ซูหยุนไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง... วันรุ่งขึ้นหลังจากออกจากด่านเก็บตัว เขาก็สั่งระดมพลเหล่าศิษย์สายนอกมารวมตัวกันอีกครั้งทันที
เหล่าศิษย์ที่เคยโดนเขา นวด จนช้ำในมาก่อนหน้านี้ พอเห็นว่าซูหยุนก้าวเข้าสู่ ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา เรียบร้อยแล้ว ต่างก็พากันโอดครวญในใจ... เ้าหมอนี่มันกินอะไรเข้าไป? การเลื่อนระดับพลังมันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากขนาดนั้นเลยรึ? แป๊บเดียวจากขั้นสร้างรากฐาน ะโมาผลัดเปลี่ยนกายาแล้วเนี่ยนะ?
ทุกคนหมดความคิดที่จะลองของ ต่างยืนก้มหน้าสงบเสงี่ยมเจียมตัว จ้องมองซูหยุนด้วยสายตาเคารพรัก? มารยาทงามหยดชนิดที่แม่สื่อยังต้องยกนิ้วให้
ซูหยุนถอนหายใจ แอบโทษตัวเองในใจที่คราวก่อนเล่นใหญ่ไปหน่อย จนไก่ตื่นกันหมด
เขากวาดสายตาไปรอบๆ จนไปสะดุดตากับคนคุ้นเคย จึงเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม "เ้าชื่อ เกาผิง ใช่ไหม? อาการาเ็หายดีหรือยังล่ะ?"
หัวใจเกาผิงกระตุกวูบ ก่นด่าในใจไม่หยุด... พ่อแกสิ! รอบนี้ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ทำไมต้องเป็ข้าอีกแล้ว!
ครั้งก่อนเขาโดนซูหยุนจัดหนักที่สุดจนเกิดแผลในใจไปแล้ว จึงรีบตอบอย่างนอบน้อม "เรียนท่านผู้ดูแล ศิษย์หายดีเป็ปลิดทิ้งแล้วขอรับ ขอบพระคุณท่านผู้ดูแลที่เป็ห่วง"
ซูหยุนลูบคาง... เป็งานกันจริงๆ พยายามปิดช่องไม่ให้ข้าหาเื่สินะ หึ! พวกเ้าดูถูกท่านอาซูเกินไปแล้ว
เขาพยักหน้า แล้วหันไปถามคนอื่นๆ "แล้วพวกเ้าล่ะ?"
เหล่าศิษย์รีบแย่งกันตอบราวกับกลัวจะไม่ได้พูด
"เรียนท่านผู้ดูแล หายดีนานแล้วขอรับ!"
"ใช่ครับๆ ต้องขอบคุณท่านผู้ดูแลที่ออมมือให้!"
"พี่ชาย แผลเก่าพี่เรื้อรังมาสามปีแล้วไม่ใช่เหรอ ไหงหายไวจัง?"
"หุบปาก! เอ็งจะพูดทำซากอะไร!"
"..."
ซูหยุนพยักหน้าด้วยความปลื้มปริ่ม "ดี! ดีมาก! ถ้าหายกันหมดแล้ว ข้าก็วางใจที่จะ ทดสอบ ความก้าวหน้าของพวกเ้าได้เต็มที่!"
ทุกคนชะงักกึก... ทดสอบ?
ยังไม่ทันจะประมวลผลเสร็จ ซูหยุนก็ลงมือแล้ว!
ด้วยระดับพลังที่สูงขึ้น การทดสอบครั้งนี้จึงลื่นไหลยิ่งกว่าเดิม เขาใช้วิธีเดิมเป๊ะ ไม่ได้ลงมือหนักหน่วง แค่แตะเบาๆ ปล่อยพลังปราณกระแทกเข้าไปนิดหน่อย อีกฝ่ายก็รู้สึกเหมือนพลังในกายแตกซ่าน แข้งขาอ่อนแรง ทรุดลงไปกองกับพื้นราวกับใบไม้ร่วง...
เพียงชั่วก้านธูป สภาพในลานก็เหมือนเดจาวู... นอกจากซูหยุนแล้ว ไม่มีใครยืนอยู่ได้สักคน
รอบนี้ซูหยุนไม่พูดพร่ำทำเพลง สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปอย่างเท่ๆ ทิ้งให้ศิษย์นอนมองตาปริบๆ
เสียงซุบซิบดังระงมขึ้นทันทีที่เขาคล้อยหลัง
"นี่เขา... จะทำแบบนี้ตลอดไปเลยเหรอวะ?"
"เป็ไปได้สูง... เ้าไม่เห็นรอยยิ้มโรคจิตเมื่อกี้เหรอ?"
"จบกัน... ชีวิตนี้จะหาความสงบสุขได้ที่ไหน..."
...
ศิษย์ส่วนใหญ่ใช้เวลาพักฟื้น 3-5 วันก็กลับมาซ่าได้เหมือนเดิม แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องนอนซมอยู่นานถึงครึ่งเดือนกว่าพลังปราณจะสงบลง...
และทุกคนก็ค้นพบความจริงอันน่าใ... คนที่เจ็บหนัก คือคนที่ชอบบ่นนินทาซูหยุนลับหลัง!
งานนี้ทำเอาทุกคนขนลุกซู่ ไม่มีใครกล้าปากดีด่าซูหยุนอีกเลย
แต่ทุกคนก็สงสัย... ซูหยุนมีหูทิพย์รึไง? หรือว่ามีคนคาบข่าวไปฟ้อง? ปฏิบัติการล่าตัว หนอนบ่อนไส้ จึงเริ่มขึ้นอย่างลับๆ
จางซานนั่งฟังเพื่อนๆ ปรึกษากันด้วยใจระทึก เหงื่อตกกีบ แต่ภายนอกแสร้งทำเป็โกรธแค้น "ใช่! ต้องลากคอมันออกมา! ข้าเกลียดพวกแทงข้างหลังที่สุด!"
...
ภายในเรือนพัก
ซูหยุนนั่งสงบนิ่ง ควบคุมพลังปราณเส้นเล็กจิ๋วให้แผ่ซ่านออกจากเส้นชีพจรไปสู่กล้ามเนื้อ ทันทีที่พลังััเนื้อเยื่อ ความเ็ปราวกับเข็มพันเล่มทิ่มแทงก็แล่นพล่านเข้าสู่สมอง เขารีบชักพลังกลับ แล้วลองแบ่งพลังให้เล็กลงไปอีก คราวนี้ความเ็ปเปลี่ยนเป็ความรู้สึกคันยุบยิบ ปนเปรี้ยวปนหวาน แปลกประหลาดแต่ก็... สบายตัวพิกล
ภายใต้จิตัั เขาเห็นรูขุมขนทั่วร่างค่อยๆ ขับของเหลวสีเทาอมดำออกมา กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ลอยคลุ้ง... นี่สินะ สิ่งสกปรก ที่ฝังรากลึกอยู่ในกาย
เขารู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้น ความรู้สึกที่ได้รับรู้ว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นทีละนิดมันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
เขาทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนร่างกายเริ่มรับภาระไม่ไหวจึงหยุดพัก ตรวจดูผลงานแล้วก็ต้องเบ้ปาก... ทำแทบตาย ขับออกมาได้แค่ 1 ใน 10 เองเหรอเนี่ย? แต่ของแบบนี้คงเร่งรัดไม่ได้ ต้องค่อยเป็ค่อยไป
ยิ่งทำไปเรื่อยๆ สิ่งสกปรกที่อยู่ลึกก็จะยิ่งขับออกยากขึ้น ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ถ้าขับออกได้ไม่หมด หรือถึงทางตัน ก็จะเลือกทะลวงด่านไปเลย เพราะขืนมัวแต่ยื้ออยู่กับขั้นผลัดเปลี่ยนกายา อาจจะเสียเวลาเปล่าโดยใช่เหตุ
ซูหยุนคำนวณเวลา... ปิดด่านรอบนี้กินเวลาไปเดือนกว่าแล้วแฮะ... ชักจะคิดถึงเ้าพวกนั้นขึ้นมาตะหงิดๆ...
ไม่ไกลจากเรือนพัก มีศิษย์ตาไวคอยสังเกตการณ์อยู่ พอเห็นจ้าวหู่วิ่งกระหืดกระหอบเข้าไป ก็รีบส่งสัญญาณให้พรรคพวกแยกย้าย
ไม่นาน ข่าวการออกจากด่านของซูหยุนก็แพร่สะพัด ทุกคนรีบจับกลุ่มวางแผนรับมือ
แต่ยังไม่ทันได้ข้อสรุป ใบหน้าอวบอูมของจ้าวหู่ก็โผล่มา...
เขาปาดเหงื่อ เอ่ยอย่างนอบน้อม "เหล่าเซียนทั้งหลาย... ท่านผู้ดูแลซูมีคำสั่ง พรุ่งนี้เช้า... ที่เดิม..."
พูดจบก็รีบใส่เกียร์หมาวิ่งหนีไปก่อนจะโดนสายตาอาฆาตของทุกคนฉีกเป็ชิ้นๆ
เกาผิงได้ยินข่าว พลังปราณในกายก็สั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ สองรอบที่ผ่านมาเขาเป็คนประเดิมตลอดจนหลอนไปหมดแล้ว เขาพยายามข่มใจ แค่นเสียงเย็น "คราวนี้... อย่าหวังจะได้กินข้านิ่มๆ อีก!"
ศิษย์คนหนึ่งถามเสียงอ่อย "ศิษย์พี่เกา... ท่านว่าที่ท่านผู้ดูแลทำแบบนี้ มีเจตนาแฝงอะไรรึเปล่า?"
เกาผิงตวาดแว้ด "คิดมาก! ข้าว่ามันก็แค่... คันไม้คันมืออยากหาที่ระบายเฉยๆ นั่นแหละ!"
ถ้าซูหยุนมาได้ยินประโยคนี้ คงต้องรีบวิ่งมากอดเกาผิงแล้วบอกว่า "นายคือเพื่อนรู้ใจที่สุดของฉัน!"
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
ซูหยุนเดินขึ้นสู่ลานประลองด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่
เขากวาดตามองไปรอบๆ... เอ๊ะ? ตำแหน่งการยืนของพวกเกาผิงข้างหน้านั่น... ดูมีนัยยะแฮะ
เขาลองประมวลผลดู... นี่มันค่ายกลประสานพลังที่หาดูได้ยากนี่นา! การยืนตำแหน่งแบบนี้จะทำให้พลังของทุกคนเชื่อมต่อกันชั่วคราว พลังที่ได้ไม่ใช่แค่ 1+1=2 แต่จะทวีคูณขึ้นไปอีก
เขาถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น อดชมไม่ได้ "ไม่เลว! ไม่เลว! พวกเ้ามีความพยายามดีมาก!"
เกาผิงไม่สนใจคำชม ส่งสายตาให้พรรคพวก ทันใดนั้นทุกคนก็โคจรลมปราณพร้อมกัน คลื่นพลังมหาศาละเิออกมาจากกลุ่มคนเ่าั้ ศิษย์ที่อยู่ใกล้ๆ ถึงกับถอยกรูดด้วยความกดดัน พลางร้องเชียร์ในใจ... เอาเลย! สั่งสอนมันเลย! วันนี้มีละครลิงให้ดูแล้ว!
ดวงตาของซูหยุนสว่างวาบจนน่ากลัว ในเมื่ออีกฝ่ายจัดเต็มมาขนาดนี้ เขาก็ต้องแสดงความจริงใจตอบกลับไปหน่อย
เขาเลิกกั๊กพลัง ปลดปล่อยคลื่นปราณในกายออกมาเต็มสูบ!
ตูมมม!
แรงกดดันที่เหนือกว่าของกลุ่มเกาผิงหลายเท่าตัว พวยพุ่งออกจากร่างซูหยุนราวกับเขื่อนแตก!
ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวเกาผิงคือ... ชิบหายแล้ว...
วินาทีถัดมา ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงอันคุ้นเคยก็กลับมาเยือนร่างกายอีกครั้ง...
...
รอบนี้ เกาผิงนอนเป็ผักอยู่บนเตียงนานถึงครึ่งเดือน กว่าคลื่นพลังที่ปั่นป่วนในกายจะสงบลง...
แน่นอนว่า... จางซานมีส่วนช่วย (ฟ้อง) ในเื่นี้ไม่น้อย...
เกาผิงนอนน้ำตาตกใน เขาถือเป็ศิษย์ระดับหัวกะทิของเขตสายนอก พลังฝีมือเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกัน ปกติใครๆ ก็เกรงใจ แต่ั้แ่ซูหยุนมา ชีวิตเขาก็เหมือนตกนรกทั้งเป็ โดนยำเละไม่เว้นวัน
คิดได้ดังนั้น ดวงตาเขาก็แดงก่ำ กัดฟันกรอดประกาศกร้าว "ข้าสู้ไม่ได้... ข้าหนีก็ได้วะ!"
เขาไม่รอช้า พอลงจากเตียงได้ก็พุ่งตรงไปที่หอคุณูปการทันที
เมื่อเจอหวังฉี เขาก็รีบละล่ำละลักบอก "ท่านผู้ดูแลหวัง! ข้า้ารับภารกิจ! ของรางวัลเท่าไหร่ไม่เกี่ยง ขอแค่ใช้เวลานานที่สุด และไกลที่สุด!"
หวังฉีไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เพราะตลอดครึ่งเดือนมานี้ มีศิษย์สายนอกมาขอแบบนี้จนเขานับนิ้วไม่ถ้วนแล้ว
เขาหยิบแผ่นหยกออกมาอย่างใจเย็น "ภารกิจแบบที่เ้าว่า โดนคนอื่นแย่งไปเกือบหมดแล้ว เหลืออยู่อันนี้... เ้าเขา ชิงเฟิง แจ้งมาว่าเกิดเหตุสัตว์อสูรจลาจล เขาคนเดียวรับมือไม่ไหว ้ากำลังเสริม ด่วนมาก แต่ด้วยระดับพลังของเ้า อาจจะอันตรายหน่อยนะ จะเอาไหม?"
เกาผิงเข้าใจสถานการณ์ทันที สบถในใจ... ไอ้พวกเวรนั่น! หนีเอาตัวรอดกันไวชะมัด!
แต่เขาไม่อยากกลับไปเป็กระสอบทรายให้ซูหยุนอีกแล้ว จึงกัดฟันตอบ "เอาครับ! ข้ารับงานนี้!"
หวังฉีมองส่งเกาผิงที่รีบร้อนจากไป พลางครุ่นคิด... ่นี้ศิษย์สายนอกขยันรับงานไกลๆ กันผิดปกติ แถมไม่สนรางวัลอีกต่างหาก... น้องซูเพิ่งไปอยู่ได้ไม่กี่เดือน... คงไม่ใช่ว่าเป็ฝีมือเขาหรอกนะ...
(เสียงดูดปาก จุ๊ๆ) นึกภาพไม่ออกเลยว่าไปก่อวีรกรรมอะไรไว้...
...
เกาผิงออกจากสำนักโดยไม่หยุดพัก แม้เจตนาหลักคือหนีซูหยุน แต่เื่สัตว์อสูรจลาจลก็ไม่ใช่เื่ล้อเล่น เขาจึงรีบเร่งเดินทาง
โชคดีที่เขาชิงเฟิงอยู่ไม่ไกลมาก ใช้เวลาแค่วันเดียวก็มาถึง
มองแต่ไกล เขาเห็นเงาร่างคุ้นตาหลายคนกำลังต่อสู้อยู่... นั่นมันไอ้พวกเพื่อนเวรที่ร่วมขบวนการค่ายกลกับเขานี่หว่า!
คนพวกนั้นกำลังช่วยกันยื้อยุดงูหลามั์ระดับผลัดเปลี่ยนกายา พอเห็นเกาผิงมา ก็ทำหน้าเจื่อนๆ ใส่... (หนีมาเหมือนกันสินะ)
เกาผิงไม่มีเวลามาต่อว่า หันไปมองอีกด้าน เห็นผู้ฝึกตนวัยกลางคนกำลังดวลเดี่ยวกับปีศาจเสือโคร่งอย่างดุเดือด ดูทรงแล้วฝั่งคนน่าจะได้เปรียบเล็กน้อย
เสียงะโดังมาจากชายวัยกลางคน "เ้าไปช่วยพวกนั้นจัดการงูหลามก่อน! ข้าเก็บเ้านี่ได้เมื่อไหร่จะรีบไปสมทบ!"
เกาผิงไม่รอช้า ชักกระบี่อาคมออกมา อัดพลังปราณเข้าไปจนเรืองแสง แล้วกระโจนเข้าสู่สมรภูมิทันที
อย่าดูถูกว่าพวกเขาเป็แค่ ขั้นสร้างรากฐาน ที่ยังก้าวไม่พ้นขอบเขต แม้จะห่างชั้นกับระดับผลัดเปลี่ยนกายาอยู่หนึ่งก้าวใหญ่ แต่การมีเกาผิงมาเสริมทัพ ทำให้รูปขบวนดูดีขึ้นทันตา
เกาผิงประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมอย่างรู้ใจ อาศัยจังหวะชุลมุน แทงกระบี่สวนเข้าไป สร้างาแเล็กๆ บนตัวงูั์ได้สำเร็จ!