ตอนที่ 15 สตรีหอนางโลม
ในคืนวันเดียวกันนั้น
หลังจากที่หลิงซานฉิงกล่อมเจี่ยนเจี่ยนเข้านอน นางก็เปลี่ยนเสื้อผ้าปลอมตัวเป็ผู้ชาย แล้วออกไปจากบ้าน
คืนนี้จันทร์แจ่มดาวจาง แสงจันทร์สาดส่องถนนอันมืดมิด ภายในยุคโบราณตกสู่ยามราตรี ปราศจากการเคลื่อนไหวใด อีกทั้งสถานที่ไกลโพ้นอย่างอำเภอหรงอินก็เข้าสู่ความมืดมิด ไร้ซึ่งคนสัญจรไปมาตามท้องถนน
ขณะนี้บนถนนที่ตรงไปยังประตูหลังของจวนตระกูลอวี๋ นอกจากหลิงซานฉิงแล้วก็ไม่มีผู้ใดเลย
หากนางเดาไม่ผิด หลังจากที่เฉินเตาปาทำงานสำเร็จ เขาจะต้องมาที่จวนตระกูลอวี๋เพื่อรับความดีความชอบแน่นอน หากไม่ได้มาที่จวนตระกูลอวี๋ในตอนกลางวัน ก็คงจะแอบเข้ามาในตอนกลางคืน
หลิงซานฉิงเฝ้ารออยู่มุมลับที่ประตูหลังจวนตระกูลอวี๋ หลังจากนั้นไม่นาน เสียงอิ่มเอิบใจของเฉินเตาปาก็ดังออกมาจากด้านหลังประตู นางจึงยื่นหน้าออกไปดูครึ่งหนึ่ง
เฉินเตาปาก้าวออกมาจากประตู หันหลังไปโบกมือให้เด็กรับใช้ที่มาส่ง เขาคลำน้ำหนักถุงเงินที่อยู่ในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มโลภและลำพองใจออกมา
เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังคิดว่าจะไปที่แห่งใด ไม่นาน เขาก็ก้าวเท้าไปทิศทางหนึ่ง
หลิงซานฉิงเดินตามอย่างระมัดระวังด้วยความกล้าหาญ ขณะที่เดินตามไป นางก็ได้กลิ่นเครื่องประทินโฉมลอยคละคลุ้งออกมาพร้อมกับเสียงดังเซ็งแซ่
หอนางโลม?
หอนางโลมนั้นถูกกฎหมาย นางรู้เื่นี้มาก่อนแล้ว และเมื่อเห็นเฉินเตาปาถูกแม่เล้าพาเข้าไปในหอ นางก็กระแอมเบา ๆ หนึ่งที ก่อนยืดหลังขึ้นและเดินตามเข้าไป
ทันใดนั้น หญิงงามที่มีเสน่ห์ยั่วยวนสองสามคนก็เข้ามารุมล้อมนางเพราะเข้าใจว่านางคือชายหนุ่ม นางจึงเหลือบมองหญิงเ่าั้และส่ายหน้า
แม่เล้าที่นำคนเข้าไปก็ออกมาอีกครั้ง และเมื่อเห็นนางส่ายหัวพอดีก็ส่งสายตาไปทางหญิงสาวสองสามคน หญิงสาวเ่าั้ก็แยกย้ายกันไป จากนั้นนางก็เข้ามาหาด้วยตัวเอง พลางสำรวจหลิงซานฉิงและฉีกยิ้มกว้างออกมา
“แค่ข้าเห็นก็รู้แล้วว่าคุณชายไม่ใช่คนที่มีความทะเยอทะยาน เชิญคุณชายรีบเข้าไปข้างในเถิด ข้าน้อยจะเรียกหญิงสาวอวบอิ่มสองสามคนมาคอยปรนนิบัติ” ขณะพูด นางก็พาคนเข้าไปข้างในด้วย
วันนี้หลิงซานฉิงสวมเสื้อผ้าที่ฉาจื่ออันเคยสวมในตอนที่รู้สึกภูมิใจที่สุด ซึ่งมีมูลค่าสองสามเหรียญ แม่เล้าจึงไม่กล้าเฉยเมย
เมื่อเดินตามแม่เล้าเข้ามา นางก็เหลือบมองสิ่งของที่จัดวางไว้ภายในแล้วพยักหน้า “ไม่ต้องไปหาหญิงสาวคนอื่นแล้ว ข้าได้ยินมาว่าแม่นาง ‘อิงเอ๋อร์’ ที่งดงามดุจนางฟ้า จิตใจดีมีเมตตา ว่ากันว่านางยังเป็อนุภรรยาของคนในตระกูลร่ำรวยมาก่อน” นางแสร้งทำท่าลูบคางอย่างหยาบคาย “แม่นางอิงเอ๋อร์ล่ะ? ข้า้านาง”
นางแอบฟังตอนที่เฉินเตาปาแลือกหญิงสาว ช่างเป็คนที่น่าภูมิใจจริง ๆ นางอดไม่ได้ที่จะยืดหลังขึ้น แม้แต่เสียงก็ยังเพิ่มให้ดังขึ้น และแอบจับตาดูเล็กน้อย
และเป็อย่างที่คาดไว้ รอยยิ้มบนใบหน้าของแม่เล้าไม่ชะงักเลยสักนิด ทั้งยังพูดขึ้นว่า “คุณชาย ช่างโชคไม่ดีจริง ๆ แม่นางอิงเอ๋อร์เพิ่งถูกลูกค้าคนหนึ่งพาไป ที่นี่ยังมีหญิงสาวโดดเด่นคนอื่น ๆ อยู่ ท่านลองดูอีกรอบดีหรือไม่?”
นางไม่ได้มาเที่ยวหอนางโลมจริง ๆ เสียหน่อย หลิงซานฉิงบ่นพึมพำในใจ แต่ก็เอ่ยคล้อยตาม “เช่นนั้นข้าผู้นี้รออีกสักหน่อยก็ไม่เป็ไร วันนี้ข้ามาที่นี่เพราะแม่นางอิงเอ๋อร์โดยเฉพาะ ดังนั้นคนที่เหลือข้าก็ไม่แลหรอก”
นางแสร้งสะบัดชายเสื้อขึ้นแล้วนั่งลงอย่างสง่างาม
เมื่อหญิงสาวสองสามคนเห็นแขกนั่งลงก็อยากจะเข้าไปชวนคุย แต่แม่เล้าก็แสดงท่าทางห้ามปรามและพวกนางก็จากไปอย่างผิดหวัง
ครั้นหลิงซานฉิงเห็นว่าแม่เล้ายังไม่ถอยกลับไปจึงเปลี่ยนใจ และถามว่า “ข้าขอถามอะไรเ้าอย่างหนึ่งสิ”
เมื่อแม่เล้าได้ยินก็ตอบว่า “คุณชาย เชิญท่านถาม”
หลิงซานฉิงกระแอมเบา ๆ ก่อนกวักมือเรียกนางเข้ามาและมองไปรอบ ๆ แม่เล้าเข้าใจจึงนั่งลงข้างนาง
“ข้าอยากถามเ้าว่า หากข้าอยากซื้อตัวแม่นางอิงเอ๋อร์จะต้องใช้กี่ตำลึง?”
แม่เล้าคนนั้นยังคงยิ้ม ประกายแสงแวบผ่านแววตาไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบว่า “คุณชาย หากท่านชอบอิงเอ๋อร์ก็มาหาทุกวันไม่ดีรึ หากไถ่ตัว…”
เมื่อเห็นสีหน้าที่เด็ดเดี่ยวของหลิงซานฉิง นางก็ลังเลเล็กน้อย “จะไถ่ตัว อย่าเพิ่งเอ่ยถึงเื่เงินเลย ลูกค้าที่เลือกอิงเอ๋อร์เมื่อครู่เป็ลูกค้าประจำของอิงเอ๋อร์ ไม่รู้ว่าเหตุใดไม่กี่วันมานี้ถึงได้จ่ายเงินมามากมาย แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ข้าน้อยจะล่วงเกินได้ หากท่าน้าไถ่ตัวอิงเอ๋อร์ เกรงว่าท่านคงต้องไปพบกับลูกค้าคนนั้น”
ขณะที่แม่เล้าพูด นางก็เหลือบมองขึ้นไปชั้นบน พลันพ่นลมหายใจออกมาทันที “แขกผู้นี้เพิ่งเข้าไปเมื่อครู่ เหตุใดถึงออกมาแล้วล่ะ ขอเดาว่าอิงเอ๋อร์คงงอนแล้ว ตอนนี้เชิญท่านลูกค้านั่งลงก่อน ข้าน้อยขอตัวขึ้นไปดูครู่หนึ่ง”
เฉินเตาปา? หลิงซานฉิงหันหน้ากลับ เมื่อเห็นเฉินเตาปาเดินลงมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ เขาน่าจะทะเลาะกับอิงเอ๋อร์มา นี่จึงเป็โอกาสที่ดี
หลิงซานฉิงเห็นโอกาสเหมาะจึงลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า "ช้าก่อน ในเมื่อข้ามาที่นี่เพราะแม่นางอิงเอ๋อร์โดยเฉพาะ ยามนี้ก็เข้าไปดูได้แล้วสินะ?"
แม่เล้าอยากดูแลเฉินเตาปาอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถปล่อยแขกผู้นี้ไปได้ ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงโยนความรู้สึกของอิงเอ๋อร์ทิ้งไป “ท่านลูกค้า ขึ้นไปห้องชั้นบนด้านในสุดตรงปีกซ้ายก็ถึงแล้ว”
หลิงซานฉิงล้วงเงินออกมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วเดินตรงไปที่ห้องของอิงเอ๋อร์
ห้องของอิงเอ๋อร์ถูกล็อกเอาไว้ นางเคาะสองสามครั้งก็ไม่มีใครตอบ ส่วนลึกในใจนางจึงแอบร้องะโออกมา
เฉินเตาปาเพิ่งจะเดินออกมาจากที่นี่เมื่อครู่ อิงเอ๋อร์ต้องอยู่ข้างในนี้แน่นอน แต่กลับไม่มีใครตอบออกมาเลย จึงเดาได้เพียงว่าอิงเอ๋อร์คงหมดสติไป หรืออาจจะได้ยินแต่ไม่สะดวกจะพบใคร
แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเฉินเตาปาเมื่อครู่ ก็มีความเป็ไปได้สูงที่จะเป็อย่างหลัง
ครั้นได้ยินเสียงในห้องดังออกมา นางก็ถอยหลังไปสามก้าวโดยไม่สนคนอื่น ๆ แล้วใช้แรงทั้งหมดถีบออกไปอย่างรุนแรง ทันใดนั้นนางก็ถึงกับเบิกตากว้าง รีบเข้าไปและปิดประตูทันที
ไม่นึกเลยว่าอิงเอ๋อร์กำลังคิดฆ่าตัวตายอยู่ในห้องของนาง! หลิงซานฉิงจึงรีบเข้าไปอุ้มอิงเอ๋อร์ที่พยายามจะแขวนคอตัวเอง แล้วพูดว่า “แม่นางอิงเอ๋อร์ เ้าบ้าไปแล้วรึ”
ม้านั่งอยู่ตรงเท้าของอิงเอ๋อร์เพิ่งจะถูกนางเตะล้ม และอิงเอ๋อร์ก็นิ่งอยู่ในอ้อมแขนของนางพลางไอออกมาไม่หยุด ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยน้ำตา และมีท่าทางดุจดอกสาลี่ต้องหยาดฝน
“คุณชาย แค่กแค่ก...เหตุใด...แค่ก เหตุใดท่านถึงต้องช่วยข้า...” นางหมดสิ้นไร้ซึ่งความหวังจึงร้องขอความตาย
หลิงซานฉิงช่วยรินน้ำและยื่นไปตรงหน้านาง “แม่นางอิงเอ๋อร์ ไม่มีเื่อะไรที่แก้ไม่ได้หรอก ข้ารู้ว่าเฉินเตาปาไม่ใช่คนดีอะไร แต่จะตายเพราะคนเช่นนี้จริง ๆ รึ มันไม่คุ้มเลย"
เมื่ออิงเอ๋อร์เห็นนางที่แต่งตัวเป็ชายแต่กลับมีน้ำเสียงเหมือนเด็กสาวก็เพ่งมองอย่างละเอียดอีกครั้ง และเมื่อเห็นนางไม่มีลูกกระเดือกจึงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ใช่ว่าจะไม่มีคุณหนูจากครอบครัวร่ำรวยที่มีนิสัยแปลก ๆ ชอบเข้ามาเดินเล่นในหอนางโลม
นางก็เป็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง ความรู้สึกระวังตัวจึงคลายลงเล็กน้อย “แม่นาง...เหตุใดแม่นางถึงต้องช่วยข้า บนโลกนี้ไม่มีอะไรให้ข้าอาลัยอาวรณ์แล้ว เ้าปล่อยให้ข้าตายเถิด เฉินเตาปาไม่ใช่คนดีอะไร สภาพของข้าในตอนนี้ เกรงว่า... คงจะสกปรกไปหมดแล้ว”
อิงเอ๋อร์นั่งลงที่โต๊ะอีกด้านด้วยตัวเอง มองผ้าขาวที่อยู่บนพื้นพลางหลับตาลง น้ำตาใส ๆ พลันไหลลงมาตามแก้ม
แน่นอนว่าเื่นี้คงไม่พ้นเกี่ยวข้องกับเฉินเตาปา หลิงซานฉิงยื่นผ้าเช็ดหน้าไปให้ และถอนหายใจออกมา “แม่นางอิงเอ๋อร์ พวกเรามีศัตรูคนเดียวกัน เ้ามีสิ่งใดที่ปกปิดเอาไว้ หากสะดวก ก็สามารถบอกกับข้าได้ แม้ข้าจะมิอาจช่วยเ้าให้รอดพ้นได้ แต่ข้าสามารถแก้แค้นไปด้วยกันกับเ้าได้!”
ความเห็นอกเห็นใจไม่จริงแท้เท่ากับความรู้สึกร่วม พวกนางมีศัตรูคนเดียวกัน เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกนางใกล้ชิดกันมากขึ้น
สีหน้าของอิงเอ๋อร์เปลี่ยนไป นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง น้ำตาไหลลงมาอย่างรวดเร็ว พลางก้มหน้าสะอื้นไห้ “เฉินเตาปาไม่ใช่คน เดิมทีข้าเป็…”
แม่นางอิงเอ๋อร์ร้องไห้ไปด้วย และเล่าเื่ที่นางเคยพบเจอจนกลายมาเป็อย่างวันนี้
กล่าวง่าย ๆ คือ ครอบครัวของนางตกต่ำและถูกเฉินเตาปาหลอก และนางก็ถูกหลอกให้มาที่หอนางโลม ตอนที่นางรู้ตัวก็ถูกเฉินเตาปาขายให้กับแม่เล้าแล้ว นางขอให้คนอื่นช่วยแต่ก็ไร้ประโยชน์ และพยายามที่จะอดอาหารเพื่อฆ่าตัวตาย สุดท้ายก็ถูกเฆี่ยนตีอย่างโเี้ เฉินเตาปาไม่เพียงแต่ขายนาง แต่ยังกลายเป็ลูกค้ารายแรกของนางด้วย
เมื่อเวลาผ่านไป นางก็ไม่ดิ้นรนต่อสู้อีก อยู่ที่นี่นางไม่ต้องกังวลเื่อาหารและเสื้อผ้า และการรอความตายก็ไม่ใช่เื่เลวร้ายอะไร
หลิงซานฉิงกำมือแน่น ต้องยอมรับว่าเฉินเตาปามีพร์ด้านความเลวทรามจริง ๆ
อิงเอ๋อร์เปลี่ยนจากความเศร้าโศกเป็ความเกลียดชัง นางถือผ้าเช็ดหน้าไว้และเล่าว่า “ก่อนที่จะตาย ตอนแรกข้าอยากจะฆ่าเฉินเตาปา แต่เขาเป็ผู้ชายร่างใหญ่ ข้าไม่สามารถวางยาพิษได้ ดังนั้นการฆ่าเขาจึงทำได้ไม่ง่ายเลย ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไรมาถึงได้มีเงินมากมายและคิดอยากจะไถ่ตัวข้าวันนี้ ข้าไม่มีทางเลือกจริง ๆ ถึงได้…”
นางสะอื้นไห้ในตอนท้าย ฟังแล้วบีบหัวใจมากกว่าการที่นางะโออกมาเสียอีก
หลิงซานฉิงเผยแววตาวาวโรจน์ออกมา และพ่นลมหายใจออกมาอย่างเ็า “เขาทำเื่ผิดศีลธรรม แน่นอนว่าต้องมีคนให้เงินเขาเป็จำนวนมาก ทำชั่วได้ชั่ว อีกไม่นานเขาจะถูกลงโทษ แต่ตอนนี้เรารอไม่ได้แล้ว การลงโทษนี้พวกเราเอาไปให้เขากันเถอะ!”
อิงเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่งและหยุดร้องไห้ พลางมองอีกฝ่ายด้วยน้ำตาคลอเบ้า “แม่นาง เขาออกไปทำร้ายคนอื่นอีกแล้วรึ? ไอ้แผลเป็คนนี้...”
อิงเอ๋อร์ถูกขายให้กับหอนางโลม ซึ่งเป็เื่น่าละอายที่สุดสำหรับนางในฐานะหญิงสาวคนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่านางชิงชังเฉินเตาปามากแค่ไหน
หลิงซานฉิงเล่าเื่ราวของฉาจื่ออันอย่างไม่รีบร้อน โดยเน้นเื่ที่เฉินเตาปาใส่ร้ายฉาจื่ออัน เมื่ออิงเอ๋อร์ได้ฟังก็ทั้งโกรธทั้งช่วยอะไรไม่ได้ “แม่นางหลิง การกระทำของเฉินเตาปาช่างน่ารังเกียจจริง ๆ แล้วตอนนี้จะทำอะไรได้ล่ะ เขาทำงานให้กับตระกูลอวี๋ และตระกูลอวี๋ไม่ใช่ตระกูลที่เ้าและข้าสามารถล่วงเกินได้”
แค่เฉินเตาปาไอ้นักเลงท้องถิ่นคนหนึ่งยังเพียงพอให้พวกเราจัดการได้ แต่ตอนนี้มีตระกูลอวี๋เข้ามาอีก ไม่ต้องคิดก็รู้แล้วว่า พวกนางเป็แค่ตั๊กแตนตำข้าวขวางทางรถ[1]
แววตาหลิงซานฉิงเปลี่ยนไปทันที “เื่สกปรกโสมมเช่นนี้ตระกูลอวี๋ไม่มีทางเสนอหน้าออกมาหรอก พอถึงเวลานั้น พวกเขาแค่คำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมของตระกูลอวี๋เท่านั้น และทิ้งหมากอย่างเฉินเตาปาไป และจุดนี้จะกลายเป็การตัดสินชี้ขาด ตราบใดที่แม่นางอิงเอ๋อร์ออกหน้าเป็พยานว่าเฉินเตาปาได้รับผลประโยชน์จากตระกูลอวี๋จริง ๆ เื่นี้จะถูกตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
อิงเอ๋อร์กัดริมฝีปากครู่หนึ่ง หากมองอย่างละเอียดจะเห็นรอยฟันเหลืออยู่บนริมฝีปากนาง และดวงตาของนางก็สั่นไหว “จะซ้ายหรือขวาก็ตายเหมือนกัน หากก่อนตายสามารถทำให้คนชั่วช้านั้นรับกรรมได้ แม้ข้าตายก็จะไม่เสียใจเลย!”
เป็อย่างที่นางกล่าวไว้จริง ๆ นางไม่มีความคาดหวังใด ๆ ต่อโลกใบนี้อีกแล้ว ถึงแม้เื่นี้จะไม่สำเร็จ จะซ้ายหรือขวาก็ตายเหมือนกัน แต่หากสำเร็จ... เฉินเตาปาก็จะได้ชดใช้กรรม!
นอกจากคนชั่วอย่างเฉินเตาปาแล้วก็คงจะไม่มีใครตายอีก
หลิงซานฉิงแอบเอ่ยในใจ ตอนนี้อิงเอ๋อร์ก็รับปากแล้ว ปัญหาที่สำคัญที่สุดของพวกนางคือการหาหลักฐานที่เฉินเตาปากับตระกูลอวี๋ร่วมมือกัน แม้จะหาหลักฐานที่ตระกูลอวี๋มีส่วนร่วมด้วยไม่เจอ แต่ก็ต้องหาหลักฐานที่เขาใส่ร้ายป้ายสีให้เจอ
“แม่นางอิงเอ๋อร์ เกรงว่าจะต้องให้เ้าลำบากอีกครั้งแล้วล่ะ เ้าเป็เพียงคนเดียวที่สามารถเข้าใกล้เฉินเตาปาได้ เ้าลองดูว่าจะหาหลักฐานจากตัวเขาได้หรือไม่ ส่วนที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
หากไม่มีหลักฐาน แผนที่พวกนางวางไว้ก็คงเปล่าประโยชน์
ความเกลียดชังที่ซ่อนอยู่ส่วนลึกสุดหัวใจของอิงเอ๋อร์ถูกขุดออกมา แม้แต่ความตายนางก็ไม่กลัว ดังนั้นต้องลำบากนิดหน่อยจะเป็ไรไป
[1] ใช้เปรียบเปรยว่าการทำเื่ใหญ่โตเกินความสามารถของตน โดยไม่พึงสำรวจความสามารถของตนเอง การทำเกินตัว ย่อมจะประสบความสำเร็จได้ยาก