เมื่อทรงได้รับข่าวว่าองค์รัชทายาทเทียนหลงสิ้นพระชนม์องค์ชายฝานจิ้งก็ทรงให้ม้าเร็วส่งสาส์นล่วงหน้าไปยังวังหลวงว่าพระองค์จะเสด็จกลับเหลิงอานเร็ววันนี้แต่ที่ทรงรั้งรออยู่ ก็เพราะทรงห่วงด่านเจิ้งถง การสั่งตั้งค่ายขององค์ชายหรูจื้อเถียนครั้งนี้ผิดวิสัยนักเพราะโดยปรกติเขามักอาศัยกำลังของทหารข้าศึกที่เป็เชลยให้บุกก่อนกองทัพหลักซึ่งเป็ทหารม้าและพื้นราบราวสองแสนนายถึงจะโจมตีเป็ระลอกที่สอง กองทัพของหรูจื้อเถียนขึ้นชื่อในเื่บุกเร็วรบเร็วปานสายฟ้าฟาดใน่เวลาที่ข้าศึกคาดไม่ถึงการตั้งค่ายคราวนี้เห็นทีจะคอยดูลาดเลาต้าฉางแน่แล้ว
หยางเสียนั่งอยู่หน้ากระโจมท่านแม่ทัพเจิ้งถงเป็ด่านขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนที่ราบซึ่งเป็ทุ่งหญ้าโล่งกว้าง ด้านหลังค่ายเป็เทือกเขาสูงสองลูกมีแหล่งน้ำและหญ้าอุดมสมบูรณ์ มีกระโจมและสิ่งปลูกสร้างรายล้อมทุ่งกว้างมีหอคอยสังเกตการณ์อยู่ตามแนวสันเขาเื้ัเมื่ออยู่บนนั้นสามารถมองลงไปเห็นดินแดนของแคว้นเสี้ยนได้อยู่ที่นี่หยางเสียแทบไม่ต้องหยิบจับงานหนักๆ เพราะงานเ่าั้มีทหารรับใช้ชื่อหวังหนานเป็คนจัดการทั้งหมดนางเพียงแต่คอยอยู่ใกล้ๆ เมื่อท่านแม่ทัพมีพระประสงค์จะใช้สอยั้แ่พระองค์ทรงทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ขององค์รัชทายาท บวกกับเื่าที่กำลังเกิดขึ้นในแคว้นเสี้ยนพระพักตร์ที่นิ่งเฉยอยู่เป็นิจนั้น บัดนี้ยิ่งดูเคร่งเครียดมากขึ้นเช่นเดียวกับรองแม่ทัพอู๋ที่เดินหน้าเคร่งเข้าออกกระโจมวันละหลายรอบส่วนทหารในค่ายต่างก็พูดกันถึงการรบในแคว้นเสี้ยนและคาดเดาถึงความเป็ไปได้ที่แคว้นลู่เหลียงจะยกทัพต่อมายังแคว้นต้าฉาง
ในตอนหัวค่ำของคืนหนึ่งหญิงสาวยกกาน้ำชาไปวางไว้บนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ที่มุมหนึ่งของกระโจมหลวง ความสนพระทัยของท่านแม่ทัพดูเหมือนจดจ่อกับแผนที่หลายต่อหลายแผ่นซึ่งกางอยู่บนโต๊ะตัวใหญ่กลางกระโจมนางเห็นรองแม่ทัพอู๋และนายกองคนอื่นๆ ผลุบเข้าผลุบออกกระโจมเพื่อเข้ามาทูลรายงานความคืบหน้าของการรบที่แคว้นเสี้ยนและถกถึงแนวโน้มที่ลู่เหลียงจะยกทัพมาประกาศากับต้าฉางทันทีที่เผด็จศึกแคว้นเสี้ยนได้สำเร็จ
เมื่อทุกคนออกจากกระโจมไปหมดแล้วหยางเสียก็เดินเข้าไปยืนข้างพระองค์ “าจะเกิดขึ้นกับต้าฉางแน่แล้วหรือขอรับ”
“กลัวรึ” องค์ชายฝานจิ้งตรัสถามขึ้นพร้อมกับทรงหันพระพักตร์มาหาผู้ตั้งคำถามและทรงพบว่าสายตาของคนที่ยืนข้างๆกำลังจับนิ่งบนแผนที่
หยางเสียพยักหน้า “ขอรับ ข้าน้อยเกลียดา” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมตรงๆ
“หากเ้ากลัวตาย...เหตุใดจึงมาเป็ทหารเล่า” ผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพทรงหันกลับไปทอดพระเนตรแผนที่ต่อไป
“หามิได้ ข้ามิได้กลัวตายขอรับ” คำตอบของหยางเสียเรียกความสนใจของพระองค์กลับมาสู่ดวงตากลมที่ล้อมด้วยแพขนตาหนาคู่นั้นพระขนงของพระองค์เลิกขึ้นข้างหนึ่งแทนคำถาม
“ข้าคิดว่า..” หญิงสาวตอบอย่างระมัดระวัง “หากข้าเป็คนที่ตายเมื่อตายไปแล้วคงจะไม่รู้สึกทรมานอะไรอีก” หยางเสียมองสบเข้าไปใน พระเนตรสีนิลที่ทอดมายังนาง “สิ่งที่ข้ากลัวคือการสูญเสียคนที่รักในาการอยู่กับความจริงที่ว่าจะไม่ได้พบคนที่ข้ารักอีกแล้วนั้นเป็เื่ทรมานนัก...”
พระทัยของแม่ทัพผู้แข็งแกร่งไหววะวิบ... เคยแล้วพระองค์ทรงเคยัักับความทรมานนั้นแล้ว
สิ้นคำสุดท้ายของหยางเสียทั้งกระโจมเหลือเพียงความเงียบ องค์ชายฝานจิ้งไม่ทรงรับสั่งสิ่งใดต่อทั้งสองยืนสบตากันนิ่ง หยางเสียไม่หลบสายตาดังเช่นทุกคราวชั่วขณะนั้นหยางเสียรู้สึกราวกับว่าเวลาได้หยุดนิ่งไป
ในที่สุดคนที่ขยับก่อนคือหยางเสียด้วยเกรงว่าหากสบพระเนตรนานกว่านี้พระองค์อาจล่วงรู้ถึงความรู้สึกที่นางซ่อนไว้ หญิงสาวจึงรีบโค้งคำนับให้พระองค์ ก่อนจะกลับไปนั่งกอดเข่าจมอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่บนฟูกนอนที่มุมหนึ่งของกระโจม...าไม่เคยมอบสิ่งที่ดีให้กับใครแม้กับผู้ชนะก็ตามที ชัยชนะที่ได้มานั้นส่วนหนึ่งย่อมต้องแลกมาด้วยชีวิตของพวกพ้องของตน าทำให้เด็กต้องกำพร้าพ่อภรรยาสูญเสียสามี พ่อแม่สูญเสียลูกชาย ครอบครัวพี่น้องต้องพลัดพรากจากกันเหตุหนึ่งของาคือความละโมบในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองเด็กกำพร้าอย่างนางคือผลจากการแย่งชิงในสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเช่นกัน...
ไม่กี่วันหลังจากนั้น แคว้นเสี้ยนก็ถูกตีแตกและตกเป็หนึ่งในเมืองขึ้นของมหาอำนาจอย่างลู่เหลียงปัญหาไม่ได้อยู่ที่ลู่เหลียงจะยกทัพมาตีต้าฉางเพราะหรูจื้อเถียนได้นำกำลังพลส่วนหนึ่งกลับไปแล้ว คงต้องรอดูสถานการณ์กันอีกสักพักปัญหาเฉพาะหน้าที่องค์ชายฝานจิ้งต้องทรงจัดการก็คือชาวแคว้นเสี้ยนอพยพหนีตายเข้ามาในแคว้นต้าฉางพระองค์ทรงใช้ม้าเร็วไปแจ้งวังหลวงถึงสถานการณ์แล้ว
อันที่จริงต้าฉางกับเสี้ยนไม่เคยมีความขัดแย้งกันอีกทั้งชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนสองแคว้นนั้นย่อมมีสัมพันธ์กันอยู่แล้ว การขับไล่หรือเพิกเฉยต่อผู้อพยพที่กำลังเดือดร้อนนั้นก็จะเป็การแล้งน้ำใจเกินไปในขณะรอคำตอบจากวังหลวงองค์ชายฝานจิ้งจึงมีพระบัญชาให้สร้างค่ายชั่วคราวให้ชาวเมืองเสี้ยนอยู่เป็สัดส่วนสายข่าวของพระองค์แจ้งว่าองค์รัชทายาทของแคว้นเสี้ยนทรงหนีรอดจากการจับกุมของทัพลู่เหลียงไปได้แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเสด็จไปกบดานอยู่ที่ใด
และเมื่อถึงวันที่องค์ชายฝานจิ้งต้องเสด็จเข้าเมืองเหลิงอานหลังจากจัดเตรียมสัมภาระให้พระองค์เรียบร้อยแล้วเ้าคนที่เคยตามติดเป็เงากลับหายหน้าหายตาไม่มาให้ทรงเห็น จนต้องมีรับสั่งให้ทหารออกไปตามตัว
หยางเสียงนั้นหน้าเศร้าคอตกอย่างชัดเจนเมื่อมายืนอยู่เบื้องพักตร์
“ข้าไปไม่นาน...” พระองค์ตรัสยิ้มๆก่อนจะทรงถอนพระปัสสาสะเบาๆ ด้วยความอ่อนพระทัย เ้าหนุ่มเอ๋ย...ก็ไหนรับปากแข็งขันมั่นเหมาะว่าจะอยู่รอพระองค์ที่นี่เพื่อฝึกเพลงดาบให้เชี่ยวชาญไม่ทันไรน้ำตาก็จะร่วงเสียแล้ว น้องหญิงอวี่เฉินแห่งตำหนักแสงจันทร์เห็นจะเจอคู่ปรับเข้าแล้วกระมัง
“โปรดถนอมพระวรกาย” หยางเสียงึมงำขณะโค้งส่งเสด็จก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตามม้าทรงที่ทะยานออกไปตาละห้อย หญิงสาวปาดน้ำตาหยดหนึ่งทิ้งอย่างรวดเร็วเพราะเกรงคนอื่นจะผิดสังเกตก่อนหันหน้าวิ่งกลับเข้าไปในกระโจม
ริมลำธารท้ายค่ายอพยพชั่วคราวซึ่งท่านแม่ทัพด่านเจิ้งถงรับสั่งให้สร้างไว้สำหรับเป็ที่พักพิงแก่ประชาชนชาวแคว้นเสี้ยนมีร่างหนึ่งนั่งอย่างสงบนิ่ง ตาคู่นั้นมองไปยังใจกลางเงาสะท้อนของดวงจันทร์บนผิวน้ำที่ไหวเป็ระลอกด้วยแรงไหลของธารน้ำใสเบื้องหน้า
เสียงฝีเท้าจากเื้ัที่ถึงแม้จะก้าวเข้ามาอย่างแ่เบาแต่ก็สามารถดึงคนที่กำลังจมดิ่งอยู่กับความคิดของตนนั้นให้หลุดจากภวังค์ได้
“ผิงอ้ายเป็อย่างไรแล้ว...นางหลับไปแล้วหรือยัง”ผู้ที่นั่งริมลำธารเอ่ยถาม คงจะหลับหลังจากที่ร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้งดั่งเช่นทุกคืน
“ฟางเอ๋อร์ออกมาบอกว่าบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“หม่าเหยียน! ลืมแล้วหรือว่าพวกเราอยู่ในฐานะอะไร” ผู้สูงกว่าด้วยบรรดาศักดิ์รีบห้ามทันควันแม้กวาดตามองแล้วไม่มีใครอีกนอกจากเขาสองคน แต่ระวังไว้ก่อนเป็ดีที่สุด
เท่าใด ต้องสละชีวิตไปมากเท่าใดเพื่อรักษาชีวิตพระองค์ให้หนีรอดออกจากเขตแดนแคว้นเสี้ยนมาได้
กี่ร้อยกี่พันชีวิตที่ต้องสังเวยคมดาบของข้าศึกที่บุกเข้าถึงวังหลวงไหนจะยังชีวิตของไพร่ฟ้าที่คอยช่วยหลอกล่อข้าศึกเพื่อให้ทรงหลบหนีออกจากเมืองมาได้อีกหากสู้จนตัวตาย ความอัปยศอดสูอาจจะไม่มากถึงเพียงนี้พระองค์ทรงคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาแล้วก็ร้าวเจ็บในพระหทัยเหลือประมาณราวกับคมดาบที่คร่าชีวิตประชาชนของพระองค์ได้บาดลึกลงในพระทัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ควรแล้วหรือที่จะตัวเรานี้จะถูกเรียกว่าองค์รัชทายาทคนที่จะขึ้นนั่งบัลลังก์ปกครองแคว้นเสี้ยนต่อจากพระบิดา
“น่าจะเป็ข้าที่ตาย” พระพักตร์หม่นหมองหันไปหาองครักษ์ผู้อภิบาลหม่าเหยียนไม่รู้จะพูดอย่างไรให้องค์รัชทายาททรงคลายพระทัยเพราะเขาเองก็ปวดร้าวทรมานไม่แพ้กันป่านนี้ยังไม่รู้เลยว่าภรรยาและลูกชายหญิงทั้งสองเป็ตายร้ายดีอยู่ที่ไหนอย่างไร
จักรพรรดิและพระมเหสีสิ้นพระชนม์แล้ว
นั่นคือข่าวล่าสุดที่พระองค์ทรงได้ยิน หะแรกเมื่อทรงได้ข่าวทรงอยากจะหวนกลับไปที่วังหลวงเพื่อหาความจริง แต่หม่าเหยียนกลับรั้งไว้ด้วยเหตุว่าอาจเป็ข่าวลวง ทุกชีวิตที่เสียไปจะยิ่งสูญเปล่า
“มันคุ้มกันหรือ กับการปกป้องชีวิตที่ไม่เอาไหนอย่างข้า”องค์ชาย หยาซ่างรัชทายาทจากแคว้นเสี้ยน ที่ในเวลานี้กลายเป็ว่าที่จักรพรรดิไร้บัลลังก์ไปแล้วตรัสถามอย่างเลื่อนลอย
ฝ่ามือใหญ่ของหม่าเหยียนกดลงบนพระอังสาขององค์รัชทายาทผู้มีพระชนมายุสิบเก้าชันษาซึ่งบัดนี้ลู่ลงด้วยความทดท้อในพระทัยกว่าสิบปีที่องค์จักรพรรดิไว้วางพระทัยให้เขาคอยเฝ้าถวายการคุ้มครองและถ่ายทอดวิชาดาบที่มีให้ไม่เคยคิดอาจเอื้อมไปดึงฟ้าลงมาต่ำแต่ความรู้สึกที่มีต่อองค์รัชทายาทนั้น...ไม่ใช่ลูกก็เหมือนลูก
“อย่าทรงโทษองค์เองอีกเลยกระหม่อมพระองค์ต้องทรงอยู่ ด้วยพระองค์นั้นสำคัญยิ่งต่อแผ่นดินแคว้นเสี้ยนพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ายังจะทำกระไรได้อีกเล่าชีวิตตัวข้าเอง ยังต้องให้ผู้อื่นสละชีวิตรักษาไว้เลย”
“องค์ชาย...”
“พอเถอะ ท่านไปพักผ่อนได้แล้ว ขอข้าอยู่คนเดียวสักพัก...อย่าขัดข้าเลย”องค์ชายหยาซ่างตรัสขึ้นเมื่อองครักษ์ส่วนพระองค์มีทีท่าว่าจะกล่าวอะไรต่อ
ผู้อภิบาลนั้นเดินจากไปแล้วแต่ถ้อยคำของเขาก็ยังวนเวียนอยู่ในห้วงพระดำริ ‘หนีเพื่อตั้งหลักดีกว่าอยู่แล้วถูกฆ่าจนสิ้นราชวงศ์’
แล้วมันต่างกันตรงไหนในเมื่อตอนนี้ไม่เหลือแล้วซึ่งแผ่นดินจะให้อยู่ ความหวังจะชิงแผ่นดินคืนจากลู่เหลียงนั้นช่างริบหรี่เหลือเกินแม้พระองค์ได้ฝึกปรือวิชาจนชำนาญ แต่การจะต่อกรกับทัพลู่เหลียงนั้นมิใช่เื่ง่ายทหารของพระองค์หากไม่ตายก็ถูกกวาดต้อนไปเป็เชลยเสียมาก กำลังคนในค่ายอพยพก็มีเพียงชาวบ้านแม้คิดจะพัฒนาฝีมือจนออกรบได้ก็คงใช้เวลานาน หากจะขอยืมกำลังจากแคว้นต้าฉางพระองค์ก็ไม่ทรงแน่พระทัยนักว่าต้าฉางจะให้ความช่วยเหลือหรือไม่เพราะการยื่นมือเข้าช่วยแคว้นเสี้ยนเท่ากับเป็การประกาศากับลู่เหลียงไปพร้อมๆกัน ต้าฉางที่จวนเจียนจะผลัดแผ่นดินจะมีความพร้อมเพียงพออยู่หรือ องค์ชายหยาซ่างทรงจนด้วยคำตอบก่อนถอนพระปัสสาสะด้วยความทรมานในพระทัยทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองดวงจันทร์ที่ทอแสงกระจ่างอยู่บนท้องฟ้าการล่มสลายของมาตุภูมิด้วยเหตุจากคนภายนอกยังพอทำเนา สักวันคงมีหวังที่จะฟื้นคืนหากแต่นี่...สูญชาติด้วยคนในรักตัวกลัวตาย คิดทรยศ เปิดประตูให้คนนอกเข้าไปเข่นฆ่าย่ำยีศักดิ์ศรีคนชาติเดียวกัน!
ผิงอ้าย...พระขนิษฐาร่วมราชมารดานั้นก็ทรงให้นึกห่วงอยู่ครามครัน จิตใจและร่างกายนางจะทนได้นานแค่ไหน เคยมีชีวิตสุขสบายอยู่แต่ตำหนักในกลับต้องมาตกทุกข์นอนกลางดินกินกลางทรายร้องไห้น้ำตานองอาบหน้าทุกเมื่อเชื่อวันด้วยความคิดถึงพระมารดา
ข้าควรทำเช่นไร...์ชี้ทางให้ข้าที