ไอศกรีมนมที่อยู่ในปากไม่เพียงแต่เย็นชื่นใจแต่ยังส่งกลิ่นนมบางๆ หอมหวาน ช่างอร่อยเลิศรสไอศกรีมในยุคนั้นล้วนผลิตโดยรัฐวิสาหกิจที่ได้มาตรฐานวัตถุดิบจึงอัดแน่นเต็มเปี่ยม
เซียวหยวนิกินไอศกรีมถั่วเขียวพลางสายตาจับจ้องใบหน้าของซูเจียวเจียวเมื่อเห็นใบหน้าขาวผ่องนุ่มนวลของเธอประดับด้วยรอยยิ้มสดใสเขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม
“ขอชิมของคุณหน่อยสิคะ”
ซูเจียวเจียวจ้องไอศกรีมในมือของเขาด้วยความหิวโหยเหตุผลที่เธอเลือกไอศกรีมรสชาติแตกต่างกัน ก็เพื่อให้สามารถแบ่งกันชิมได้
“อ๊ะ? ผมกินไปแล้ว ผมจะซื้อให้คุณใหม่นะ” เซียวหยวนิเอ่ยพลางหันกลับไปจะซื้อเพิ่ม
ซูเจียวเจียวฉุดแขนเขาไว้“ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอกค่ะ”
ว่าแล้วเธอก็กัดไอศกรีมถั่วเขียวในมือของเขาตรงที่เขาเพิ่งกัดไป
ใบหูของเซียวหยวนิแดงระเรื่อ
“อืม! อร่อยจังเลย!”
ซูเจียวเจียวหรี่ตาลงด้วยความสุข
ถั่วเขียวแน่นเต็มคำทั้งเย็นชื่นใจและอร่อยเลิศรส อร่อยกว่าไอศกรีมถั่วเขียวในยุคหลังๆ มากนักยิ่งนานวันไอศกรีมถั่วเขียวในยุคหลังกลับยิ่งห่างไกลจากรสชาติดั้งเดิม
“คุณก็ลองชิมของฉันดูบ้างสิคะ” ว่าแล้วเธอก็ยื่นไอศกรีมนมที่กินไปแล้วหนึ่งคำให้เซียวหยวนิ
“ไม่ดีกว่า...” เซียวหยวนิหัวเราะ “ถ้าคุณชอบ ก็เก็บไว้กินคนเดียวเถอะ”
“ลองดูเถอะน่า ไอศกรีมนมของฉันอร่อยมากเลยนะ” ซูเจียวเจียวยื่นไปที่ปากเขาอีกครั้ง
เซียวหยวนิจึงอ้าปากกัดไปเล็กน้อย
“อร่อยไหม?”
ซูเจียวเจียวมองเขาด้วยดวงตาเป็ประกายระยิบระยับ
เขาพยักหน้า“อืม อร่อย”
ซูเจียวเจียวเผยรอยยิ้มพึงพอใจจากนั้นก็เริ่มกินไอศกรีมกับเซียวหยวนิคนละคำสองคำ
ตอนแรกเซียวหยวนิยังรู้สึกอายอยู่บ้างแต่พอได้กินไปหลายคำ เขาก็เริ่มชิน
เขาพบว่าวิธีการกินแบบนี้ก็ไม่เลวเลย
พนักงานขายในสหกรณ์มองดูฉากนี้ที่หน้าประตูด้วยสายตาอิจฉาช่างเป็คู่รักที่รักกันดีจริงๆ
หลังจากที่ทั้งสองกินไอศกรีมเสร็จก็เดินเล่นอีกครู่หนึ่ง จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังจุดจอดรถประจำทาง
เนื่องจากมาถึงก่อนเวลารถประจำทางจึงยังไม่มีผู้คนมากนักเซียวหยวนิและซูเจียวเจียวเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง
ทันทีที่ขึ้นรถซูเจียวเจียวก็เริ่มง่วงซึม ซบศีรษะลงบนไหล่ของเซียวหยวนิแล้วก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว
เซียวหยวนิหันข้างมองใบหน้ายามหลับใหลของซูเจียวเจียวในความคิดเขานึกถึงภาพซูเจียวเจียวซบไหล่ฮั่วเจี้ยนจงจนหลับไป
ตอนนั้นเจียวเจียวคงเหนื่อยจากการเดินเล่นจนเผลอหลับเลยซบไหล่ฮั่วเจี้ยนจงใช่ไหมนะ?
รถจอดรอประมาณหนึ่งชั่วโมงผู้คนก็เริ่มทยอยกันมาครบ รถจึงเริ่มออกเดินทาง
เมื่อซูเจียวเจียวตื่นขึ้นมาก็พบว่ารถมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว เซียวหยวนิเป็คนปลุกเธอ
เขามองดูซูเจียวเจียวที่ยังคงง่วงซึมดวงตาปรือปรอย ภายในใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
“เดี๋ยวพอถึงบ้านแล้ว คุณค่อยไปนอนพักต่อนะ”
เซียวหยวนิหิ้วของที่ซื้อมาจากเมืองมืออีกข้างจูงซูเจียวเจียวลงจากรถ
เดิมทีซูเจียวเจียวยังคงงัวเงียด้วยความง่วงแต่พอลงจากรถและเดินมาได้สักพัก เมื่อถึงบ้าน เธอก็หายง่วงเป็ปลิดทิ้ง
เซียวหยวนิจูงซูเจียวเจียวเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูจากนั้นซูเจียวเจียวก็เห็นเขาควักเงินปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน
“นี่คือเงินที่ได้จากการขายโสม ทั้งหมดห้าร้อยหยวนและยังได้บัตรแลกสินค้ามาอีกนิดหน่อย”
ดวงตาของซูเจียวเจียวสว่างวาบขึ้นทันที“เยอะขนาดนี้เลยหรือคะ!”
เซียวหยวนิควักเงินยี่สิบกว่าหยวนจากกระเป๋าอีกข้าง“นี่คือเงินที่ผมได้จากการขายสมุนไพร ผมก็จะให้คุณเป็คนเก็บไว้”
เขาหยุดครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสริม“คุณจะใช้เท่าไรก็ได้”
โสมเป็ของที่เจียวเจียวค้นพบแน่นอนว่าเงินทั้งหมดย่อมเป็ของเจียวเจียว
“ได้ค่ะ ฉันจะเก็บเอาไว้นะ” ซูเจียวเจียวเก็บเงินอย่างมีความสุขห่อด้วยผ้าผืนหนึ่งแล้วซ่อนไว้ในช่องผนังด้านหลังตู้เสื้อผ้า
เมื่อถึงปี1977ที่จะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเธอตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยพร้อมกับหยวนิถึงตอนนั้นอาจจะไม่มีเวลาทำงานมากนัก และหากสอบติดมหาวิทยาลัยจิงเฉิงก็จะต้องเข้าจิงเฉิงด้วยกัน ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เงิน
ดังนั้นต้องเก็บออมให้ดี
พอหันกลับมาซูเจียวเจียวก็เห็นเซียวหยวนิหยิบผงนมมอลต์หนึ่งกระปุก ลูกอมกระต่ายขาวหนึ่งถุงและครีมทาหน้าหนึ่งกล่องออกมาจากกระเป๋าเป้
เขาจำได้ว่าสิ่งเหล่านี้คือของที่เจียวเจียวชอบที่สุด
“ว้าว! มีลูกอมกระต่ายขาวด้วย!”
ซูเจียวเจียวรู้สึกเหมือนไม่ได้กินลูกอมกระต่ายขาวมานานมากแล้วเธอรีบลอกลูกอมเข้าปากทันที กลิ่นนมและรสหวานเข้มข้นก็แผ่ซ่านออกมา
ซูเจียวเจียวเผยรอยยิ้มแห่งความสุข
เซียวหยวนิมองซูเจียวเจียวที่กำลังยิ้มใบหน้าเขาก็เผยรอยยิ้มตาม
ตราบใดที่เจียวเจียวมีความสุขเขาก็มีความสุข
ซูเจียวเจียวลอกลูกอมอีกเม็ดแล้วใส่เข้าไปในปากของเซียวหยวนิ
รสชาติหวานหอมของนมลูกอมละลายในปากหวานซึมซาบเข้าไปในใจ
“จริงสิ หยวนิ ตอนนี้พวกเราก็มีเงินพอใช้แล้ว ชีวิตก็ดีขึ้นมากวันหลังเราไปเยี่ยมพี่สาวของเราที่กองผลิตตระกูลหลิวกันเถอะค่ะ” ซูเจียวเจียวเสนอ
เธอจำได้ว่าก่อนที่เซียวหยวนิจะผันตัวไปทำธุรกิจชีวิตของเซียวหยวนซินพี่สาวของเขาไม่ค่อยดีนัก เธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในแต่ละวันและเพราะลูกคนแรกของเธอเป็ลูกสาว ทำให้ถูกครอบครัวสามีดูถูกต่างๆ นานา
ลูกสาวของเซียวหยวนซินคลอดก่อนกำหนดเกือบยี่สิบวันร่างกายอ่อนแอมากกว่าเด็กทั่วไป และเนื่องจากขาดสารอาหารมาเป็เวลานานเธอจึงเสียชีวิตั้แ่อายุสี่ขวบ
ตอนนี้หลิวจาวตี้อายุสองขวบกว่าแล้ว
เนื่องจากพ่อสามีและแม่สามีตระกูลหลิวหวังว่าเซียวหยวนซินจะให้กำเนิดลูกชายแก่ตระกูลหลิวแม้กระทั่งชื่อลูกสาวก็ยังตั้งชื่อว่าจาวตี้ (แปลว่าเรียกหาน้องชายถือเป็เคล็ดเพื่อให้ได้ลูกชาย)
ในชาตินี้เมื่อมีเงื่อนไขและมีความสามารถซูเจียวเจียวจะไม่ยอมให้หลานสาวตัวน้อยต้องจากไปก่อนวัยอันควรเช่นชาติที่แล้ว
คำพูดของซูเจียวเจียวทำให้เซียวหยวนิรู้สึกประทับใจมากเขานึกอยากไปเยี่ยมพี่สาวและหลานสาวมานานแล้วเพียงแต่่ก่อนหน้านี้มีงานไร่นาที่ยุ่งมาก อีกทั้งยังไม่มีเงินหลังจากแต่งงานกับซูเจียวเจียว เขาก็ไม่กล้าพูดเื่นี้ออกมาเพราะกลัวว่าเจียวเจียวจะไม่เห็นด้วย และกลัวว่าจะทำให้เจียวเจียวรังเกียจ
ตอนนี้ซูเจียวเจียวเป็ฝ่ายเสนอขึ้นมาเองทำให้เซียวหยวนิดีใจและซาบซึ้งใจมาก
“ดีเลยครับ อีกสองสามวันเราไปกันตอนที่งานไม่ยุ่งนะ”
“ตกลงค่ะ” ซูเจียวเจียวพยักหน้า
เพราะกลับมาเร็วตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสามโมงกว่าๆซูเจียวเจียวจึงตั้งใจจะเย็บกระดุมให้เสร็จในตอนที่ยังมีแสงอาทิตย์อยู่เพื่อจะได้ไม่ต้องจุดตะเกียงน้ำมันในตอนกลางคืนซึ่งอาจทำให้สายตาเสีย
ส่วนเซียวหยวนิก็ไปดูแลผักที่ปลูกไว้ที่แปลงผักหลังบ้าน
เมื่อเซียวหยวนิกลับมาจากทำงานซูเจียวเจียวก็เย็บกระดุมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ซูเจียวเจียวไม่ได้ใช้กระดุมสีดำขนาดใหญ่ที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบันแต่ใช้กระดุมสีน้ำเงินเข้มที่คล้ายคลึงกับสีเสื้อ ขนาดเล็กๆ ดูแปลกตา
กระดุมเม็ดเล็กๆเหล่านี้มีราคาไม่ถูกเลย แพงกว่ากระดุมสีดำขนาดใหญ่เสียอีก
เมื่อซูเจียวเจียวส่งเสื้อเชิ้ตให้เซียวหยวนิเขาก็ดีใจจนปากจะฉีกถึงใบหู ดูเหมือนคนซื่อๆ เสียอย่างนั้น
“รีบไปลองใส่สิคะ”
เซียวหยวนิส่ายหน้าทำท่าทางหวงแหนราวกับเป็สมบัติล้ำค่า “ผมเพิ่งทำงานเสร็จกลับมาเหงื่อออกท่วมตัวไปหมด ถ้าเปื้อนแล้วคงจะไม่ดี...”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ถ้าเปื้อนก็ซักได้”
“ผมไม่อยากทำให้สกปรกนี่ครับ”
นี่เป็เสื้อผ้าตัวแรกที่ภรรยาของเขาเย็บให้ด้วยมือตัวเองเขาจะทำลายมันได้อย่างไร เขาย่อมต้องเก็บรักษามันอย่างดีที่สุด