู้ถูกตัดขาดออกมาอย่างง่ายดายก่อนจะถูกอัสนีบาตกลืนกินเข้าไป

            เมื่อตระหนักได้ถึงความผิดปกติไป๋ฉางเซิงไม่กล้ารอให้ลูกไฟควบแน่นจนสมบูรณ์เขาใช้จิตสั่งการให้ลูกไฟทั้งสามลูกพุ่งออกไปทันทีโดยมีเป้าหมายคือเจ้าทึ่มจู้ที่กำลังร่วงลงพื้นขณะเดียวกันอัสนีบาตที่พุ่งออกจากหัวของไป๋ฉางเซิงก็กวาดไปมาจนดูคล้ายดาบแสงไล่ล่าสังหารเจ้าทึ่มจู้ไม่ลดละ

            "ตูม!"

            "ตูม!"

            "ตูม!"

            เสียงระเบิดของลูกไฟดังสนั่นต่อเนื่องกันสามครั้ง

            วินาทีต่อมาไป๋ฉางเซิงรู้สึกว่าร่างกายของตนถูกรัดแน่นอย่างกะทันหันคล้ายกับมีอะไรบางอย่างมาพันธนาการไว้และออกแรงบีบอย่างรุนแรงจนเขารู้สึกเหมือนเครื่องในแทบจะแตกสลายจากการกดทับนั้น

            เขาพลิกกายและออกแรงรัดกลับไปเช่นกัน

            จะมาแข่งเรื่องรัดตัวกับงูเนี่ยนะ?เมื่อใดที่ถูกเขารัด ต่อให้แกจะเป็นผู้พิทักษ์เงินมายาแล้วยังไง?ฉันก็บีบแกให้เละได้เหมือนกัน!

            แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่าบีบไม่ลง บีบไม่เข้าเลยสักนิด เจ้าผู้พิทักษ์เงินมายานี่มันจะแข็งเกินไปแล้ว

            แม้เจ้าทึ่มจู้จะออมแรงไว้แล้วแต่ด้วยความแข็งแกร่งของวัสดุร่างกายที่อยู่ตรงนี้ อย่าว่าแต่ไป๋ฉางเซิงเลยต่อให้เป็นระดับโหวแห่งยุทธ์มาเองก็ใช่ว่าจะสามารถอัดร่างกายของเจ้าทึ่มจู้ให้แหลกคามือได้ง่ายๆ

            "เฮ้ย นี่แกขี้โกงชัดๆ เลยนี่นา!"

            "ใครเขาตัดแขนตัวเองทิ้งกลางการต่อสู้กันบ้าง?"

            "แล้วก็ ถ้าตัวแกไม่ได้ทำมาจากเงินมายานะเมื่อกี้คนที่ต้องร้องขอชีวิตก่อนก็คือแกนั่นแหละ!"

            เจ้าทึ่มจู้ไม่ตอบคำถามเพียงแต่ยิ้มแหะๆจากนั้นก็ไปเก็บแขนที่ขาดของตนเองมาวางทาบไว้ที่รอยตัดตรงหัวไหล่เพียงสิบวินาทีผ่านไปมันก็สมานกันจนกลับมาเป็นเหมือนเดิม

            "การงัดเอาข้อได้เปรียบทุกอย่างมาใช้เพื่อสังหารศัตรูโดยไม่เลือกวิธีนั่นคือกฎเหล็กของศึกต่อสู้ตัดสินเป็นตาย"

            "สิ่งที่เจ้าทึ่มจู้ทำนับว่าสมเหตุสมผลที่สุด"

            "ในทางกลับกัน นายยังดึงเอาข้อได้เปรียบของตนเองออกมาใช้ได้ไม่เต็มที่"

            "ในเมื่อนายมีทั้งอัสนีบาตและเพลิงสวรรค์เป็นอาวุธระยะไกลการสู้พลางถอยพลางเพื่อไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูเข้าประชิดตัวคือสิ่งที่นายควรทำมากที่สุด"

            "แต่การทำได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่าเก่งมากแล้วล่ะ"

            เวินโหรวที่กำลังนั่งเขียนอะไรบางอย่างอยู่ไกลออกไปเอ่ยปากขึ้นพร้อมกับชี้จุดบกพร่องของไป๋ฉางเซิง

            หลังจากพูดจบเธอก็หยิบกระดาษ A4 แผ่นนั้นขึ้นมาแล้วใช้นิ้วดีดแผ่นกระดาษเบาๆ

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน