Strike สไตรค์ ไล่ล่าข้ามจักรวาล

    ตอนที่ 9 เรื่องเล่าของเวทย์มนต์ (ฉบับแก้)

    หลังจากนั้นไม่นาน ณ สถานที่ที่ทุกคนในกองบัญชาการใช้เป็นที่สำหรับพักผ่อนยามว่างโรงอาหารสีขาวที่ชั่น1ของตึกกองบัญชาการใหญ่ของกองทัพอาร์ค ในที่แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยตู้ขายอาหารเครื่องดื่ม,โต๊ะยาวและเก้าอี้ยาวสีขาวมากมายที่วางเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ที่มาพร้อมกับบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะสำหรับกับการนั่งพักผ่อนหรือแม้แต่การนั่งพูดคุยเล่นกันก็ได้เช่นกันณ มุมหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ที่ไร้ซึ่งใครอื่นนอกจากพวกเขา ชายหนุ่มทั้งสองคนที่กำลังนั่งอยู่ที่ตรงมุมหนึ่งของโต๊ะยาวสีขาวที่กว้างขวางที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบที่กำลังถูกทำลายลงโดยหนึ่งในชายหนุ่มที่นั่งอยู่ที่ตรงนั้น“ไม่ใช้แค่นั้นนะครับ! ยังมีพวกเผ่าพันธุ์ที่สามารถใช้เวทย์มนต์เฉพาะของเผ่าพันธุ์นั้นๆได้อีกด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆก็...อือ...นั่นสินะ ออ!คิดออกแล้วครับ ยกตัวอย่างเช่นพวกซักคิวบัสที่สามารถใช้เวทย์มนต์ประเภทชักจูงจิตใจผู้อื่นกับพวกเผ่าพันธุ์มัจฉาที่เชี่ยวชาญในด้านการควบคุมสายนํ้าด้วยมานา ไม่ใช้เพียงแค่นั้นนะครับ มันยังมีอีกมากมายเลยที่ข้านั้นยังไม่ได้เล่าให้คุณฟัง เพราะฉะนั้นมาฟังมันกันเถอะครับ! ข้านั้นจะเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้คุณฟังเองครับ!”“อ๋อเหรอ….ยังมีอีกงั้นสินะ...”(เรื่องที่หมอนี้เล่ามานั้นมันทั้งเร็วและยาวแถมยังมีแต่นํ้าแทบที่จะไม่มีเนื้อเลยทำให้ฟังลำบากชะมัดเลย...เฮ้อ~ให้ตายสิเห็นทีแบบนี้คงจะต้องเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดก่อนที่มันจะหายไปจากหัวซะแล้วสิ...)“ซู้ด~~~~”ยูโตะได้ยกแก้วนํ้าในมือที่ใส่นํ้าชาอุ่นๆเอาไว้ขึ้นมาซดไปหนึ่งครั้งก่อนที่จะหลับตาลงแล้วค่อยๆเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับเวทย์มนต์ที่ตัวเขานั้นได้ฟังมาจากทาโน่ให้ออกมาในแบบที่ตนเองนั้นสามารถเข้าใจได้(จากที่ตัวข้านั้นเข้าใจ เวทย์มนต์นั้นมีอยู่หลากหลายประเภททั้งเวทย์อัญเชิญที่สามารถอัญเชิญสิ่งมีชีวิตต่างๆออกมาแล้วทำพันธสัญญาให้มาเป็นค่ารับใช้โดยที่จะต้องแรกกับมานาของผู้ใช้ แล้วยังมีเวทย์เอเลเมนที่สามารถควบคุมพวกธาตุต่างๆได้อีกด้วย ไม่ใช้เพียงแค่นั้นยังมีเวทย์ด้านมืดอย่างพวกคําสาปแช่งอะไรพวกนั้นอีกด้วย ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นยังคงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่มีอยู่เท่านั้น ยังคงมีเหลืออีกมากมายที่หมอนี้นั้นยังคงไม่ได้เล่าออกมาแต่ถึงจะมีอยู่มากมายก็จริง เวทย์มนต์ก็ยังคงสามารถแบ่งออกได้เป็น3รูปแบบใหญ่ๆจากวิธีการเรียกใช้งานเวทย์มนต์เหล่านั้นได้อยู่1.เวทย์มนต์ภายนอกเป็นเวทย์มนต์ที่ใช้มานาจากภายนอกร่างกายของผู้ใช้ในการเปลี่ยนเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้เวทย์มนต์แต่ล่ะครั้ง รูปแบบนี้นั้นมีความเป็นอันตรายกับตัวผู้ใช้น้อยที่สุดเพราะถึงจะใช้งานพลาดไปก็ไม่ส่งผลถึงชีวิตของผู้ใช้ แต่ว่ามันก็มีข้อเสียอยู่ตรงที่เวทย์มนต์ที่ใช้ด้วยวิธีการนี้นั้นจะไม่มีความเสถียรมากที่สุด ทำให้ในการใช้งานจริงแล้วหวังผลได้ยากมากกว่าเวทย์มนต์แบบอื่นๆที่เหลืออยู่2.เวทย์มนต์ภายในเป็นเวทย์มนต์ที่ใช้มานาจากภายในร่างกายของผู้ใช้ในการเปลี่ยนเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้เวทย์มนต์แต่ล่ะครั้ง รูปแบบนี้นั้นเป็นรูปแบบที่มีความอันตรายมากกว่ารูปแบบที่1เพราะถ้าไม่ระวังในการใช้งานให้ดีๆแล้วล่ะก็อาจจะสูญเสียมานามากจนเกินไปทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ในความอันตรายนั้นสิ่งที่ได้รับกลับมานั่นก็คือเวทย์มนต์ที่สามารถควบคุมจำนวนของมานาที่จะใช้ได้อย่างอิสระ ทำให้สามารถควบคุมความรุนแรงและความเสถียรของมันได้อย่างง่ายดายที่สุดด้วย3.เวทย์มนต์ผสานเป็นรูปแบบการใช้งานเวทย์มนต์ในระดับสูง ที่รวบรวมเอามานาจากทั้งภายนอกและภายในของผู้ใช้มาผสมผสานรวมเข้าไว้ด้วยกันเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้เวทย์มนต์แต่ล่ะครั้ง ซึ่งรูปแบบนี้นั้นจะมีความอันตรายมากที่สุด นั่นก็เพราะว่าถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นมาในระหว่างการใช้งานสามารถทำให้ผู้ใช้และสิ่งต่างๆที่อยู่รอบข้างนั้นทุกทำลายให้หายไปภายในพริบตาเดียวได้เลย เพราะฉะนั้นแล้วพวกที่จะใช้รูปแบบนี้ได้นั้นจะมีแค่พวกจอมเวทย์ระดับสูงที่มีความสามารถควบคุมมานาได้อย่างชำนาญเท่านั้นหรือไม่ก็อาจจะเป็นพวกบ้าที่อยากตายก็เป็นได้ แต่ถึงมันจะมีข้อเสียแบบนั้นก็จริง แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาในการใช้เวทย์มนต์พวกนั้นมันคุ้มค่า ว่ากันว่ามันมีพลังถึงขั้นสามารถทำลายดวงดาวทั้งดวงให้หายไปภายในพริบตาเดียวได้เลยอะไรประมาณนั้น แต่สิ่งที่เล่ามานั้นจะจริงรึป่าวก็ไม่อาจรู้ได้นั่นก็คือทั้งหมดที่เกี่ยวกับรูปแบบของเวทย์มนต์ที่ตัวข้านั้นเข้าใจแต่ว่ามันยังไม่หมดเพียงแค่นี้น่ะสิ...มันยังมีสิ่งที่เรียกว่าอุปกรณ์เวทย์มนต์เหลืออยู่อีกอุปกรณ์เวทย์มนต์มันเป็นสิ่งของต่างๆที่มีเวทย์มนต์สถิตอยู่ที่ด้านใน ผลของมันจะทำให้ผู้ที่ถือครองนั้นสามารถใช้เวทย์มนต์ต่างๆที่สถิตอยู่ที่ด้ายในนั้นได้โดยที่ไม่สนใจเลยว่าผู้ถือนั้นจะเป็นคนที่ควบคุมมานาเป็นหรือไม่ โดยสิ่งที่แลกเปลี่ยนกับการใช้งานนั้นก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ล่ะเวทย์มนต์ที่สถิตอยู่ที่ด้านในนั้น ยกตัวอย่างเช่นใช้ชีวิต,เลือด,อารมณ์ความรู้สึกหรืออาจจะง่ายๆเพียงแค่ใช้ลูกอมเพียงเม็ดเดียวก็มีอยู่ด้วยเช่นกัน โดยส่วนมากแล้วอุปกรณ์เวทย์มนต์เหล่านี้นั้นมักจะถูกพวกจอมเวทย์ใช้เป็นสื่อกลางในการควบคุมจำนวนของมานาที่ใช้หรือเสริมแกร่งในการใช้เวทย์มนต์แต่ล่ะครั้งและพวกเขานั้นยังมักจะเรียกสิ่งของเหล่านี้ว่าไอเทมมากกว่าที่จะเรียกว่าอุปกรณ์เวทย์มนต์เหมือนกันกับคนทั่วไปอีกด้วยซึ่งไม่ว่าจะเป็นเวทย์มนต์อะไรก็ตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะมีความรุนแรงหรือส่งผลได้มากน้อยแค่ไหนมันก็ขึ้นอยู่กับจำนวนของค่าตอบแทนที่จ่ายไป ซึ่งสิ่งที่เป็นค่าตอบแทนนั้นก็คือสิ่งที่ถูกเรียกว่ามานานั่นเองมานาสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการแลกเปลี่ยนเพื่อใช้เวทย์มนต์ในแต่ล่ะครั้ง ซึ่งสิ่งที่เรียกว่ามานานั้นเป็นพลังงานที่มองไม่เห็นที่อยู่ภายในทุกสรรพสิ่งทั้งภายในธรรมชาติ ภายในอากาศ ภายในดวงดาว ภายในอวกาศหรือแม้แต่ภายในของสิ่งมีชีวิตก็ตาม โดยมานานั้นเปรียบได้ดั่งพลังงานชีวิตของสิ่งต่างๆ ถ้าเกิดว่ามันหมดลงไปก็หมายถึงความตายของสิ่งๆนั้นด้วยเช่นกัน เป็นเพราะแบบนั้นในการใช้เวทย์มนต์แต่ล่ะครั้งจึงจำเป็นที่จะต้องบริหารมานาให้ดีๆไม่เช่นนั้นแล้วล่ะก็อาจจะหมายถึงการสูญเสียสิ่งที่สำคัญไปแบบไม่มีวันห่วนคืนกลับมาตลอดการเลยก็เป็นได้เรื่องที่ตัวข้าฟังมาทั้งหมดนั้นก็เรียบเรียงออกมาได้น่าจะประมาณนี้ล่ะนะ...)ยูโตะที่ได้เรียบเรียงเรื่องราวต่างๆเสร็จสิ้นหมดแล้วได้ลืมตาขึ้นมาพบว่าลาโน่นั้นก็ยังคงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเวทย์มนต์ของตนต่อไป โดยที่ไม่ได้สนใจเวลาที่ผ่านเลยไปแม้แต่น้อย“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ แล้วมันก็ยังมีเรื่องราวของเผ่าพันธุ์ต่างๆอีกมากมายที่สามารถใช้เวทย์มนต์ที่น่าสนใจได้ เพราะแบบนั้นมาฟังกันเถอะครับ! เดียวข้านั้นจะเล่าทุกอย่างให้ฟังเองครับ”“เหรอ~ยังมีต่ออีกเยอะเลยงั้นสินะ… ซู้ด~~~~....”ยูโตะได้ยกแก้วนํ้าในมือแล้วซดเข้าไปอีกครั้งจนนํ้าชาในแก้วนั้นเกือบที่จะหมดลง(เฮ้อ~ให้ตายสิ เหลืออีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเวลาประชุมอยู่แล้ว ถ้ายังคงฝืนทนฟังต่อไปมีหวังได้ไปประชุมไม่ทันจริงๆแน่! คงจะต้องเรียกสติหมอนี้ให้กลับมาสักหน่อยแล้วล่ะ)“เอ่อคือว่านะ...”“อยู่ที่นี่เองสินะ! ไอ้เจ้าคนบ้าเวทย์มนต์นี่”แต่ก่อนที่ยูโตะนั้นจะได้พูดอะไรออกมาก็ได้ถูกพูดขัดขึ้นมาก่อนโดยเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งที่ได้ดังขึ้นมาจากตรงหน้าทางเข้าของโรงอาหารแห่งนี้ พวกเขาทั้งสองที่ได้ยินเสียงนั้นจึงได้หันไปมองยังทิศทางต้นเสียงในทันที ที่ตรงนั้นพวกเขาได้เห็นหญิงสาวตัวเล็กราวกับเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาทางนี้ด้วยท่าทางที่ดูเหมือนกับว่ากำลังหงุดหงิดอยู่เธอที่กำลังเดินเข้ามานั้นเป็นหญิงสาวรูปร่างมนุษย์ที่มีขนาดร่างกายที่เล็กและส่วนสูงประมาณ140ซม.ที่ใส่เสื้อโค้ทยาวสีขาวซึ่งเป็นเครื่องแบบระดับรองหัวหน้าหน่วยขึ้นไปของกองทัพอาร์คอยู่ เธอนั้นมีผมที่สั้นสีดำแทบที่จะสนิดที่มาพร้อมกับแววตาที่ดูดุดันแต่ก็แผงไปด้วยความขี้เล่นที่แอบซ่อนอยู่ภายในตาคู่นั้นและในตาสีแดงที่เป็นประกายราวกับอำพันที่สามารถส่องประกายระยิบระยับออกมาในความมืดมิดได้นั้นกำลังจับจ้องมองมาทางนี้อย่างไม่เป็นมิตรหญิงสาวได้หยุดลงตรงหน้าของทั้งสองที่กำลังนั่งอยู่แล้วจ้องมองมาที่ตัวเธออย่างไม่วางตา“ไอ้เจ้าคนบ้าเวทย์มนต์! คิดว่านี่มันกี่โมงกี่ยามกันแล้ว ทำไมถึงยังทำตัวนั่งชิลๆอยู่ที่นี่ได้อีกกันฮะ”“อ้าวเซกล่ามาได้จังหวะพอดีเลย ในตอนนี้พวกเรากำลังคุยกันถึงเรื่องเผ่าพันธุ์ต่างๆที่สามารถใช้เวทย์มนต์ที่น่าจนใจได้อยู่น่ะ จะมาฟังด้วยกันมั้ยครับ”“ห๊า~~เรื่องเวทย์มนต์อีกแล้วหรอ นี่แกไปทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนเพราะเรื่องราวของแกอีกแล้วงั้นสินะ!”“ป่าวนะครับ ข้านั้นเพียงแค่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกลับเวทย์มนต์ที่ตัวเขานั้นอยากที่จะรู้ให้ฟังก็เท่านั้นเอง”ลาโน่ได้ชี้มาทางยูโตะที่นั่งอยู่พังตรงข้าง เซกล่าที่เห็นแบบนั้นจึงได้มามองที่ยูโตะด้วยสายตาที่ราวกับจะบอกว่าเป็นความผิดของแกเองงั้นสินะ“อ่อสาเหตุมาจากแกเองสินะ”“อือ...จะว่าใช้...มันก็มีส่วนอยู่หรอกนะ...”(ซวยแล้วสิ ดูเหมือนว่ากำลังจะโดนลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยซะแล้วสิ...)“เฮ้อ~~เอาเถอะ ในตอนนี้มันไม่ใช้เวลาจะมาโกรธอะไรไร้สาระแบบนี้แล้ว”เซกล่าได้จับมือของลาโน่เอาไว้ก่อนที่จะลากตัวเขาไปในทันที“เอาล่ะไปกันเถอะ! อีกเดี๋ยวการประชุมก็จะเริ่มแล้ว จะให้หัวหน้าหน่วยอย่างนายไปเข้าประชุมที่สำคัญแบบนี้สายไม่ได้หรอกนะ!”“ดะ...เดี๋ยวก่อนสิ แล้วเรื่องเวทย์มนต์ที่ยังไม่ได้เล่าล่ะ”“เรื่องแบบนั้นช่างมันไปก่อน ในตอนนี้เป็นห่วงเรื่องที่ว่าจะไปเข้าประชุมทันหรือป่าวก่อนเถอะ!”“อะไรกันล่ะ~~~~เป็นเรื่องสำคัญแท้ๆเลยนะ...”“เฮ้ย!เดี๋ยวสิ รอตัวข้าด้วย...ซู้ด~~~~...”ยูโตะได้รีบลุกขึ้นมาจากเก้าอี้พร้อมกับได้ยกแก้วในมือขึ้มมาซดนํ้าชาที่เหลืออยู่ในนั้นเป็นครั้งสุดท้ายจนหมดลงก่อนที่จะโยนมันทิ้งลงถังขยะไปแล้วรีบวิ้งตามทั้งสองคนนั้นไปในทันทีทั้งสามคนได้รวมกันมุ่งหน้าตรงไปยังห้องประชุมในทันที โดยมีสมาชิก2ใน3นั้นมีความหวังว่าจะต้องไปให้ทันก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้นให้ได้!