ตอนที่ 20 ใกล้ชิด
จี้ซิวผิงมองร่างถงเชียนที่ยืนอยู่ข้างหน้าตนด้วยความทุกข์ระทมเหลือคณา ก้าวไปข้างหน้ารั้งนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขน แล้วพูดพึมพำว่า “พี่ซิวผิงทำให้เ้าต้องได้รับความไม่เป็ธรรมแล้ว จากนี้ไปข้าจะทำให้เ้ามีชีวิตที่ดีอย่างแน่นอน จะไม่ยอมให้พ่อแม่ของเ้าบีบบังคับได้อีก”
ถงเชียนได้ยินเช่นนี้ ก็หัวใจเต้นสั่นไหวรุนแรง ก่อนหน้านี้ที่ตนทำท่าทีเช่นนั้น ก็เพื่อจะยืมใช้สภาวการณ์เช่นนี้ในหมู่บ้าน มาทำให้บิดามารดาจอมฉวยโอกาสคู่นั้นอับอายขายขี้หน้าเท่านั้น แต่กลับลืมนึกไปว่าจี้ซิวผิงใส่ใจนางอย่างแท้จริง ตนพูดไปเช่นนั้น คงทำให้เขายิ่งทุกข์ระทมใจมากขึ้นไปอีก
ทั้งยังรู้สึกถึงได้ถึงแขนของจี้ซิวผิงที่โอบตนเองอยู่กำลังสั่นระริก และก็รู้ว่าอารมณ์ของเขาไม่เหมือนกับที่ตาเห็น เ็าและดูเป็ธรรมชาติ นางเอื้อมสองมือออกไปโอบจี้ซิวผิงไว้ อาจเป็เพราะถงเชียนตัวค่อนข้างเล็ก สองมือจึงโอบได้เพียงเอวของจี้ซิวผิง เลยดูไม่เข้ากับบรรยากาศสักเท่าไร
จากนั้นเอ่ยปลอบใจ “พี่ซิวผิง ท่านอย่าเสียใจไปเลย ตอนนี้เชียนเอ๋อร์ได้เอ่ยวาจาเ่าั้ไปหมดแล้ว พวกเพื่อนบ้านต่างก็รู้นิสัยของท่านพ่อท่านแม่ด้วยกันทั้งสิ้น มีพวกเขามองดูอยู่ ท่านพ่อท่านแม่คงจะไม่กล้ามาบ้านของพวกเราแน่”
ถงเชียนเอ่ยเช่นนี้ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึง ความหมายที่ว่าจี้ซิวผิงไม่ยอมปล่อยนางสักที แม้เพื่อนบ้านจะจากไปกันหมดแล้ว ทว่าั้แ่ต้นจนจบยังคงกอดกันอยู่ในลานบ้าน ทำอย่างนี้ ในยุคสมัยเช่นนี้ ผู้คนคงจะรับไม่ค่อยได้เท่าไรกระมัง
จึงลองขยับตัวเล็กน้อย แล้วเอ่ยอย่างแ่เบา “พี่ซิวผิง เชียนเอ๋อร์เหนื่อยแล้ว พวกเราเข้าบ้านกันเถอะ เชียนเอ๋อร์ เชียนเอ๋อร์ยังมีคำพูดที่อยากพูดกับท่านอีก”
จี้ซิวผิงได้ยินเช่นนี้ ก็ได้สติกลับมาทันที ที่แท้ตนเองกอดเชียนเอ๋อร์อยู่ที่ลานบ้านมาเป็เวลานานแล้ว อาจเป็เพราะตนเองใเสียจนโง่งมไปแล้ว อารมณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงได้ประทุขึ้นมาในยามนี้ เลยอดส่ายหน้าอย่างไม่เคยพบเจอไม่ได้ แววตาเปี่ยมด้วยเอ็นดูสงสาร
พลางปล่อยถงเชียนและกุมมือนางขึ้นมา “เชียนเอ๋อร์ พี่ซิวผิงผิดเอง ไม่ควรคิดเช่นนั้นกับเ้าเลย พวกเราเข้าบ้านกันเถอะ เ้าพักผ่อนให้สบาย พี่ซิวผิงจะไปทำของอร่อยให้เ้ากิน” พูดเช่นนี้เสร็จ จึงพาถงเชียนเข้าไปในบ้าน
จี้ซิวผิงดูเหมือนจะพาถงเชียนเข้าบ้านด้วยท่าทางเป็ปกติ ทว่ามีเพียงจี้ซิวผิงคนเดียวที่รู้ว่า นับั้แ่ได้ยินเหตุผลนั้นจากปากของถงเชียน เขาก็ไม่อาจทำใจให้สงบลงได้
ด้วยในอดีตใจของตนนั้น มักจะเต็มไปด้วยความสงสัยในความเปลี่ยนแปลงของถงเชียน แม้จะรู้ว่านางขยันขันแข็งมากเพียงไร ทั้งยังปวดหัวใจเหลือคณา ทว่าก็ยังรู้สึกหวาดวิตกกังวลอยู่เสมอ เพราะกลัวว่านางจะเผลอกลับไปเป็เหมือนในอดีต จนกระทั่งบัดนี้ ทุกความกังวลใจ ทุกความสงสัยนั้น ได้จางหายไปไม่เหลือแล้ว
เหลือไว้เพียงความปวดใจสุดแสน ยังมีความรู้สึกเสียใจที่ในอดีตตนเข้าใจนางผิด ดังนั้นจึงตัดสินใจแล้วว่า ตนเองจะต้องทำให้นางมีชีวิตที่ดีให้จงได้ ไม่อาจทำให้นางต้องลำบากตามตนเองอีก
ถงเชียนมองดูความห่วงใยที่ฉายบนใบหน้าของจี้ซิวผิงอย่างชัดเจนนั้น ทั้งยังมีความละอายใจอยู่เงียบๆ นางใช้มืออีกข้างขยี้ตาเบาๆ บางทีตนอาจจะมองผิดไป เหตุใดจึงเห็นความละอายใจอยู่บนใบหน้าของเขาได้ล่ะ หรือบางที เขาอาจทำเื่บางอย่างที่นางไม่รู้ ถ้ามีโอกาส คงต้องสืบดูหน่อยแล้ว
หลังจากที่จี้ซิวผิงพาตนมาส่งที่เตียงเรียบร้อย ครั้นเห็นเขาเตรียมจะหมุนกายจากไป ก็รีบคว้าแขนเสื้อของเขาเอาไว้ “พี่ซิวผิงอย่าเพิ่งไป เชียนเอ๋อร์ เชียนเอ๋อร์กลัว”
พอพูดอย่างนี้แล้ว ฉับพลันนั้นก็นึกอยากตบตัวเองสักที พูดสิ่งใดไม่พูด ดันพูดว่าตัวเองกลัว แม้ยามที่ร่างเดิมอยู่ต่อหน้าบิดามารดาคู่นั้น รวมถึงชาวบ้านพวกนั้นจะมีท่าทางขลาดกลัวอยู่บ้าง แต่ในยามที่อยู่ต่อหน้าจี้ซิวผิงนั้น เคยมีท่าทางเฉกเช่นสาวน้อยเช่นนี้ที่ไหนกัน อีกหน่อยคงต้องเปลี่ยนความเคยชินนี้เสียใหม่
เดิมทีจี้ซิวผิงกลัวว่าถงเชียนจะรู้สึกหิว จึงอยากทำอะไรให้นางกินเสียหน่อย แต่นึกไม่ถึงเลยว่าถงเชียนจะกลัวตนเองออกไป ต้องเป็เพราะบิดาของนางแน่ๆ เมื่อคิดเช่นนี้ จึงทอดถอนหายใจเบาๆ
หันกลับไปมองถงเชียน มองดูท่าทางที่ระแวดระวังของนาง ยับยั้งใจไว้ไม่อยู่ ใช้มือตบแผ่นหลังของนางอย่างแ่เบา พยายามเกลี้ยกล่อมให้นางหายจากอาการหวาดกลัวนั้น “เชียนเอ๋อร์ไม่ต้องกลัวนะ พี่ซิวผิงจะไม่ไปไหนและไม่มีทางที่จะไม่้าเชียนเอ๋อร์แน่นอน ข้าแค่อยากไปทำอะไรให้เ้ากินก็เท่านั้น”
ทว่าถงเชียนไม่รู้ว่าตนเองควรจะเอ่ยปากอย่างไรดี จึงจะสามารถทำให้อารมณ์ของจี้ซิวผิงไม่ต้องปั่นป่วนจนเกินไปนัก เมื่อได้ฟังเขาพูดปลอบประโลมเช่นนี้ จู่ๆ ก็รู้สึกผ่อนคลายลง ในอดีตยามที่ตนเองทำตัวไร้เหตุผลบุรุษผู้นี้ก็ยังไม่ไปจากตน แล้วจะจากไปในเวลานี้ได้อย่างไร แม้นางจะเอ่ยสิ่งใดที่ไม่เข้ากับยุคสมัยอีกครั้ง เขาก็ไม่มีทางบ่นแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จึงแหงนหน้าขึ้นสบสายตามองเข้าไปในแววตาของจี้ซิวผิงตรงๆ แววตาที่มีความจริงจังหนักแน่น มีความซื่อตรง ทั้งยังมีความใกล้ชิดสนิทสนมอย่างไร้ข้อกังขา
นางออกแรงดึงจี้ซิวผิงให้มาข้างๆ ตน พร้อมเอ่ยด้วยเสียงอันแ่เบา “พี่ซิวผิง เชียนเอ๋อร์มีเื่อยากจะบอกท่าน เพียงแต่ พี่ซิวผิงต้องรับปากข้า ไม่ว่าข้าจะพูดสิ่งใดก็ตาม ห้ามโกรธข้าได้หรือไม่” เมื่อกล่าวเช่นนี้ ก็ยิ่งมองจี้ซิวผิงอย่างจริงจังมากขึ้นไปอีก
ก่อนหน้านี้จี้ซิวผิงเห็นท่าทางที่แตกต่างของถงเชียนมาแล้วมากมาย ทั้งออดอ้อนฉอเลาะ ขี้ขลาดตาขาว ทำตัวหยาบคายไร้เหตุผลและเ้าเล่ห์เพทุบาย แต่กลับไม่เคยเห็นท่าทางเช่นนี้มาก่อน จริงจังราวกับบนโลกใบนี้ไม่มีเื่อื่นแล้วก็มิปาน เห็นเช่นนี้ จึงเหมือนสูญเสียสติสัมปชัญญะไป แล้วพยักหน้าอย่างทึมทื่อ
ถงเชียนมองท่าทางตกตะลึงเช่นนี้ของจี้ซิวผิงแล้วยิ้มอย่างอ่อนหวาน ไหนเลยจะมีท่าทางที่ไม่ได้รับความเป็ธรรมเช่นนั้นได้ หากตอนนี้จี้ซิวผิวยังมีสติแจ่มแจ้งอยู่ล่ะก็ คงจะพบว่าถงเชียนในยามนี้ดูผิดปกติ
“พี่ซิวผิง อย่างไรเสียยามนี้ก็เป็เช่นนี้แล้ว ดังนั้นข้าอยากจะพูดกับท่านให้ชัดเจน เชียนเอ๋อร์ทราบดี หากไม่มีพี่ซิวผิงล่ะก็ เชียนเอ๋อร์ก็คงไม่มีชีวิตที่มั่นคงเช่นนี้ ข้าเองก็รู้ว่าในอดีตนั้นเป็เพราะข้า ฐานะของทางบ้านถึงได้แย่ลงเรื่อยๆ ทั้งยังถูกเพื่อนบ้านหลายคนพากันรังเกียจ”
“ข้าคิดมาโดยตลอดว่า ขอเพียงข้าเชื่อฟังก็จะสามารถอยู่กับพี่ซิวผิงตลอดไปได้ ไม่ต้องทนรับความลำบากอีก ถึงแม้พวกเขาจะมาสร้างความวุ่นวาย แต่ก็คงจะไปเกินไปนัก ทว่าหลังจากที่วันนั้นได้เห็นท่านพ่อท่านแม่ยังใช้วิธีเดิมๆ อยู่อีก ข้าถึงได้เข้าใจ มีบางคน ไม่ว่าท่านจะดีต่อเขาแค่ไหน พวกเขาก็ไม่เคยละอายเลยสักนิด”
“อีกอย่างเมื่อเห็นชีวิตความเป็อยู่ที่ยากลำบากของท่าน จึงทำให้ข้าคิดพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือท่าน หากพวกเราไม่ไปหาพวกเขา พวกเขาก็คงจะไม่มาอีก อาจทำให้พวกเรามั่นคงขึ้น ถึงแม้จะไม่ร่ำรวยมากนัก แต่อย่างน้อยก็มีคนที่จริงใจอยู่ข้างกาย แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ทว่าท้ายที่สุดท่านพ่อท่านแม่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ”
.
.
.