ครั้นหนิงมู่ฉือได้ยินก็ดิ้นรนขัดขืนด้วยความโกรธเกรี้ยวจ้องเขม็งไปยังไซพานอัน “ข้าคือเทพแม่ครัวที่ฮ่องเต้พระราชทานฉายาให้ด้วยพระองค์เองท่านกล้าทำเช่นนี้กับข้าหรือ”
ไซพานอันเห็นหนิงมู่ฉือมีท่าทีไม่พอใจในใจรู้สึกหวาดกลัวเหลือคณา หากบิดารู้ว่าเขาทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้เคราต้องร่วงหมดใบหน้าแน่
ไซพานอันตรงเข้าไปหาหนิงมู่ฉือด้วยรอยยิ้ม“เทพแม่ครัวหนิงเหตุใดถึงต้องโมโหถึงเพียงนี้ ท่านยอมอยู่ที่นี่แต่โดยดีเถิดหากท่านยอมอยู่ที่นี่แต่โดยดี เสื้อผ้าหรูหราราคาแพงหรืออยากทานอาหารใดข้าหามาให้ท่านได้ทั้งนั้น! ขอเพียงแค่แม่นางหนิงยอมอยู่ที่จวนข้า! ทำอาหารให้ข้า!”
กล่าวจบยกมือขึ้นลูบคางที่มีเคราแพะเดินออกจากห้องพร้อมกับปิดประตู จากนั้นเดินตรงไปยังห้องครัวใช้ช้อนตักขาหมูเย็นใส่ถ้วยใบใหญ่ สูดดมกลิ่นหอมของมันคราหนึ่ง แล้วถึงค่อยถือถ้วยใส่ขาหมูเย็นเดินไปหาบิดาที่ห้องด้วยความยินดีปรีดา
เสนาบดีกรมพิธีการกำลังดื่มสุราอยู่กับอนุทั้งหลายอย่างมีความสุขดูท่าแล้วการที่ไซพานอันมีนิสัยชอบสาวสวยจะได้มาจากผู้เป็นบิดา เห็นบุตรชายเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเสนาบดีกรมพิธีการผลักบรรดาอนุออกไป แล้วส่งยิ้มให้แก่ไซพานอันที่กำลังเดินตรงมา
เสนาบดีกรมพิธีการได้กลิ่นขาหมูเย็นลอยมาแต่ไกลความอยากอาหารถูกกระตุ้นขึ้นมา เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาบุตรชายอดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย “อันเอ๋อร์ ถ้วยที่เจ้าถือมาข้างในคือขาหมูเย็นใช่หรือไม่”
ไซพานอันได้ยินคำถามนี้จากผู้เป็นบิดายิ้มด้วยสีหน้าแปลกใจ “เอ๋ ท่านพ่อรู้ได้อย่างไรแสดงว่าท่านอยากทานขาหมูเย็นมานานแล้วใช่หรือไม่ขอรับ”
ไซพานอันวางถ้วยขาหมูเย็นไว้ตรงหน้าบิดามองบิดาก้มหน้าก้มตาทานไม่หยุด ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม
เสนาบดีกรมพิธีการตักขาหมูเย็นเข้าปากคำใหญ่เคี้ยวไปพลางส่งเสียงอืออาอย่างชอบใจไปพลาง “เจ้าไปเอาขาหมูเย็นถ้วยนี้มาจากที่ใด อันเอ๋อร์ของพ่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วรู้ว่าพ่อชอบรสชาติแบบนี้”
ไซพานอันยิ้มกว้างเมื่อได้ฟังคำชมจากผู้เป็นบิดา“ท่านพ่อลูกรับประกันได้เลยว่าต่อจากนี้ท่านจะได้ทานอาหารอร่อยเช่นนี้ทุกมื้อเพียงแต่ท่านจะเห็นแก่ที่ลูกกตัญญูต่อท่าน รับปากลูกเรื่องหนึ่งได้หรือไม่ขอรับ”
เสนาบดีกรมพิธีการได้ยินบุตรชายกล่าวว่าต่อไปจะได้ทานอาหารอร่อยเช่นนี้ทุกมื้อดีใจจนเครากระดิก เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าอยากได้สิ่งใดเล่า พ่อจะเห็นแก่ที่เจ้ากตัญญู รับปากเจ้า”
ไซพานอันส่งยิ้มมีเลศนัยให้บิดา “ท่านพ่อ ลูกแต่งนางโลมอันดับหนึ่งแห่งหอจุ้ยหงเป็นอนุได้หรือไม่ขอรับ”
เสนาบดีกรมพิธีการได้ฟังดังนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน วางถ้วยขาหมูเย็นลงแล้วเอ่ยกับไซพานอันด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“เหลวไหล!เจ้าก็รู้ว่าฉู่เมิ่งเอ๋อร์คือคนของซื่อจื่อ เจ้ายังจะหาเรื่องใส่ตัวอีก พวกเรามิอาจล่วงเกินซื่อจื่อได้หากเจ้าอยากได้สตรี พ่อจะหาที่ดีกว่าฉู่เมิ่งเอ๋อร์ให้เจ้า!”
ไซพานอันก้มหน้าด้วยความเศร้าเสียใจทันใดนั้นก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงยิ้มพร้อมกับเอ่ย “เช่นนั้นท่านพ่อตอนนี้ข้างกายลูกมีสตรีนางหนึ่งที่มีทั้งรูปโฉมและความรู้เพียบพร้อม ให้นางมาเป็นฮูหยินเอกของลูกได้หรือไม่”
เสนาบดีกรมพิธีการมีไซพานอันเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวจึงทั้งรักทั้งตามใจยิ่ง ได้ยินบุตรชายอยากแต่งงานสร้างครอบครัวในใจปลื้มปริ่มเหลือจะกล่าว พยักหน้าตอบตกลงบุตรชายออกไป “เจ้าอยากแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาถือเป็นเรื่องดี สตรีนางนั้นอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่”
ไซพานอันพยักหน้า ทำท่าผายมือเชิญบิดาเสนาบดีกรมพิธีการเดินตามไซพานอันไปยังห้องที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา เมื่อผลักประตูเปิดเข้าไปก็เจอกับภาพที่หนิงมู่ฉือกำลังร้องไห้จนน้ำตานองหน้า
ไซพานอันกล่าวอย่างลำพองใจ “ท่านพ่อ เห็นหรือไม่นางเพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและความรู้!”
เสนาบดีกรมพิธีการเห็นหนิงมู่ฉือกำลังร้องไห้หน้าพลันเปลี่ยนสี ถลึงตาโตใส่บุตรชาย กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจยิ่ง “เหลวไหล!เจ้าก็รู้ว่าสตรีผู้นี้คือเทพแม่ครัวที่ฮ่องเต้พระราชทานฉายาให้ด้วยพระองค์เอง!แต่เจ้ากลับลักพาตัวนางมาที่นี่ เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ!”
ไซพานอันมองบิดาอย่างน้อยใจ “แต่ว่าท่านพ่อ นางเป็นสตรีที่เพียบพร้อมจริงๆนะขอรับ อย่างไรท่านก็เป็นถึงเสนาบดีกรมพิธีการทั้งลูกยังเป็นบุตรชายคนเดียวของท่านแต่งนางเป็นฮูหยินเอกถือว่าให้เกียรตินางมากแล้ว!”
ครั้นหนิงมู่ฉือได้ยินคำว่าฮูหยินเอก นางตะโกนด่าไซพานอันออกมา“แต่งฮูหยินเอก?ท่านถามข้าหรือยังว่าตกลงหรือไม่! ข้าคือคนของท่านอ๋องนะ!”
เสนาบดีกรมพิธีการได้ฟังข้อเสนอของบุตรชายก็เห็นว่าเข้าทีเขาถอนหายใจออกมาพลางเดินไปหาหนิงมู่ฉือเพื่อปรึกษาหารือ “แม่นางหนิง เจ้าเห็นว่าแบบนี้เป็นอย่างไรเมื่อเจ้าแต่งงานกับอันเอ๋อร์เป็นฮูหยินเอก เจ้าจะเป็นฮูหยินเพียงคนเดียวของจวนนี้แบบนี้ดีกว่าต้องทำงานอยู่ในตำหนักอ๋องอีกไม่ใช่หรือ”
หนิงมู่ฉือเบนสายตาไปยังไซพานอันพลันส่ายหน้ารัวๆ ติดต่อกันพร้อมกับคิดในใจ “ไม่! อย่างไรข้าก็ไม่ยอม” เพียงนางเห็นหน้าไซพานอันนางก็อยากจะอาเจียนแล้ว
ทว่าขบคิดไปมาหากนางปฏิเสธไปเยี่ยงนี้ คงไม่มีทางได้ออกจากที่นี่เป็นแน่ จู่ๆในสมองนางพลันปรากฏแผนขึ้นมาแผนหนึ่ง “ก็ได้แก้มัดให้ข้าก่อน แล้วข้าจะลองพิจารณาดู”
ไซพานอันคาดไม่ถึงว่าหนิงมู่ฉือจะตอบตกลงเร็วถึงเพียงนี้เขายิ้มด้วยความดีใจ “เช่นนั้นท่านลองคิดให้ดีคิดได้เมื่อใดก็บอกข้า”
หนิงมู่ฉือพยักหน้า ส่งสายตาประมาณว่าให้ไซพานอันรีบออกไปจากครรลองสายตานางได้แล้ว
หลังจากไซพานอันออกจากห้องไปด้วยอาการยินดีปรีดาพร้อมทั้งปิดประตูห้องให้ด้วย ภายในห้องหนิงมู่ฉือลูบข้อมือที่ถูกเชือกมัดจนแดงเถือก บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบทว่าริมฝีปากกลับยกเป็นรอยยิ้ม “บอกเองนะว่าจะให้ข้าอยู่ที่นี่อย่างสุขสบาย ที่นี่มีทั้งเสื้อผ้าหรูหราและอาหารเลิศรสเช่นนั้นข้าก็จะพักอยู่ที่นี่สักสองวันแล้วค่อยออกไปก็แล้วกันเพียงแต่ว่าป่านนี้ท่านอ๋องจะเป็นห่วงข้ามากแน่”
ในสมองนางปรากฏภาพจ้าวซีเหอขึ้นมาครู่หนึ่งนางเป็นห่วงเขา ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะฟื้นขึ้นมาแล้วหรือยัง แต่เพียงไม่นานก็ส่ายศีรษะเพื่อสลัดความคิดนี้ทิ้งไป“จะไปคิดถึงเขาทำไมกันป่านนี้ไม่รู้ว่าฝันหวานไปถึงไหนต่อไหนแล้ว!”
นอกหน้าต่าง ฟ้าค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำหมึก สีหน้านางแปรเปลี่ยนเป็นทุกข์ใจ หนิงมู่ฉือไม่รู้เลยว่าในตอนนี้มีใครบางคนกำลังออกตามหานางอย่างร้อนใจจนแทบบ้า
หลังจากจ้าวซีเหอฟื้นขึ้นมาเรื่องแรกที่ทำคือตามหาหนิงมู่ฉือ หากคนรับใช้ในตำหนักบอกว่าหนิงมู่ฉือออกไปพักผ่อนจิตใจข้างนอกตำหนักสามสี่วันในใจเขากรุ่นโกรธเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เขาเดินวนไปวนมาภายในตำหนักหลายรอบ ทว่าไม่เจอร่องรอยหรือเบาะแสของหนิงมู่ฉือแต่อย่างใดอาทิตย์อัสดง พระจันทร์เข้ามาแทนที่ เขานึกเป็นห่วงนางยิ่งนักจึงวิ่งไปหาบิดาที่ห้อง
“ท่านพ่อท่านเห็นหนิงมู่ฉือหรือไม่” จ้าวซีเหอถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล