ตอนที่ 7
หลังจากกินอาหารเย็นแล้ว น้องชายก็กลับมาเก็บชามอย่างที่บอกเอาไว้ และยังเอาน้ำมาให้เช็ดตัวอีกด้วย แม้เธอจะอยากออกไปอาบน้ำ เพราะรู้สึกรับไม่ได้กับการไม่ได้อาบน้ำ แต่ก็ต้องทนไปก่อน
เมื่อเวลากลางคืนมาถึง ฉัตรชบาก็กลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง เธอกำลังคิดถึงชีวิตของ อันเยว่เฟินอีกครั้ง เธอเรียนจบมัธยมต้น และไม่ได้เรียนต่อ เพราะแม่ให้เหตุผลว่า พี่สาวอย่างจินเยว่ ไม่อยากเรียน เธอก็ไม่ควรที่จะต้องเรียนอีก และอีกอย่างบอกว่าผู้หญิงจะเรียนไปทำไมให้มาก เปลืองเงินเปล่า
คิดถึงความเกลียดที่แม่ของเธอมีนั้น มันคงหยั่งรากลึกจนไม่สามารถที่จะขุดขึ้นมาได้แล้ว ทางที่ดีคือเธอจะต้องไปให้ห่างจากแม่คนนี้ที่สุด แล้วเธอจะต้องทำอย่างไรล่ะ ถึงจะออกไปจากบ้านหลังนี้ได้กัน
จริงๆ แล้วเธอได้งานในตำแหน่งที่พี่สาวอย่างจินเยว่ทำอยู่ในตอนนี้ แต่แม่ของเธอบังคับให้เธอสละงานให้กับพี่สาวของเธอแทน ทำให้ตอนนี้เธอยังไม่มีงานทำ ได้แต่ทำงานอยู่ที่บ้าน เพราะ่นี้ยังไม่เปิดรับสมัครงานเลย
เมื่ออยู่บ้านแม่ก็ชอบหาเื่เธอว่าไม่มีงานทำ ทั้งๆ ที่งานนั้นมันเป็ของเธอ แต่แม่กลับไม่รู้สึกผิดอะไร และยังมาว่าอันเฟินเยว่อีกด้วย ความลำเอียงเต็มร้อยจริงๆ ต่อว่าถ้าอยู่อย่างไม่มีงานทำ คงไม่ดีแน่ แต่ถ้าทำอะไรแล้วได้เงิน แม่ผู้ลำเอียงรู้ก็ไม่ดีอีกเช่นเดียวกัน เธอต้องคิดให้รอบคอบ กับการตัดสินใจที่จะทำอะไรต่อไป
นอนคิดไปไม่รู้ว่านานแค่ไหน แต่ที่รู้คือการนอนที่ทรมานนี้ ทำให้เธอนอนหลับไม่สบายตัวเอาเสียเลย แต่เพราะร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงทำให้พอหลับไปได้ จนเช้า และเธอก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงบาดแก้วหูของคนเป็แม่นั่นล่ะ
"นังเฟินเยว่ ลุกได้แล้ว วันนี้คงไม่ต้องมาหาข้อแก้ตัวอีกนะว่าลุกไม่ไหว ลุกขึ้นมาทำอาหารได้แล้ว ทุกคนต้องไปทำงานและไปเรียน มีแต่แกี้เีอยู่บ้านคนเดียวนี่ล่ะ ฉันเลี้ยงคนไร้ประโยชน์ เอาไว้จริงๆ ต้องให้แม่อย่างฉันว่าให้ทุกวัน มันเวรกรรมอะไรของฉันกัน"
ซีเยว่ซื่อ ลุกขึ้นมาเรียกลูกสาวเหมือนกับทุกวัน และคิดว่าวันนี้จะต้องลากลูกสาวออกจากห้องให้ได้ จะเป็อะไรนักหนากันเชียว แต่เหมือนว่าสิ่งที่เธอคิดจะไม่ได้ทำเสียแล้ว
"ฉันรู้แล้วค่ะ เดี๋ยวฉันออกไป"
อันเฟินเยว่ รำคาญเสียงนี้ ถ้ายังไม่ลุกออกไป ก็คงจะมาด่าทุกชั่วโมงเหมือนทุกวันนั่นล่ะ จากความคิดเดิมที่เธอนั้นได้รับรู้
"ดี รีบๆ ด้วย ไม่อย่างนั้นจะทำให้ทุกคนสายกันหมด มีงานอีกหลายอย่างที่รอให้ทำ" บอกเสร็จแล้วจึงได้เดินออกไป แต่ก็ยังมีเสียงบ่นให้ได้ยินอยู่
อันเฟินเยว่ ลุกขึ้น วันนี้เธอมีแรงมากกว่าเมื่อวาน อาจจะเพราะได้รับอาหารไปบ้างแล้วก็ได้ เธอจึงออกไปอาบน้ำ เพื่อที่จะได้สบายตัว และจะได้สะอาดอีกด้วย เมื่อเสร็จแล้วจึงได้มาที่ห้องครัว ซึ่งเป็เตาแบบโบราณมาก และยังคงใช้เป็เตาฟืนอยู่ แต่นั่นไม่ใช่เื่ยาก แม้ว่าเธอจะไม่เคยใช้ แต่ความทรงจำยังมีอยู่ สามารถทำได้อย่างสบายมาก
เธอมองว่าจะทำอะไรได้บ้าง เธอเห็นว่าแม่เตรียมไข่เอาไว้สามฟอง กับข้าวหนึ่งถ้วยใหญ่ เธอจึงคิดว่าจะต้มข้าวใส่ไข่สองฟอง และจะไปเก็บมะเขือเทศมาผักใส่ไข่หนึ่งฟอง แค่นี้ก็น่าจะพอสำหรับทุกคนแล้ว
เมื่อคิดได้อย่างนั้น จึงออกไปที่หลังครัว ซึ่งเป็แปลงผัก ที่ปลูกผักเอาไว้หลายอย่าง และเป็อันเฟินเยว่กับน้องชายเป็คนช่วยกันปลูกและดูแล จึงทำให้ผักในบ้านแทบไม่ต้องซื้อเลย ถึงจะทำอย่างนี้ แต่ก็ไม่เคยดีในสายตาของแม่อยู่ดี เพราะลูกชังก็ยังเป็ลูกชังอยู่นั่นล่ะ
เธอเก็บมะเขือเทศเสร็จแล้ว ก็เข้ามาในห้องครัว แต่เห็นว่าน้องชายมาอยู่ในห้องครัวแล้ว
"พี่เฟินเยว่ ลุกขึ้นมาทำไมครับ ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวผมทำเองได้ครับ แม่ไปเรียกพี่ออกมาหรือครับ"
"อืม แม่ไปเรียกเหมือนทุกวันนั่นล่ะ ตอนนี้พี่ดีขึ้นแล้วล่ะ ทำได้ ลู่คงไปเตรียมตัวเถอะ วันนี้ต้องไปเรียนไม่ใช่หรือ"
น้องชายคงมาดูด้วยความเป็ห่วงนั่นล่ะ
"ผมช่วยพี่ก่อนดีกว่าครับ ผมไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากสักหน่อยนี่ครับ"
แม้พี่สาวจะบอกว่าดีขึ้นแล้ว แต่เขาเห็นใบหน้าที่ยังคงซีดเซียวอยู่ก็อดที่จะเป็ห่วงไม่ได้
"ก็ได้ อย่างนั้นช่วยคนข้าวให้พี่สาวหน่อย พี่จะหั่นมะเขือเทศผัดกับไข่สักจานหนึ่ง"
"ได้ครับ" เขาเต็มใจทำอยู่แล้ว
หลังจากที่เตรียมของเสร็จแล้ว จึงได้ไล่น้องชายออกไปอาบน้ำเตรียมตัว ส่วนเธอก็ทำอาหารต่อไปจนเสร็จ และเตรียมยกออกไปที่โต๊ะอาหาร
"มาให้พี่ใหญ่ยกให้ดีกว่า ดุสิยังหน้าซีดอยู่เลย ถ้าไม่ไหวอย่างไรก็ต้องรีบบอกพี่เลยนะ พี่ใหญ่งานยุ่งก็บอกกับพี่สะใภ้ได้ อย่าปล่อยเอาไว้" เขามองหน้าน้องสาวอย่างรู้สึกผิดจริงๆ
"ฉันดีขึ้นมากแล้วล่ะค่ะ" เธอบอกกับพี่ชายของตัวเอง แม้พี่ใหญ่จะเป็ที่รักของแม่เหมือนกับพี่สาวจินเยว่ แต่พี่ใหญ่ไม่เคยลำเอียง ยังรักเธอที่เป็น้องสาวเหมือนกัน
เมื่อมาถึงโต๊ะอาหารจึงตักข้าวต้มใส่ไข่ให้กับทุกคน เธอเหลือบมองพี่สาวที่นั่งอยู่ไม่ทำอะไรเลย เหมือนกับว่าเธอต้องคอยบริการเธอเท่านั้น นี่คือความลำเอียงของแม่อีกอย่างหนึ่งสินะ
"ทำอะไรให้มันเร็วๆ หน่อย ทุกคนรอกินอยู่ ไม่มีเวลามารออยู่หรอกนะ" ว่าให้ลูกสาวที่ยังทำอะไรชักช้า
"น้องสาวทำไมอาหารวันนี้ถึงมีแค่นี้เอง พี่จะมีแรงทำงานได้อย่างไรกัน" มองอาหารที่เป็ข้าวต้มไข่กับผัดมะเขือเทศอย่างไม่ชอบใจ
"แม่เตรียมแค่ไข่สามฟอง ทำได้แค่นี้ค่ะ" เธอพูดด้วยเสียงที่ห้วนเล็กน้อย ซึ่งผิดกับก่อนหน้านั้นอยู่มาก ถ้าคนสังเกตก็จะรู้ได้ว่าน้ำเสียงที่เคย
อ่อนโยนและเอาใจใส่ก่อนหน้านั้นได้หายไปแล้ว
"แม่คะ ฉันอยากกินอย่างอื่นค่ะ" เธอกินไม่ลงจริงๆ และอยากให้แม่สั่งให้น้องสาวไปทำอย่างอื่นให้เธอกิน
"เฟินเยว่ ไปทำอย่างอื่น ให้พี่สาวของเธอหน่อยสิ ไม่เห็นหรือว่าพี่สาวของเธอไม่ชอบมัน" สั่งลูกสาวเสียงเข้ม
"ถ้าพี่สาวอยากกินอย่างอื่นก็ไปทำกินเองสิคะ"
( ฝากคุณผู้อ่านติดตามด้วยนะคะ จะได้ไม่พลาดตอนต่อไป )