เกิดใหม่หลังวันสิ้นโลกผมก็กลายเป็นเด็กทารกไปซะแล้ว

    ตอนที่ 32 ตอบรับข้อเสนอ

    ตอนที่ 32 ตอบรับข้อเสนอ

            ออสก้าที่ตกเป็นเป้าโจมตีของกูลไม่ได้รู้สึกกดดันเขายิ้มเยาะให้กับกูลด้วยซ้ำ กูลคว้าไปที่ตัวออสก้าแต่กับสัมผัสโดนเพียงภาพติดตาเท่านั้น ออสก้าหายไปจากจุดเดิมแล้ว

            กูลร้องคำรามออกมา เพราะมันไม่เข้าใจว่าเหยื่อของมันหายไปไหน แต่ไม่นานมันก็เปลี่ยนเป้าหมายไปที่รีดินที่ไม่ได้หายไปไหนมันวิ่งเข้าหารีดิน

            รีดินทำเพียงยกมือขึ้นมาก่อนจะปลดปล่อยพลังของผู้พิทักษ์สร้างโล่พลังงานออกมาป้องกันไว้

            โล่พลังงานสีฟ้าขวางกั้นระหว่างกูลและรีดินแม้กูลจะดูน่าเกลียดและเป็นพวกกินไม่เลือก แต่ก็พอจะมีความคิดมากกว่าซอมบี้กูลตนนี้พยายามโจมตีโดยใช้เล็บขวนใส่โล่พลังงานพร้อมกับเคลื่อนที่ไปรอบ ๆตัวรีดินอย่างไม่ยอมแพ้

            ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่อาจจะหลุดพ้นการสังเกตของผู้ครองพลังสายผู้พิทักษ์ไปได้

            “หึ!” รีดินสลายโล่พลังงานทิ้งทำให้กูลกระโจนเข้าหาด้วยความเร็วมันอ้าปากกว้างคิดจะกัดเหยื่อด้านหน้าให้คำใหญ่ที่สุดแต่นี่กลับเป็นเพียงกับดักเท่านั้น

            เพราะทันทีที่อยู่ห่างจากตัวของรีดินไม่ถึงหนึ่งเมตรรีดินยื่นมือไปข้างหน้าสร้างโล่พลังงานขึ้นมาใหม่แต่เป็นการปลดปล่อยให้โล่พลังงานกระแทกศัตรูออกไปจนตัวของกูลที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วและโล่พลังงานที่กระแทกออกไปใส่ตัวของกูลอย่างเต็มแรงพลังปะทะรุนแรงมาจนมันรอยกระเด็นไปในเสี้ยววินาทีพุ่งไปยังผนังผุขึ้นสนิมของโกดังทะลุออกไปทางด้านหลังของโกดังก่อนจะกลิ้งไปอีกหลายตลบสภาพร่างทั้งร่างกระดูกหักไม่มีชิ้นดี ตามผิวหนังฉีกขาดมีรอยบาดของแผ่นเหล็กขึ้นสนิมของผนังโกดังอยู่ทั่วร่างกาย

            ถึงอย่างนั้นกูลก็ยังไม่ตาย มันพยายามลุกขึ้นมา แต่ก่อนจะได้ขยับตัวไปไหนตอนนนั้นเองก็มีเงาวิ่งผ่านและวนรอบตัวของมันสองสามที ถ้าฟังดี ๆจะได้ยินเสียงดาบตัดผ่านร่างของมัน

            “ปิดงาน!” เงานั้นหยุดวิ่ง ก่อนจะเผยให้เห็นว่าเป็นออสก้าที่หายไปก่อนหน้าในมือของเขามีดาบคู่สีเงินอยู่ด้วย ที่คมดาบเละเลือดเน่า ๆ สีดำซึ่งกำลังหยดลงพื้นดังติ้ง ๆ

            จังหวะเดียวกันหลังจากที่ออสก้าพูดจบตัวร่างของกูล โดยเฉพาะท้องลำคำและแขนขาของมันก็เกิดรอยตัดเรียบเนียน ก่อนจะค่อย ๆแยกกันหลุดทีละชั้นร่วงกองเป็นเศษเนื้อกับพื้น

            ตั้งแต่ที่เจอกูลจนออสก้าฆ่ามันยังไม่ถึง 1 นาทีด้วยซ้ำ

            “น่าเสียดายเป็นแค่พวกอันเดดที่พึ่งเกิดใหม่ถ้าเป็นกูลปกติคงเล่นสนุกได้นานกว่านี้แน่นอน”ออสก้าสบัดคราบเลือดจากดาบคู่ก่อนจะเก็บมันเข้าที่เดิม

            “กูลตัวนี้น่าจะเกิดจากการตายของพวกนักเลงแถวนี้ละมั้งแต่การตายปกติไม่น่าจะให้เกิดพลังงานด้านลบจนสร้างอันเดดได้ถ้ามันอยู่นานกว่านี้หลายวันคงกินพวกคนอพยพที่หลงมาแถวนี้และถึงตอนนั้นนายได้สู้ตายกับมันสมใจแน่”รีดินเดินออกมาจากรูที่กูลพึ่งทะลุมา พร้อมกับส่องไฟฉายไปที่กองเนื้อ

            “เฮ้ ไม่เอาน่าต่อให้ถึงตอนนั้นมันก็แค่ระดับ 1 ดาวเท่านั้น อย่างมากก็ออกแรงมากหน่อยจริงสินายรู้ได้ยังไงว่าเป็นพวกนักเลง” ออสก้าพูดด้วยท่าทางสบาย ๆ

            “ที่แบบนี้ยังจะมีใครอยากมาอีก นายไปสำรวจรอบ ๆ โกดังว่าเจออะไรอีกไหมฉันตะเผาศพมัน” พูดจบรีดินก็เดินไปดึงเอาซากต้นไม้ใบหญ้าแถวนั้นมาวางใส่เศษเนื้อที่ก่อนหน้ายังเป็นกูลก่อนจะเทน้ำมันดำลงไปจุดไฟเผา

            “ชิ...ทิ้งงานแบบนี้ให้ฉันอีกแล้ว” ออสก้าขมวดคิ้วเข้าหากันแต่ก็ยังคงทำตามที่รีดินบอกเขาเดินไปสำรวจรอบ ๆ โกดัง

            เปลวไฟปริ้วไปมาตามแรงลมโดยเฉพาะด้านหลังโกดังในเวลามืดค่ำแบบนี้ลมจะแรงมากกว่าปกติ หลังจากผ่านไปสักพักออก้าก็กลับมาก่อนจะมาเดินมาข้างกองไฟ

            “ไม่เจออะไร ดูเหมือนพวกศพอื่น ๆ กูลตัวนี้จะกินไปหมดแล้ว”ออสก้าเดินมาบอกรีดิน

            รีดินที่ใบหน้าครึ่งหนึ่งกระทบกับแสงสีส้มจากเปลวไฟในกองเพลิงพยักหน้าตอบ “ไปรายงานไวเคานต์คาริสก่อนก็แล้วกัน ส่วนเรื่องพวกนักเลงให้คนธรรมหรือไม่ก็นักล่าของไวเคานต์จัดการกันเอง”

            “ถ้าอย่างนั้นนายไปบอกก็แล้วกัน พอดีฉันมีนัดกับคนสวยนะไปละ”พูดจบออสก้าก็หายไปในทันที

            รีดินไม่ได้พูดอะไร เขาก็เดินจากไปเช่นกัน ทิ้งให้กองไฟค่อย ๆเผาเศษเนื้อจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

            ...

            คฤหาสน์ไวเคานต์คาริสกลางเมืองเอลดิล

            ภายในห้องที่สองข้าเต็มไปด้วยหนังสือและม้วนรายงานตรงกลางห้องเป็นโต๊ะไม้สีน้ำตาลเงาสวยงาม เก้าอี้ไม้สวยงามมีชายไว้หนวดแต่งกายด้วยชุดราคาแพง อายุราวห้าสิบกว่านั่งอยู่

            แววตาของเขานั้นสงบนิ่งแต่ก็เต็มไปด้วยอำนาจกำลังจ้องกระดาษบนโต๊ะขณะที่ด้านหน้านั้นมีพ่อบ้านคนสนิทกำลังรายงานให้ไวเคานต์คาริสฟังอยู่

            “เมื่อวานผู้พิทักษ์รีดินและผู้เคลื่อนไหวออสก้าเจอกับกูลหนึ่งในอันเดดที่กินไม่เลือกหน้าที่โกดังร้างของเขตผู้อพยพขอรับให้ผมไปแจ้งบารอนเมสันไหมครับ”

            “เขตผู้อพยพ อืม...บอกเขาไป ตอนนี้อันเดดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้เขาดูกำแพงที่ขยายออกไปดี ๆ หวังว่าจะไม่มีพวกหลุดเขามาในกำแพงได้แล้วก็อย่าลืมเตือนเขาว่าถ้าพวกอพยพที่ตายให้หาที่เผาให้เรียบร้อยด้วย”ไวเคานต์คาริสกล่าวออกมาอย่างไม่เงยหน้า

            “แล้วเรื่องเมื่อคืนบุตรชายของบารอนเมสันเกิดเรื่องอะไรขึ้น”ไวเคานต์คาริสเงยหน้าถาม เพราะทุกการเคลื่อนไหวของขุนนางบารอนทั้งสี่มักจะอยู่ภายใต้การจับตาของเขาเสมอ

            “แหล่งข่าวของเรารายงานมาว่าบุตรชายของบารอนเมสันดูเหมือนจะไปลักพาตัวหญิงที่ชื่อแอนเดรียและถูกผู้ครองพลังฝ่ายนั้นโจมตีทำให้ตอนนี้บาดเจ็บหนักขอรับ”

            “เด็กนั้นชื่อมาลก้าใช่ไหม เมสันคงจะเดือดน่าดู แต่ว่าทำไมชื่อของหญิงคนนั้นฉันกับคุ้นหูแอนเดรีย...แอนเดรีย” ไวเคานต์คาริสพยายามนึกถึงชื่อนี้

            “เธอคือภรรยาของบารอนแกริค จากเมืองอิกเน็ตของอาณาจักรเวียเรเดียที่อยู่ข้ามไปทางซากเมืองร้างขอรับ”พ่อบ้านพูดด้วยความนอมน้อม

            “อ้อ ไอ้เด็กอวดดี ไรแลนด์ แกริคคนนั้นนะเหรอ”ไวเคานต์คาริสนึกออกในทันที เพราะเขามีความประทับใจไรแลนด์อยู่บ้าง

            ในตอนนั้นเองก็มีคนรับใช้เข้ามารายงาน

            “หืม เธอมาอย่างนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ไปดูสักหน่อย”ไวเคานต์คาริสเผยรอยยิ้มมุมปาก

            แอนเดรียนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขกของคฤหาสน์ไวเคานต์คาริสและในอ้อมกอดมีลูอิสที่กำลังมองรอบๆ อย่างสนใจเพราะสถานที่นี้บรรยากาศดีมากจนน่าเหลือเชื่อว่ามีสถานที่แบบนี้ในเมืองเอลดิลด้วย

            ‘ห้องที่ฉันอยู่กลายเป็นรูหนูไปเลย’ ลูอิสปีนลงจากแอนเดรียก่อนจะไปนั่งโซฟาด้านข้าง ในตอนแรกแอนเดรียเหมือนจะห้ามแต่ก็หยุดมือและปล่อยให้ลูอิสนั่งลงข้าง ๆ

            ลูอิสไม่ได้พยายามทำตัวเด่นเขาเกราะขาของแอนเดรียข้างหนึ่งให้เหมือนกับเด็กน้อยขี้อายเพื่อตบตาคนนอก ส่วนพ่อบ้านเฟรดนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา ซึ่งอูอิสจึงต้องเข้ามาคอยดูแลแอนเดรียแทนซึ่งถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาลูอิสเชื่อว่าตนพอแอนเดรียหนีออกไปได้แน่นอนยกเว้นจะเจอพวกผู้ครองพลังระดับ 2 ดาว ซึ่งเขาก็ยังไม่เคยสู้มาก่อน

            หลังจากรอสักพักก็มีเสียงประตูเปิดออกมา ก่อนจะเดินเข้ามาด้านในเป็นไวเคานต์คาริสและพ่อบ้าน แอนเดรียรีบลุกขึ้น ก่อนจะทำความเคารพ ไวเคานต์คาริสพยักหน้าให้ก่อนจะนั่งตรงข้ามกับแอนเดรียด้วยท่าทางสบาย

            “ท่านไวเคานตคาริส ข้าคือ แอนเดรีย ภรรยาของบารอนแกริค...”แอนเดรียแนะนำตัวเอง

            แต่ไวเคานต์คาริสยกมือหยุด ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “เข้าเรื่องเลยเจ้ามีปัญหากับบารอนเมสันใช่ไหม คิดจะให้ฉันไปเป็นคนกลางเคลียร์กับทางบารอนเมสันสินะ”

            “เรื่องนี้...ใช่ค่ะ” แอนเดรียพยักหน้ารับ

            “เธอเป็นแค่ชนชั้นสูงที่ไม่มีอาณาจักรให้จะอยู่ด้วยซ้ำคิดว่าไวเคานต์คนนี้จะช่วยอย่างนั้นเหรอ”ไวเคานต์คาริสพูดออกมาด้วยท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรนัก ก่อนจะกล่าวต่อ“รู้ไหมข่าวเรื่องการตามล่าของทางอาณาจักรนักล่าเอเลอาร์ตมาถึงเมืองเอลดิลแล้วคิดว่าราคาของเธอจะได้เท่าไหร่”

            แอนเดรียขมวดคิ้วเข้าหากันในทันทีส่วนพ่อบ้านเฟรดนั้นมีท่าทางระวังมากขึ้น

            ‘เฮ้ย ๆ มาถึงก็ข่มกันขนาดนี้อย่างนั้นเหรอ ว่าแต่ตาลุงนี่คือไวเคานต์ของเมืองเอลดิลอย่างนั้นเหรออืมดูแล้วก็เหมือนจะเป็นพวกนักการเมืองใหญ่ ๆ เลยแฮะ’ทารกน้อยลูอิสเกาะขาแอนเดรียขณะกะพริบตามองไวเคานต์คาริส

            “เรื่องนั้น...ท่านไวเคานต์ลองดูนี่ก่อนฉันเชื่อว่าท่านจะต้องช่วยพวกเราอย่างแน่นอน” แอนเดรียกล่าวอย่างมั่นใจ ก่อนจะดึงบางอย่างออกมามันคือม้วนแผนที่

            “นี่มัน...” ไวเคานต์คาริสคว้าเอาแผนที่มา ก่อนจะเปิดดูในทันที

            “ถ้าท่านไวเคานต์ยอมตกลง มันจะเป็นของท่าน” แอนเดรียพูดด้วยสีหน้าจริงจังในตอนนี้เธอได้ไพ่ตายออกไปแล้ว

            ลรรยากาสในห้องรับรองแขกกลายเป็นเงียบขรึม ทุกคนกำลังรอคำตอบของไวเคานต์คาริสอยู่แผนที่ในมือของไวเคานต์คาริสถูกม้วนเก็บด้วยตัวเขาเองก่อนจะส่งให้กับพ่อบ้านคนสนิท

            เมื่อแอนเดรียเห็นเช่นนั้นก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจ

            “ฉันเป็นคนมีเกียรติ เรื่องของเธอกับบารอนเมสันนั้นถือว่าจะจัดการให้”ไวเคานต์คาริสตอบรับข้อเสนอของแอนเดรียในทันที

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่หลังวันสิ้นโลกผมก็กลายเป็นเด็กทารกไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน