กำสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยข้อมูลจนยับย่น ในใจเฟิ่งเฉี่ยนสับสน “สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เขาให้เจ้าช่วยไปสืบมาหรือ”
ลั่วหยิ่งพยักหน้า “ไม่เพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ ป้ายคำสั่งที่เหนียงเหนียงใช้เพื่อออกจากวังหลวงก็เป็นฝ่าบาทที่มีพระบัญชาให้กระหม่อมลอบนำไปให้ยังมีอีกเบาะแสที่หลิวต้าซือบอกกับท่านเกี่ยวกับแมวเทพก็เป็นเรื่องที่ฝ่าบาททรงจัดการพ่ะย่ะค่ะ!”
เฟิ่งเฉี่ยนหัวใจหดรัด “เช่นนั้น เหตุใดเขาจึงไม่พูด”
ลั่วหยิ่ง “ฝ่าบาททรงรู้สึกว่ายิ่งพระองค์ออกหน้าช่วยท่านเท่าใดจะยิ่งไม่ส่งผลดีต่อสถานการณ์ของท่านพ่ะย่ะค่ะ”
เฟิ่งเฉี่ยนตะลึงงันหัวใจพลิกกลับตาลปัตร
ไม่ไกลออกไปนัก มีม้าเร็วตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูวัง
บนหลังม้าคือร่างสูงใหญ่ของมู่ชิงเซียวในชุดสีฟ้า เขากระโดดลงมาจากหลังม้าเดินเข้ามาหาเฟิ่งเฉี่ยนด้วยรอยยิ้มราวกับแสงอาทิตย์เจิดจ้า
“เฉียนเฉี่ยน!”
“พี่ใหญ่มู่ ท่านมาแล้วหรือ!” เฟิ่งเฉี่ยนยิ้มจนดวงตาโค้งลง
มู่ชิงเซียวสังเกตเห็นลั่วหยิ่ง และรถม้าที่อยู่ด้านข้างเขาแปลกใจเล็กน้อย
เฟิ่งเฉี่ยนสังเกตเห็นท่าทีสงสัยของเขา “นี่เป็นพระบัญชาของฝ่าบาท! พวกเขาจะติดตามข้าไปชุมนุมหมากล้อมด้วย!”
ไท่จื่อน้อยโผล่ศีรษะเล็กๆ ออกมาจากตัวรถม้าในเวลานี้เอง “เสด็จแม่ เมื่อไหร่พวกเราจะเดินทางพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิงเซียวตะลึงงัน “เสด็จแม่?”
ไท่จื่อน้อยพลันนึกได้ถึงสิ่งที่เสด็จแม่กำชับไว้ก่อนออกเดินทางจะให้ผู้อื่นรู้ฐานะของพวกเขาไม่ได้เป็นอันขาด เขาจึงเปลี่ยนคำเรียกขานทันที “พี่หญิงเฟิง พวกเราออกเดินทางได้หรือยัง”
เฟิ่งเฉี่ยนยิ้มอย่างรู้ทัน “ออกเดินทางเดี๋ยวนี้แล้วดูท่าทางร้อนใจของเจ้าสิ!”
หัวใจที่บีบรัดของมู่ชิงเซียวคลายตัวลงทันที เขาอดพูดไม่ได้ว่า “ทำให้ข้าตกใจแทบแย่ ข้าคิดว่าเจ้าเป็นฮองเฮาจริงๆ น่ะสิ!”
เฟิ่งเฉี่ยนไม่คิดจะปิดบังเขาต่อไป จึงพูดขึ้นอย่างลังเลใจ “พี่ใหญ่มู่ ที่จริงข้า...”
มู่ชิงเซียวมองสีของท้องฟ้าแล้วตัดบทนาง “เฉียนเฉี่ยนเวลาไม่เช้าแล้ว พวกเรารีบออกเดินทางไปยังชุมนุมเดินหมากเถิด!”
เฟิ่งเฉี่ยนอึกอัก สุดท้ายยังคงกลืนคำพูดที่มารออยู่ที่ริมฝีปากลงไป
เวลานี้ประตูใหญ่ของชุมนุมเดินหมากเทียนหยวนปิดสนิทและยังไม่เปิดให้คนนอกเข้า ฟางเสีย จ้าวฉี ติงไห่เจี้ยนและคนอื่นๆล้วนถูกหานไท่ฟู่เชิญมาที่ชุมนุมเดินหมากแต่เช้าแล้วให้พวกเขาเข้าไปรออยู่ในห้องพิเศษ เสวียน
หานไท่ฟู่ตบไหล่ฟางเสีย “เสียเอ๋อร์ ประเดี๋ยวเดินหมากดีๆเพื่อชื่อเสียงของชุมนุมเดินหมากจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!”
“ข้ารู้!” ฟางเสียรับคำ
นักเดินหมากคนอื่นๆ พากันปลอบโยน
“ท่านอาวุโสหาน ท่านวางใจเถิด! แค่นักเดินหมากสมัครเล่นคนหนึ่งจะร้ายกาจสักแค่ไหนกันเชียว”
“ใช่แล้ว ขอเพียงฟางเสียออกหน้า รับรองได้ว่านางจะร้องเรียกหาบิดามารดา!”
“ฮ่าๆๆๆ...”
หานไท่ฟู่คิดแล้วก็รู้สึกเช่นนั้นฟางเสียนั้นเป็นถึงนักเดินหมากอันดับหนึ่งของวงการเดินหมากในแคว้นเป่ยเยียนหากกระทั่งเขายังไม่อาจเอาชนะนางเด็กคนนั้นได้ เรื่องนี้ก็เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
“ถูกต้อง มีฟางเสียอยู่ข้าย่อมวางใจได้!” หานไท่ฟู่หัวเราะฮ่าๆ“ฟางเสีย อีกประเดี๋ยวเจ้าอย่าได้ยั้งไมตรีให้นาง! จัดการนางให้สาสม! ให้นางไม่กล้าเดินหมากอีกต่อไป! ทำให้นางได้ยินเพียงแค่เดินหมากสองคำก็อยากจะอาเจียนออกมา!”
คนทั้งหมดแลบลิ้นปลิ้นตา
ฟางเสียหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ท่านอาวุโสหานนี่ท่านมีความแค้นกับนางมากมายเพียงใดกัน”
หานไท่ฟู่แค่นเสียงฮึ “บัญชีเลือดนี้ลึกดั่งมหาสมุทร!”
หานหลินเยว่ส่ายหน้าจนปัญญา “ศิษย์พี่ทุกท่านพวกท่านอย่าได้ฟังท่านปู่เข้า เขาเพียงแค่...”
หานไท่ฟู่ตัดบทนางทันที เขาถลึงตาใส่นาง “เยว่เอ๋อร์เวลาพอสมควรแล้ว ยังไม่รีบไปเปิดประตูต้อนรับแขกอีก”
หานหลินเยว่จนใจได้แต่ออกจากห้องพิเศษไปเปิดประตูใหญ่
ทันทีที่เปิดประตูใหญ่ของชุมนุมเดินหมากผู้คนก็หลั่งไหลเข้ามาราวกับสายน้ำที่ทะลักเข้ามาห้องโถงของชั้นหนึ่งเต็มไปด้วยผู้คน ยังมีคนบางส่วนที่แย่งที่นั่งไม่ทันและนำเก้าอี้เตี้ยๆมาเอง เพื่อหาที่ว่างนั่งลงยังมีบางส่วนได้ยินเรื่องนี้มากะทันหันไม่ได้เตรียมตัวมา จึงนั่งลงบนพื้นหรือยืนข้างกำแพง ภายในห้องโถงแทบจะหาที่ว่างไม่ได้
ห้องโถงที่เดิมทีมีขนาดกว้างนั้นเบียดเสียดไปด้วยฝูงชนภายในชั่วพริบตา
จ้าวฉีมองลงมาจากหน้าต่างชั้นสองแล้วพูดอย่างตกตะลึง “มีคนสนใจชุมนุมเดินหมากล้อมมากมายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน สามปีก่อนซือคงเซิ่งเจี๋ยกำราบนักเดินหมากของเป่ยเยียน ก็ยังไม่อลังการเช่นนี้!”
ฟางเสียเดินเข้ามามองออกไปเช่นกันเขามองลงไปแล้วหัวเราะเบาๆ “ใช่แล้ว นานแล้วที่ไม่ได้คึกคักเช่นนี้”
ประจวบเหมาะกับมีคนมองขึ้นมาด้านบน เขามองเห็นฟางเสียทันทีจึงร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น“ฟางเสีย เป็นนักเดินหมากระดับเก้า ฟางเสีย!”
ฟางเสีย เป็นใคร เขาไม่เพียงแต่เป็นเสาหลักสำคัญของชุมนุมเดินหมากเทียนหยวนแต่เป็นนักเดินหมากอันดับหนึ่งของแคว้นเป่ยเยียน!
“พี่ชาย เจ้าดูผิดแล้วกระมัง ตอนนี้ฟางเสียนักเดินหมากระดับเก้าเก็บตัวอยู่ในชุนซานจวีเตรียมตัวเพื่อประลองในนัดตัดสินกับซือคงเซิ่งเจี๋ยในวันพรุ่งนี้เขาจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“ข้าเห็นเขาจริงๆ! ที่อยู่กับเขายังมีนักเดินหมากระดับเก้าจ้าวฉี!”
“เชอะ! อย่าเอะอะโวยวายเลย! จ้าวฉีเป็นคนของชุมนุมเดินหมากสกุลจ้าวยิ่งไม่มีทางจะมาปรากฏตัวที่ชุมนุมเดินหมากเทียนหยวน”
“พวกเจ้าเชื่อข้าเถิด ข้ามองเห็นพวกเขาจริงๆ!”
“อย่าไปสนใจเขา พวกเรามาคาดเดากระดานหมากในวันนี้กันดีกว่า! เจ้าคิดว่าใครจะเป็นผู้ชนะ”
“แน่นอนว่าต้องเป็นแม่นางเฟิง! สามารถนำค่ายกลโบราณเช่นค่ายกลเจดีย์สามเหลี่ยมและค่ายกลเจดีย์คู่ออกมาใช้ท่านอาวุโสหานจะชนะนางได้อย่างไร”
“นั่นก็ไม่แน่! ท่านอาวุโสเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์อีกทั้งจากกระดานหมากเมื่อวานนี้ข้าเห็นได้อย่างชัดเจนว่าฝีมือการเดินหมากของท่านอาวุโสหานพัฒนาไปอีกมากการเดินหมากมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ใครแพ้ใครชนะยังพูดยาก!”
“...”
คนที่พบเห็นฟางเสียรู้สึกเบื่อหน่าย เขาเชื่อว่าตนเองมองเห็นฟางเสียแต่ไม่มีใครเชื่อเขา เขาจนปัญญาจึงได้แต่เงียบขรึม
ห้องพิเศษชั้นสอง หานไท่ฟู่ปิดหน้าต่างด้วยสีหน้าราวกับพบศัตรูตัวฉกาจอย่างไรอย่างนั้น
“ท่านอาวุโสหาน นี่ท่านกำลังทำอะไร” จ้าวฉีถามอย่างไม่เข้าใจ
หานไท่ฟู่หัวเราะแห้งๆ “พวกเจ้าหลายคนล้วนมีชื่อเสียงโด่งดังเกินไปทางที่ดีที่สุดอย่าได้ปรากฏตัว ประเดี๋ยวจะทำให้ผู้คนแตกตื่นจะควบคุมสถานการณ์ได้ยาก”
คนทั้งหกต่างมองหน้ากัน
“ท่านอาวุโสพูดถูกต้อง! พวกเราหลายคนไม่เท่าใดชื่อเสียงของฟางเสียโด่งดังเกินไปทันทีที่ปรากฏตัวออกไปจะทำให้สถานการณ์ยากแก่การควบคุม!”
“ถูกต้องๆๆ ฟางเสียอย่าปรากฏตัวจะดีกว่า จะทำให้การเดินหมากวุ่นวายเปล่าๆ”
“ฮ่าๆๆ...”
ฟางเสียยิ้มเฝื่อน “พวกท่านนี่นะ เอาแต่หยอกล้อข้า!”
เมื่อเห็นว่าพอจะกล่อมคนทั้งหกได้แล้วหานไท่ฟู่จึงผ่อนคลายท่าที “พวกเจ้าพักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะไปดูว่านางเด็กคนนั้นมาแล้วหรือไม่”
เมื่อหานไท่ฟู่ลงบันไดมา เฟิ่งเฉี่ยนและพวกมาถึงชุมนุมเดินหมากพอดีเมื่อเฟิ่งเฉี่ยนปรากฏตัวขึ้น ฝูงชนก็เริ่มส่งเสียงฮือฮาบรรยากาศภายในห้องโถงอบอุ่นขึ้นทันที!
“แม่นางเฟิงมาแล้ว!”
“แม่นางเฟิง วันนี้คิดจะใช้ค่ายกลใหม่ๆ อะไร”
“แม่นางเฟิง วันนี้มีความมั่นใจว่าจะชนะหมากกระดานนี้หรือไม่”
“แม่นางเฟิง ท่านรับศิษย์หรือไม่ ข้าอยากคารวะท่านเป็นอาจารย์!”
“แม่นางเฟิง มอบน้ำหมึกสักขวดเถิด!”
“แม่นางเฟิง แต่งให้ข้าเถิด!”
“...”
เมื่อเผชิญหน้ากับไมตรีของทุกคนเฟิ่งเฉี่ยนมีสีหน้าปกติด้วยฝึกฝนจนเคยชินแล้วทว่ามู่ชิงเซียวและลั่วหยิ่งที่ติดตามนางมานั้นกลับไม่สงบนิ่งเช่นนั้นขอเป็นศิษย์ขอน้ำหมึกนั้นช่างเถิด กระทั่งขอแต่งงานก็มาด้วย นี่จะเกินไปแล้วกระมัง
ไท่จื่อน้อยตะโกนใส่คนที่ขอแต่งงานว่า “พี่หญิงเฟิงเป็นผู้หญิงของบิดาข้าพวกเจ้าอย่าแม้แต่จะคิด!”
หานไท่ฟู่เดินฝ่าฝูงชนเข้ามาในตอนนี้เองเขาตกตะลึงทันทีที่เห็นองค์ไท่จื่อน้อยอยู่ที่นี่ด้วย เขาหลุดปากออกมา “ไท่...”