ตอน 7 ซื้อใจ
“เงินที่นางสมควรจ่ายคือ 5000 ตำลึงขอรับ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก้มหน้าพูด แม้กระทั่งหางตายังไม่กล้าเหล่มอง
“นี่! บรรจุ 10000 ตำลึง ถือว่าชดใช้แทนนาง ส่วนเกินที่เ้ารับไว้ ถือว่าเป็ค่าหีบหับยา ที่ข้าซื้อล่วงหน้าไว้แจกจ่ายต่อชาวประชาผู้ได้ยากก็แล้วกัน” เขาโยนถุงเงินลงกระทบพื้นไม้ต่อหน้าชายผู้ร้องเรียน
“ท่านทั้งหลายจงฟัง จากนี้ผู้ใดยากไร้ขาดแคลน จงรับยาที่โรงหมอของเขาได้ฟรี” ไฉเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"พ่อบุญธรรมขอรับ เงิน 10000 ตำลึง ซื้อข้าวเปลือกได้ 1000 กระสอบเชียวนะขอรับ "ชิงเจ๋อเอ่ยสอดแทรกขึ้นมาดื้อๆ
“หืม ว่าไงนะชิงเจ๋อ... เ้าจะแย้งเจตนาของข้างั้นเหรอ” ไฉเฉิงเหลือบตามอง พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเย็นๆ
"มะ มะ ไม่มีขอรับ "ชิงเจ๋อเถียงไม่ออก
“อืม... หากข้ามีเจตนา ต่อให้ต้องเสียหมื่นตำลึงทอง ข้าก็ไม่หวั่นแม้แต่ปลายขน” ไฉเฉิงเชิดชูคอ ลุกจากแท่น เดินย่องเบาออกจากเรือนไม้ ทำทุกคนสุดมึนงง ไล่ตามความแปรปรวนของเขาผู้นี้ไม่ทัน
"นิ่งเฉยอยู่ไย... ตามข้ามาสิ "เขาหยุดเดินที่หน้าประตูไม้ เปล่งเสียงชัดถ้อยชัดคำ ทำชิงเจ๋อสะดุ้งโหยง รุดหน้าวิ่งแจ้นตามติดประชิดตัวพ่อบุญธรรม
“หลงชิงเจ๋อ... ข้าเรียกเ้าั้แ่เมื่อใด...” ไฉเฉิงที่ประสงค์ให้เขาติดตาม บัดนี้เปลี่ยนแปลงไป
“ทะ ท่านพ่อไม่ได้้าข้าหรอกหรือขอรับ” ชิงเจ๋อทำหน้าเหว๋อเสียมาด เดินคอตก
“เ้าเป็ถึงหัวหน้าฝ่ายใน จะละทิ้งหน้าที่มิได้ บัดนี้เ้าก็รู้ดีว่าข้าให้ความสำคัญกับสิ่งใด...”
"ยุวกษัตริย์ยังหลับใหล ไร้สติ สิ่งที่เห็นสมควร คือเชื้อเชิญท่านหมอหลวงเข้าอวิ๋นเทียน ตรวจสอบร่างกายไท่จื่อน้อยให้ดี " ไฉเฉิงมอบหมายหน้าที่ใหม่ให้ชิงเจ๋อ
“ขอรับ” ในเมื่อชัดเจนในคำสั่ง ผู้ภักดีไม่รอช้าที่จะตอบรับ
“เช่นนั้นท่านพ่อ้าให้ผู้ใดติดตาม” ก่อนจะแยกย้ายไป... ชิงเจ๋อบังอาจเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“เป็นาง!!!” โจวไฉเฉิงหวนหน้ากลับ เบิ่งตาจ้องใบหน้าที่ขาวนวล กรีดนิ้วชี้สั่งชัดเจน ว่า้าให้นางติดตาม
" ขะ ขะ....ข้า งั้นเหรอ " ตันหรงมองซ้ายขวาหน้าหลัง ก็ไม่เห็นว่าจะมีใคร ก่อนจะยกนิ้วชี้เล็งมาที่หน้าของตัวเอง เพื่อถามซ้ำให้มั่นใจ
"อืม... เ้านั่นแหละ "
“แต่อย่าคิดหลงเข้าข้างตัวเองดีใจไปล่ะ ว่าข้าชมชอบเ้า”
“ข้าเพียง้าให้เ้านำทาง ไปหากลุ่มคนยากไร้ที่เ้าช่วยเหลือเพื่อพิสูจน์ชั่วดี และล้างมลทินให้เ้า” คำพูดของเขาฟังดูเ็า แต่โคตรมีเสน่ห์
"เห๊อะ !! ก็นึกว่าอะไรใหญ่โต ทำซะข้าตกอกใไปหมด กลัวแต่คนอื่นจะหลงตัวเอง ไม่ดูตัวเองซะบ้าง หลงตัวเองซะไม่มีแหละ " ตันหรงกลอกตามองบน บ่นมุบมิบมุมปาก ก่อนจะค่อยๆ ลุกเดินตามหลังไปแต่โดนดี
"อืม... จริงสินะ "
"ในเมื่อท่านได้เงินแล้วก็กลับไปเถอะ เื่นี้ถือว่าจบสิ้นกันไป " จะจากไปอยู่แล้ว ไฉเฉิงยังไม่ลืมที่จะเปิดปากขับไล่ชายโรงหมอ อย่างสุภาพ
"ขอรับนายท่านผู้คุมอวิ๋นเทียน ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ข้าจะไม่ทำให้ท่านเสียเวลาอีก " ทุกเื่ราวดูเหมือนจะผ่อนปรนลง
ไฉเฉิงออกจากเขตอวิ๋นเทียนพร้อมนางสองต่อสอง เข้าสู่เขตตลาดหลวง
ทว่า...ระหว่างที่เดินไปตามทาง ไฉเฉิงกลับรู้สึกได้ว่าทุกแววตาจ้องมองราวจะกลืนกิน
"นี่ข้าเป็จุดสนใจของผู้คนขนาดนี้เชียวเหรอ "
“เสียเปล่าที่ข้าเอาแต่เก็บตัววางแผนการใหญ่ในอวิ๋นเทียน”
"หลายปีมานี้ ข้าคงทำให้พวกเ้าพลาดโอกาสที่จะได้เยินยอผู้โฉมงามเช่นข้าแล้วสินะ "ไฉเฉิงหลงตัวเองหนักมาก แสยะยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะอดกลั้นที่จะอมยิ้มไม่ได้ ถึงขั้นยกปลายอาภรณ์ที่ยาวเฟื่อยโอบข้อแขน ขึ้นมาบดบังมุมปาก
“นี่เ้าสามีโง่ นอกใจข้างั้นเหรอ!!!” อยู่ดีๆ เสียงสามีภรรยาถกเถียงกันดังขึ้น
“เมียจ๋า อย่าได้ป้ายสีข้าเป็อันขาด ข้าไปนอกใจเมียข้าั้แ่เมื่อไหร่... ก็เห็นอยู่ว่าข้าทำงานหามรุ่งหามค่ำ ก็เพื่อให้เมียสุขสบาย” สามีพยายามแก้ตัวให้ภรรยาเห็นใจ
“ถุ้ยยย คิดว่าข้าโง่นักเหรอตาแก่ อย่าคิดว่าข้าไม่เห็นแววตาของเ้าที่แหงนมองนางผู้นั้น” ภรรยาร่างอวบบิดหูสามีที่ร่างแห้งผอมแรงน้อย
“คำถกเถียงพวกนี้ช่างน่าขำ ข้าไม่ใช่สตรีเสียหน่อย เหตุใดภรรยาของเขาต้องออกอาการหึงหวงถึงเพียงนั้น” ไฉเฉิงพึมพำออกมา เพราะเขาลืมตัวไปชั่วขณะ ว่าครั้งนี้เป็สตรีผู้งามล่มฟ้าติดตามหลัง มิใช่หลงชิงเจ๋อเหมือนเคย
ไฉเฉิงตงิดใจ นึกขึ้นได้ รีบหันกลับไปมองให้เต็มตา และแล้วก็ได้พบกับสาเหตุที่ทำให้เขาเข้าใจผิด ดับฝันคนเข้าข้างตัวเองอย่างไฉเฉิงจนหมดจนสิ้น
ั์ตากลมโตเป็ประกาย ผมดำเข้มเงางามพลิ้วเล่นลม ผิวขาวนวลดุจหิมะแรกเริ่ม แก้มชมพูอ่อนราวท้อ์ สะกดทุกคน ราวถูกเสกสั่งให้หันมอง
บุรุษั้แ่ต้นสายปลายแถว ต่างละสายตาจากนางมิได้
“เหอะ ที่แท้ก็เป็นางนี่เอง ที่เป็ต้นเหตุให้คนจับจ้องมากขนาดนี้!!!”
"ทำข้าเสียเวลา ย่างเดินเชื่องช้า ระริกระรี่ เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ " ไฉเฉิงหน้าหงิกเป็ตูด หยุดย่างเท้าเดิน กอดอกยืนตรงรอนางกลางทาง
แอ๊ก!
"อะโอ้ยยยยย "
“จะหยุดนิ่งทำไมไม่บอกข้า” ชู่ตันหรงมัวแต่เหลียวมองสายตาทุกคู่ที่ทักทายนางตามริมทางเพื่อไม่ให้เสียมารยาท โดยไม่ได้เหล่มองทางบ่อยนัก หน้าผากนวลๆ กระแทกแผ่นหลังแข็งๆ เข้าอย่างจัง
"เห๊อะ!กล้าดียังไงมาโทษข้า รนหาที่ตายจริงๆ "
“ลืมหรือไร ว่าข้าให้เ้าติดตามเพราะสาเหตุใด อีกทั้งเงินที่ข้ายอมจ่ายแทนเ้านั้นไม่ใช่เล็กน้อย หากซื้อข้าวแจกคนยากไร้ แลกได้ มากถึงพันกระสอบ จงสำเหนียกสำนึกบุญคุณเสียบ้าง นังกระรอกไม่รู้รัง” จากที่เคยเป็บุรุษลึกลับพูดน้อย ลอยตัวเหนือทุกสถานการณ์ เมื่อได้พบนางยังไม่ถึงข้ามวัน เขากลับกลายเป็ชายที่พูดมากถึงเพียงนี้
คำพูดสั่งสอนนั้นทำเอา สตรีห้าวอย่างชู่ตันหรงเถียงไม่ออกสักคำ ต้องรีบสำนึกในบุญคุณโดยด่วน
“อะ เอา เถอะ เมื่อครู่จะถือว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน” ไฉเฉิงััได้ว่านางเริ่มเงียบงัน บรรยากาศกร่อยลง เขาก็รู้ความ ยกมือสองข้างหยิบจับหัวไหล่อย่างระมัดระวัง ผลักดันให้นางเดินนำหน้า ส่วนตนนั้นยอมก้าวเดินตามหลัง
"นี่ข้า... ยอมเดินตามหลังสตรีงั้นเหรอ บ้าไปแล้ว นี่มันเื่บ้าอะไร "ไฉเฉิงยอมเดินตามนางต้อยๆ แต่โดยดี ทั้งที่ปากยังบ่นพึมพำไม่หยุดตลอดทาง
อั่ก!!! คราวนี้เป็ไฉเฉิงที่เดินชนร่างเล็กของนางจนเกือบล้มหัวคะมำ
“นี่!!! เ้า!!!” ตันหรง ลืมตัวชั่วขณะ หันหน้ามาวีน เกือบจะยกมือโบกหัวเ้าอวิ๋นเทียนผู้ยิ่งใหญ่เสียแล้วนี่ ยังโชคดีที่ยั้งตัวทัน มิเช่นนั้นมีหวังได้กลับไปกินข้าวในคุกหลวง
“อื้ม... ข้าไม่ได้ออกมานอกอวิ๋นเทียนนานนัก ชมวิวทิวทัศน์เพลินไปหน่อย” คำพูดแก้เขินของเขาฟังดูแปลกๆ
"เ้าค่า เ้าค่า ข้าแซ่ชู่ผู้น้อยไม่เคืองขุ่น ติดใจเอาความ บ่นยาวยืดเป็หางว่าวหรอก “คำพูดที่เปล่งออกมาคือการประชดประชันเอาคืนชัดๆ
“นี่เ้า!!!” ไฉเฉิงยกมือขึ้นชี้สั่ง หวังจะตำหนินางอีกหน
เห็นท่าไม่ดี ตันหรงหัวไว ชิงเดินนำหน้าหันหลังให้ เข้าทักทายผู้คน
“อะฮ่า ใครจะโง่ยอมยืนให้คนปากมากเช่นท่านพร่ำบ่นกันล่ะ ที่นี่ไม่ใช่เขตแดนอวิ๋นเทียน ข้าจะขยับเขยื้อนตัวไปมุมไหนก็ได้” ไหวพริบชั้นเลิศของนางทำไฉเฉิงปวดกระบาล สะบัดปลายอาภรณ์ลงต่ำ ขัดไขว้หลังรักษามาดนิ่งไว้แทบไม่ทัน
""เอาล่ะ พี่น้องพ้องข้า... ไม่ต้องกลัวไปหรอก ชายผู้นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ต้องระวังภัย แต่เขาคือยมทูตผู้ควบคุมยมโลกชี้เป็ชี้ตายของโฮ่วฉิน " คำพูดของนางไม่ได้มีคำไหนข่มขู่คน มีแต่คำเยินยอและชื่นชมเท่านั้น แต่ทำคนไร้บ้านพวกนั้นหวาดกลัวหัวหด จนไม่มีใครกล้าออกมาพบหน้า วิ่งหลบหลังเรือนกันทุกหลัง
“ตำแหน่งของข้า ฟังดูน่าเกรงขามขนาดนั้นเชียวหรือ” ยัง ยังไม่รู้ตัว ไฉเฉิงหันมองนางด้วยสีหน้าเจื่อนๆ ไถ่ถามด้วยน้ำเสียงแหบเบา
“ท่านจะให้ข้ากล่าวตามตรง หรือกล่าวแบบถนอมน้ำใจดีล่ะ” ตันหรงก็ยียวนกวนประสาทไม่น้อย ทั่วโฮ่วฉิน คงมีนางคนเดียวที่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับเขาโดยไม่กลัวตาย
"อืม... เอาความจริงสิ เ้าไม่ใช่ขุนนางในราชสำนัก ข้าไม่ใช่ฝ่าา จะ้าให้เอาใจไปเพื่อการใด " ไฉเฉิงหน้านิ่งคิ้วขมวดรอฟัง