ฮองเฮาโค่นบัลลังก์

    ตอนที่ 29 รุมสกรัม

    ตอนที่ 29 รุมสกรัม

                    ม้าขาวตัวใหญ่กำลังตะบึงเข้ามา แม้นจะเป็นช่วงยามอิ๋นทว่าแสงจันทร์ที่สาดลงมานั้นทำให้อาชาตัวนี้ดูน่าสพรึงกลัวยิ่งนักยิ่งมีชายร่างใหญ่ที่อยู่บนหลังม้านั้น ในมือเขาถือทวนยาวหนึ่งจั้งด้วยแล้ว  ทหารทุกคนที่ถือทวนยาวตั้งเป็นกำแพงไว้มั่นต่างก็รู้สึกขวัญหนีดีฝ่อทั้งสิ้น แม้นว่าฝั่งตัวเองจะมีอาวุธครบมือพร้อมทั้งเพื่อนร่วมรบยืนอยู่เคียงข้างมากมาย

                    “ยิง!” 

                    สิ้นเสียงนายกองบัญชา พลธนูที่อยู่ด้านข้างก็ระดมยิงธนูใส่ทันที

                    และทุกคนในที่นั้นก็ได้เห็น ทวนยาวที่ทำจากเหล็กกล้า มันน่าจะหนักไม่ใช่น้อย แต่กลับถูกกวัดแกว่งจนตามองไม่ทัน มันไม่ใช่การรำทวนบนหลังม้าแบบที่พวกเขาเคยเห็น แต่มันเป็นการปัดป้องลูกเกาทัณฑ์มากมายที่พุ่งเข้าไป เสียงเหล็กกระทบลูกศรดังระรัวผสานเสียงกีบเท้าม้า 

                    ม้าขาวยังพุ่งเข้ามา เกาทัณฑ์ที่ระดมยิงเข้าไปนั้นไม่ระคายทั้งคนทั้งอาชาเลย

                    มือของเหล่าทหารกุมทวนยาวนั้นก็สั่นระริก พวกเขาแต่ละคนก็ได้ยินเสียงของฟันที่สั่นกระทบกันทั้งของตัวเองและของสหายศึกที่อยู่เคียงข้าง อากาศหนาวยะเยือกนักแต่ทุกคนในที่นั้นต่างก็เหงื่อไหลซึมออกมา

                    เพราะความกลัว...กลัวที่ตัวเองกำลังจะเผชิญกับพญามัจจุราชในร่างของมนุษย์

                    ม้าขาวยังพุ่งเข้ามา กำแพงทวนยาวที่ตั้งเอาไว้ไม่ได้ทำให้คนผู้นี้ลังเลแม้แต่น้อย และดูเหมือนมันยังพุ่งเข้ามาหาพวกเขาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำไป

                    ก่อนที่จะปะทะกำแพงทวนยาว เจ้าม้าขาวตัวนั้นก็กระโดดพุ่งขึ้นจากพื้น สูงเกินกว่ากำแพงทวนที่ยื่นปลายแหลมของคมมีดไปข้างหน้าจะระคายผิวของมันได้

                    ม้าตัวนั้นพุ่งถลาขึ้นจากพื้นดุจวิหคโผบิน แต่มันคือม้าหาใช่วิหค ดังนั้นร่างใหญ่ยักษ์ของมันเมื่อลอยพ้นจากคมกำแพงหอก ตัวมันก็ถลาลงไปยังทหารเดินเท้าเหล่านั้น 

                    เกือกเหล็กใต้กีบเท้าอันแข็งแกร่งของมันก็เหยียบย่ำคนพวกนั้นทันที ส่วนเจ้านายมันที่ถือทวนยาวบนหลังมันนั้น ก็หาปล่อยโอกาสไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่ พลังดุจอสูรของเขาก็ฟาดทวนเหล็กของตนไปเอาชีวิตพลธนูที่อยู่เคียงข้างทันที 

                    เสียงโหยหวนดังขึ้น ใครที่รอดพ้นการโจมตีก็ร้องขึ้นอย่างหวาดกลัว ส่วนคนที่เป็นเหยื่อกีบเท้าม้าและเหยื่อคมทวน ถ้าไม่ถึงแก่ชีวิตและยังมีแรง ต่างก็เปล่งเสียงร้องอย่างหวาดกลัวและเจ็บปวด 

    เหล่าทหารทุกคนในที่นั้นก็เห็นกับตา เพียงมันผู้นั้นผ่านไปแค่พริบตาเดียวก็สามารถเอาชีวิตสหายศึกตัวเองปลิดปลิวไปด้วยพร้อมกันถึงเกือบสิบคน

                    ยังไม่ทันที่จะมีใครตั้งสติ ม้าขาวตัวนั้นวิ่งหายเข้าไปในป่าแล้ว ทิ้งให้กลุ่มทหารผู้โชคร้ายบาดเจ็บล้มตายอยู่เบื้องหลัง เศษชิ้นเนื้อของผู้โชคร้ายตกเรี่ยราดอยู่บนพื้น  คนที่โชคดีรอดจากกีบเท้าม้าและคมทวน ต่างก็ขวัญหายและตื่นตระหนกกันสิ้น             

                

                จริงอย่างที่ท่านหญิงว่าไว้ทุกประการ – ผางเยว่คิด ทหารส่วนน้อยกระจายกำลังกันไว้ในป่านี้ ทำให้แนวป้องกันเบาบาง และมันก็ไม่ยากที่เขาจะฝ่าแนวป้องกันออกไป แต่ถ้าเมื่อครู่มีแถวทหารถือกำแพงทวนกันไว้แน่นหนาสักสี่ชั้น มีพลธนูมากกว่านี้สักหน่อย  เจ้าไป๋อี้ก็คงไม่อาจพาเขาตีฝ่าได้อย่างง่ายดายเช่นนี้แน่

                    มือบางของหญิงสาวยังคงกอดกายเขาแน่น มันเป็นการสื่อสารที่เขาทั้งสองตกลงกันไว้ หากนางยังกอดกายเขาไว้อยู่ นั่นก็แปลว่าไม่มีสิ่งใดกร้ำกรายนาง

                    ไป๋อี้วิ่งตะบึงไปข้างหน้า ฝีเท้าของมันไม่มีสิ่งใดผิดปกติ นั่นแปลว่ามันก็ไม่น่ามีอาการบาดเจ็บอันใด 

                    ผางเยว่ไม่อยากจะคิดหากว่าเลือกเส้นทางบนเขาหัวซาน ผลลัพธ์ย่อมไม่ง่ายดายเช่นนี้แน่ หรือหากเขาเลือกไปบนเส้นทางหลักมุ่งหน้าสู่ฉางอัน ที่นั่นเป็นท้องทุ่งกว้างขนาบกับแม่น้ำเหลือง การถูกทหารต้าเฉิงล้อมให้ติดอยู่ริมแม่น้ำเป็นเรื่องที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด

                    ไป๋อี้ห้อตะบึงมุ่งหน้าสู่ตะวันตก สิ่งเดียวที่เขาต้องเร่งทำคือ...ไปให้ถึงเขตเมืองฮั่นจงก่อนที่ทหารต้าเฉิงจะตั้งตัวทัน หากพ้นเมืองฮั่นจงก็จะเข้าสู่เขตแดนเสฉวน และที่นั่น...ชีวิตของสตรีผู้เป็นที่รักก็จะหนีพ้นเงื้อมมือของเจ้าฮ่องเต้โฉดได้   โดยไม่ต้องลำบากหนีหัวซุกหัวซุนเยี่ยงนี้ ก

                    ทันใดนั้น ธนูดอกหนึ่งก็พุ่งผ่านเขาไป 

                    ผางเยว่เหลียวหลังไปดูก็เห็นทหารม้ากลุ่มหนึ่งขับม้าตามเขามา  และใต้แสงจันทร์นั้นเขาก็เห็นทหารม้าในนั้นกำลังเล็งธนูมายังเขา

                    ผางเยว่กระทืบโกลนเร่งให้ไป๋อี้เร่งฝีเท้าขึ้นอีก

                    แต่ทันใดนั้นเอง กลับบังเกิดสิ่งที่ผางเยว่คาดไม่ถึง  มีคนผู้หนึ่งขี่ม้าเข้ามาใกล้เขา ชายผู้นั้นร้องตะเบ็งสุดเสียงแล้วก็เหวี่ยงคมง้าวเข้ามาใส่ทันที 

                    “เคร้งงง”

                    ชายหนุ่มกระตุกบังเหียนสั่งให้ไป๋อี้หยุด ชายผู้นั้นจากที่เล็งไปที่ร่างของเสวียนฮวาที่อยู่ข้างหลัง ความที่ม้าของเขาฝีเท้าว่องไวกว่าไป๋อี้ด้วยซ้ำ  ทั้งเขาและม้าจึงพุ่งเลยไปข้างหน้า ทวนเหล็กของผางเยว่จึงรับคมง้าวที่ฟันเข้ามาได้อย่างทันท่วงที 

                    ผู้เป็นเจ้าของคมง้าวก็ยิ้มอย่างลิงโลด เพราะถึงแม้นเอาชีวิตใครไม่ได้ แต่ม้าของเจ้าขบถก็หยุดลงแล้ว เขาสั่งม้าให้กลับตัวทันทีเพราะหวังว่าจะไปตีขนาบมันหน้าหลังกับเพื่อนร่วมรบที่ตามเข้ามาอย่างกระชั้นชิด

                    ทันทีที่ม้าของเขากลับตัว ในขณะที่เขาหันหน้ากลับเข้ามาเพื่อหวังจะหาจังหวะจู่โจมอีกครั้งนั่นเอง เขาก็พบว่าปลายทวนของผู้กบฏก็มาจ่อที่คอหอยเขาแล้ว และมันก็เชือดลำคอของเขาเป็นแผลฉกรรจ์ในพริบตา  

                    ผางเยว่สั่งให้ไป๋อี้ถีบตัวพุ่งไปข้างหน้าเพื่อจะหาจังหวะกลับตัวและไม่เสียโอกาสที่จะสังหารมันผู้ขี่ม้าฝีเท้าดีเทียมเท่าไป๋อี้ในทันใด

                    ตาเพ่งมองเข้าไปข้างหน้า  พวกมันยังคงถือธนูอยู่ ผางเยว่ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย ทันทีที่ไปอี้กลับตัวแล้ว มันก็กระโจนเข้าไปยังทหารม้ากลุ่มนั้นทันที      

                    “เคร้งงงง”

                    เสียงโลหะกระทบกันอีกหน ครานี้ทวนในมือผางเยว่ถึงกับสะท้านเพราะคนที่ออกมาทำหน้าที่ปกป้องสหายตัวเองนั้นคือทหารม้าผู้ถือค้อนศึกขนาดใหญ่ไว้ในมือ มันผู้นั้นเอาค้อนศึกกระหน่ำฟาดลงมาที่เขาพร้อมกันทั้งสองมือ ผางเยว่จำต้องชักทวนเปลี่ยนทิศ จากที่หมายจะกรายทวนยื่นปลายแหลมไปสังหารเหล่าทหารที่ถือธนูก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นป้องกันตนเองอย่างทันท่วงที

                    และทันใดนั้น ก็มีคมหอกและคมง้าว รุมฟาดฟันเข้ามาหมายเอาชีวิตของเขา เจ้าไป๋อี้ถอยออกมาทันทีโดยที่เจ้านายมันไม่ได้สั่ง ปลายทวนของผางเยว่ก็ตีโต้ออกไปด้วยว่าไม่เปิดโอกาสให้ตนเองถูกล้อม  ใครที่ถือธนูอยู่ก็โยนธนูทิ้งเปลี่ยนมาถืออาวุธประชิดทันที ไม่มีใครปล่อยโอกาสที่จะรุมสังหารกบฏผู้นี้แม้เพียงอึดใจเดียว 

                    แต่ทหารทั้งหมดที่รุมผางเยว่อยู่นั้นก็ถึงกับตกตะลึง เพราะพวกเขารวมกันนั้นตอนนี้มีอยู่ถึงเจ็ดคน ทว่าเพียงแค่หาโอกาสขับม้าล้อมเขาไว้เป็นวงกลมยังไม่มีโอกาส เวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจคนทั้งเจ็ดนั้นก็ตระหนักดีว่าการจะเอาตัวรอดจากปลายทวนเขานั้นช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็น มิพักต้องพูดถึงการเอาชีวิตของชายผู้นี้ มันเป็นไปไม่ได้เลยหากจะอาศัยกำลังของทหารเพียงแค่หยิบมือหนึ่ง 

                    และผู้กล้าหาญที่สุด ผู้ถือค้อนศึกสองมือบนหลังม้านั้นก็เป็นเหยื่อคมทวนเป็นคนถัดไป ใบหน้าของเขาเป็นแผลเหวอะหวะเพราะถูกคมทวนของผางเยว่เสียบทะลุจ้วงเข้าไปจนถึงเนื้อสมอง

                    วงล้อมมิอาจจะสร้างได้ไม่พอ ช่องโหว่ของการรุมโจมตีก็กำลังถูกถ่างขึ้นอีกทีละน้อย แต่การรบบนหลังม้าก็ยังเป็นไปอย่างดุเดือด เสียงคมหอกคมง้าวที่กำลังห้ำหั่นกันก็รัวดังอยู่ตลอดเวลา

    เสวียนฮวาจ้องดูประกายไฟแลบแปลบปลาบที่อยู่ข้างตัว   ประหนึ่งว่าเกิดฟ้าแลบอยู่ข้างหน้านางไม่มีผิด  คมอาวุธของทหารพวกนี้ไม่ได้แค่มุ่งจะเอาชีวิตของผางเยว่ ประกายไฟจำนวนมากที่เกิดข้างหน้านางนั้นทำให้หญิงสาวรู้ว่า แท้จริงนั้น...นางต่างหากที่เป็นเป้าหมายในการเอาชีวิตของเหล่าทหารพวกนี้

                    แต่ชายคนรักไม่ยอมให้มีสิ่งใดกล้ำกรายนางเลย

    เ