รอยจูบธรณี
ราตรีกาลอันเงียบสงัดล่วงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทว่าสำหรับเสิ่นลั่วแล้ว ราตรีนี้กลับยาวนานดุจหนึ่งปีเต็ม ชายหนุ่มนอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมาบนเตียงไม้แข็ง ๆ ในเรือนรับรอง มิใช่เพราะความแปลกที่ หรือเสียงกรนเบา ๆ ของเ้าภูตศิลาที่นอนกอดหมอนข้างอยู่มุมเตียง แต่เป็เพราะััอุ่นชื้นที่ปลายนิ้วนางข้างซ้าย ััจากริมฝีปากของแม่ทัพปีศาจผู้นั้นที่ยังคงตราตรึงประหนึ่งรอยประทับร้อนระอุ
“บ้าจริง แค่กินขนมจำเป็ต้องเลียข้าด้วยหรือไร?”
เสิ่นลั่วพึมพำกับตัวเองในความมืด ยกมือข้างนั้นขึ้นมากุมไว้ที่อก หัวใจเต้นผิดจังหวะจนน่ารำคาญ เขาพยายามสลัดภาพใบหน้าหล่อเหลาที่ก้มลงงับขนมกุ้ยฮวาออกจากหัว แต่ยิ่งพยายาม ภาพนั้นก็ยิ่งฉายชัดราวกับหมึกหยดลงบนกระดาษขาว
เมื่อข่มตาหลับไม่ลง เสิ่นลั่วจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาจุดตะเกียงน้ำมัน นั่งบดยาและผสมดินิญญาทมิฬที่ได้มาจากถ้ำหลังเขา เตรียมพร้อมสำหรับการปลูกต้นหลิวลู่ลมในเช้าวันรุ่งขึ้น
เสียงครกบดยาดังสม่ำเสมอ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจที่ฟุ้งซ่านให้สงบลงทีละน้อย กลิ่นหอมเย็นของสมุนไพรและกลิ่นคาวดินชื้นแฉะอบอวลไปทั่วห้อง ผสมผสานกลายเป็กลิ่นเฉพาะตัวที่ทำให้เสิ่นลั่วรู้สึกปลอดภัย
…
แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า รุ่งอรุณแห่งวันที่สามมาเยือนพร้อมกับสายหมอกหนาทึบที่ปกคลุมยอดเขาชางิ เสียงฝีเท้าม้าและเสียงล้อรถบดถนนดังแว่วมาแต่ไกล ทำลายความเงียบสงบยามเช้าตรู่
“มาแล้ว!” เสิ่นลั่ววางมือจากครกบดยา รีบวิ่งออกไปหน้าประตูจวนทั้งที่ผมเผ้ายังยุ่งเหยิง
ที่ลานหน้าประตู ขบวนเกวียนเทียมม้าศึกขนาดใหญ่สามคันจอดเรียงราย บนเกวียนแต่ละเล่มบรรทุกต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกห่อหุ้มรากด้วยผ้ากระสอบชุ่มน้ำ กิ่งก้านของมันยาวห้อยระย้า ใบสีเขียวอมเงินสะท้อนแสงแดดอ่อน ๆ เป็ประกายระยับราวกับเกล็ดปลา
กู้ชิงเหยียนยืนกอดอกรออยู่ก่อนแล้ว เขาอยู่ในชุดทะมัดทะแมงสีน้ำเงินเข้ม ผมยาวรวบสูงเปิดเผยใบหน้าคมคายที่ดูสดชื่นขึ้นกว่าวันก่อน ๆ ข้างกายมีเหลียงเจ๋อที่กำลังสั่งการทหารให้ช่วยกันขนย้ายต้นไม้อย่างขะมักเขม้น
“หลิวลู่ลมพันปี จากป่าหมอกทิศใต้” กู้ชิงเหยียนหันมาเอ่ยกับเสิ่นลั่ว น้ำเสียงเจือความภูมิใจเล็กน้อย “ตรงตามที่เ้า้าหรือไม่?”
เสิ่นลั่วเดินเข้าไปลูบไล้เปลือกไม้สีดำสนิทของต้นหลิวต้นหนึ่ง ััได้ถึงพลังชีวิตที่เต้นตุบ ๆ อยู่ภายใต้เปลือกไม้ “สมบูรณ์แบบ... ไม่สิ ดียิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก กิ่งก้านเหนียวแน่นดุจเส้นเอ็นั ใบกักเก็บน้ำค้างบริสุทธิ์ นี่แหละคือองครักษ์พิทักษ์สายน้ำที่แท้จริง”
“ท่านแม่ทัพ!” เหลียงเจ๋อะโแทรกขึ้นมา เหงื่อท่วมตัว “ต้นไม้พวกนี้หนักอึ้งราวกับูเา ทหารสิบคนยังแทบยกไม่ขึ้น เราจะขนไปหลังเรือนอย่างไรขอรับ?”
เสิ่นลั่วยิ้มกริ่ม หันไปสบตากับกู้ชิงเหยียน “เื่ใช้แรงงานคงต้องรบกวนท่านแม่ทัพกับท่านรองแม่ทัพ แล้วล่ะขอรับ ข้าเป็แค่คนใช้สมอง แรงแขนเท่าขามดคงช่วยอะไรไม่ได้มาก”
กู้ชิงเหยียนเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “เหลียงเจ๋อ ถอยไป”
แม่ทัพหนุ่มเดินเข้าไปที่โคนต้นหลิวต้นแรก สูดลมหายใจลึก รวบรวมลมปราณไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง แล้วทาบลงบนลำต้น
“ฮึบ!”
เพียงแค่การออกแรงชั่วอึดใจ ต้นหลิวขนาดมหึมาที่ต้องใช้คนสิบคนโอบก็ลอยหวือขึ้นจากพื้นราวกับไร้น้ำหนัก กู้ชิงเหยียนแบกมันขึ้นบ่าอย่างมั่นคง กล้ามเนื้อแขนและหลังเกร็งตัวจนเห็นสัดส่วนชัดเจนภายใต้ร่มผ้า
“ตามข้ามา” เขาออกคำสั่งสั้น ๆ แล้วเดินนำลิ่วไปทางสระบัว ท่ามกลางสายตาอ้าปากค้างของทหารเลวและเสิ่นลั่ว
“นี่สิ พลังช้างสารที่แท้จริง” เสิ่นลั่วกลืนน้ำลาย พึมพำเบา ๆ “ถ้าเขาโมโหข้าขึ้นมา ข้าคงโดนหักคอเหมือนกิ่งไม้แห้งเป็แน่”
การปลูกต้นหลิวลู่ลมสิบต้นล้อมรอบสระบัว มิใช่เพียงการขุดดินฝังราก แต่มันคือการวางค่ายกลที่ละเอียดอ่อน ทุกองศาของลำต้น ทุกทิศทางของรากแก้ว ล้วนส่งผลต่อการไหลเวียนของชีพจรดิน
“ต้นที่หนึ่งทิศอุดร ขยับซ้ายอีกสองชุ่น!” เสิ่นลั่วะโสั่งการ ยืนอยู่บนโขดหินสูงเพื่อมองภาพรวม มือข้างหนึ่งถือเข็มทิศฮวงจุ้ย อีกข้างถือพู่กันดาราวาดเส้นสายกลางอากาศเพื่อกำหนดจุด
กู้ชิงเหยียนวางต้นหลิวลงในหลุมที่ขุดเตรียมไว้ เหงื่อเม็ดโตไหลย้อยลงมาตามขมับ หยดลงสู่พื้นดิน
“แค่นี้พอหรือยัง?” กู้ชิงเหยียนเงยหน้าถาม หายใจหอบเล็กน้อย แต่แววตายังคงมุ่งมั่น
“พอดีเป๊ะ!” เสิ่นลั่วชูนิ้วโป้งให้ “ท่านแม่ทัพ ฝีมือการวางตำแหน่งของท่านแม่นยำราวจับวาง มิน่าเล่าถึงยิงธนูร้อยลี้ไม่พลาดเป้า”
“หยุดประจบ แล้วรีบเทดินิญญาลงไป” กู้ชิงเหยียนดุไม่จริงจังนัก
เสิ่นลั่วะโลงจากโขดหิน หิ้วถังใส่ดินสีดำผสมสมุนไพรที่เขาเตรียมไว้เมื่อคืน เดินเข้าไปที่โคนต้น เขาค่อย ๆ บรรจงเทดินลงไปกลบรากไม้ กลิ่นหอมเย็นของดินิญญาแผ่ซ่านออกมาทันทีที่ัักับราก
ซู่...
เสียงคล้ายน้ำเดือดดังขึ้นเบา ๆ เมื่อรากไม้เริ่มดูดซับพลังจากดิน ใบหลิวสีเงินสั่นไหวระริก ทั้งที่ไม่มีลมพัด
“มันกำลังดื่มกิน” เสิ่นลั่วอธิบาย จับจ้องการเปลี่ยนแปลงตาไม่กะพริบ “รากของมันจะชอนไชลงไปทำลายตาข่ายศิลาที่ปิดกั้นทางน้ำใต้ดิน ท่านแม่ทัพระวังตัวด้วย ่นี้ไอปราณจะตีกลับรุนแรง!”
สิ้นคำเตือน พื้นดินใต้เท้าเริ่มสั่นะเืเบา ๆ น้ำในสระกระเพื่อมไหวเป็ระลอกคลื่น กู้ชิงเหยียนรู้สึกได้ถึงความเ็ปแปลบปลาบที่แขนขวา ราวกับมีเข็มวิ่งพล่านในเส้นเื
“อึก!” เขากัดฟันแน่น มือข้างที่สวมถุงมือสั่นระริก
“ทนหน่อยนะขอรับ!” เสิ่นลั่วรีบวางถังดิน แล้ววิ่งเข้าไปประคองแขนกู้ชิงเหยียน “นี่เป็สัญญาณว่าค่ายกลกำลังทำงาน พลังธาตุไม้กำลังต่อสู้กับธาตุทองในตัวท่าน”
เสิ่นลั่วไม่รอช้า เขาใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางแตะที่จุดชีพจรข้อมือของกู้ชิงเหยียน ถ่ายทอดพลังปราณสายเย็นเข้าไปช่วยประคอง
“มองหน้าข้า!” เสิ่นลั่วสั่งเสียงเข้ม “อย่าไปสนใจความเ็ป มองหน้าข้า... หายใจเข้าลึก ๆ”
กู้ชิงเหยียนฝืนลืมตาขึ้นมองดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่อยู่ห่างเพียงคืบ แววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและความมุ่งมั่นของเสิ่นลั่ว เปรียบเสมือนเชือกเส้นเดียวที่ดึงรั้งสติของเขาไม่ให้จมดิ่งลงสู่ห้วงความทรมาน
“เ้า... ตัวหอม” กู้ชิงเหยียนหลุดปากออกมาด้วยสติที่พร่าเลือน
เสิ่นลั่วชะงัก หน้าแดงวูบ “ท่านแม่ทัพ! เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ท่านยังจะมีอารมณ์มาดมกลิ่นตัวข้าอีกหรือ!”
แต่คำพูดไร้สาระนั้นกลับช่วยดึงสติของทั้งคู่กลับมา กู้ชิงเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นสมุนไพรจากตัวเสิ่นลั่วช่วยให้เขาสงบลง ความเ็ปค่อย ๆ ทุเลาเมื่อต้นหลิวต้นสุดท้ายถูกปลูกลงดินสำเร็จ
วูบ!
ทันใดนั้น สายลมระลอกใหญ่พัดกระโชกเข้ามาในสวน แต่คราวนี้มิใช่ลมร้อนแห้ง ๆ แต่เป็ลมเย็นฉ่ำที่หอบเอากลิ่นชื้นจากต้นไม้ในสวนมาด้วย ใบหลิวทั้งสิบต้นพลิ้วไหวพร้อมเพรียงกัน
หมอกควันสีดำจาง ๆ ที่เคยปกคลุมผิวน้ำค่อย ๆ สลายตัวไป น้ำในสระใสแจ๋วจนมองเห็นก้อนกรวดก้นบ่อ ฝูงปลาตัวเล็ก ๆ ที่เสิ่นลั่วแอบไปปล่อยไว้เริ่มแหวกว่ายอย่างร่าเริง
“สำเร็จ” เสิ่นลั่วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นหญ้าอย่างหมดแรง “ค่ายกลหลิวล้อมจันทร์สมบูรณ์แล้ว”
กู้ชิงเหยียนยืนนิ่ง มองดูทัศนียภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกท่วมท้น จวนที่เคยแห้งแล้งและน่ากลัว บัดนี้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
เขาคุกเข่าลงข้างเสิ่นลั่ว หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกจากอกเสื้อ บรรจงเช็ดคราบดินโคลนที่เปรอะเปื้อนใบหน้าหวานนั้นอย่างเบามือ
เสิ่นลั่วสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้หลบเลี่ยง ปล่อยให้อีกฝ่ายดูแลตน
“หน้าเ้าเลอะเหมือนแมวคลุกฝุ่น” กู้ชิงเหยียนเอ่ยเสียงนุ่ม
“ก็เพราะใครล่ะขอรับ” เสิ่นลั่วบ่นอุบ แต่ตากลับยิ้ม “ถ้าไม่ใช่เพราะสวนของท่าน ข้าคงไม่ต้องมาคลุกฝุ่นคลุกดินเยี่ยงนี้”
“ข้าจะเพิ่มค่าจ้างให้”
“พูดแล้วห้ามคืนคำนะขอรับ!” เสิ่นลั่วรีบทวงสัญญา “แล้วก็... ขนมกุ้ยฮวาอีกสองกล่อง”
กู้ชิงเหยียนหัวเราะในลำคอ “ได้... ขนมกุ้ยฮวาสิบกล่อง แลกกับที่เ้าทำให้ข้าหายใจได้เต็มปอดในรอบสิบปี”
ทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่นและเงียบสงบ ความเหนื่อยล้าทางกายมลายหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจ
“อะแฮ่ม!”
เสียงกระแอมไอของเหลียงเจ๋อดังขัดจังหวะขึ้นอีกครั้ง รองแม่ทัพหนุ่มยืนเกาหัวอยู่ห่างออกไป หน้าตามุ่ยเหมือนเด็กถูกแย่งของเล่น
“ท่านแม่ทัพขอรับ ต้นไม้ก็ปลูกเสร็จแล้ว ดินก็ขนไปเก็บแล้ว ข้าขออนุญาตไปกินข้าวได้หรือยัง? ข้าหิวจนจะกินรากหลิวแทนข้าวได้แล้วนะขอรับ!”
เสิ่นลั่วหัวเราะร่า ลุกขึ้นยืนปัดก้น “ไปเถอะพี่เหลียงเจ๋อ วันนี้ข้าจะลงมือทำอาหารเลี้ยงฉลองเอง! รับรองว่าอร่อยเหาะจนท่านลืมหมั่นโถวหินพวกนั้นไปเลย”
“จริงรึ?” เหลียงเจ๋อหูผึ่ง “เ้าทำกับข้าวเป็ด้วย?”
“ระดับเสิ่นลั่วเื่ปากท้องสำคัญที่สุด ข้าทำได้ทุกอย่างแหละขอรับ ั้แ่ต้มผักยันตุ๋นขาหมู” เสิ่นลั่วคุยโว เดินกอดคอเหลียงเจ๋อมุ่งหน้าไปทางโรงครัว
กู้ชิงเหยียนมองตามแผ่นหลังของคนทั้งสอง พลางลูบแขนขวาของตนเอง ความเ็ปหายไปแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกคันยิบ ๆ ที่ิั ซึ่งเป็สัญญาณของการสมานแผล
เขาเงยหน้ามองยอดหลิวที่ลู่ลม สายตาเปลี่ยนเป็คมกริบเมื่อนึกถึงก้าวต่อไป
“สวนสร้างเสร็จแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาซ่อมคน” เขาพึมพำ “และกำจัดเหลือบไรที่จ้องจะทำลายความสงบนี้”
…
ในค่ำคืนนั้น งานเลี้ยงฉลองเล็ก ๆ ถูกจัดขึ้นที่ศาลาริมน้ำ อาหารรสเลิศฝีมือเสิ่นลั่ววางเรียงรายเต็มโต๊ะ ทั้งปลาทอดราดพริก แกงจืดเต้าหู้ และผัดผักป่า
เสิ่นลั่วรินสุราดอกท้อใส่จอก ยื่นส่งให้กู้ชิงเหยียน
“จอกนี้แด่จวนหลังใหม่ และชีวิตใหม่ขอรับ”
กู้ชิงเหยียนรับจอกสุรามา ั์ตาสะท้อนแสงจันทร์ เขายกขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มรวดเดียวหมดจอก รสชาติร้อนแรงบาดคอแต่ทิ้งความหวานละมุนไว้ที่ปลายลิ้น เหมือนกับชีวิตของเขาในตอนนี้
“แด่เ้า...” กู้ชิงเหยียนเอ่ยเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ผู้จุดไฟในเถ้าถ่าน”
ขณะที่บรรยากาศกำลังชื่นมื่น เ้าภูตน้อยอาสือที่แอบกินกับแกล้มจนพุงกาง ก็กลิ้งหลุน ๆ มาหยุดตรงกลางโต๊ะ แล้วคายอะไรบางอย่างออกมาจากปาก
กริ๊ก!
วัตถุสีดำขนาดเล็กหล่นลงบนพื้นโต๊ะ เศษกระเบื้องเคลือบที่มีตราสัญลักษณ์รูปงูพันคบเพลิงสลักอยู่
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นเยียบลงทันตาเห็น กู้ชิงเหยียนหยิบเศษกระเบื้องนั้นขึ้นมาพิจารณา ั์ตาวาวโรจน์ด้วยรังสีฆ่าฟัน
“นี่มัน...” เหลียงเจ๋อหน้าซีดเผือด “ตราสัญลักษณ์ของพรรคอสรพิษเพลิง มือสังหารอันดับหนึ่งของยุทธภพ!”
เสิ่นลั่วขมวดคิ้ว “อาสือ เ้าไปเอาสิ่งนี้มาจากไหน?”
เ้าภูตน้อยชี้มือป้อม ๆ ไปทางกำแพงด้านทิศตะวันออก แล้วทำท่าปาดคอตัวเอง
กู้ชิงเหยียนกำเศษกระเบื้องในมือจนแหลกละเอียดเป็ผุยผง
“พวกมันมาเร็วกว่าที่คิด” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น “เสิ่นลั่ว คืนนี้เ้าห้ามห่างจากกายข้าแม้แต่ก้าวเดียว”
“ห่างกี่ก้าวก็ไม่ได้หรือขอรับ?” เสิ่นลั่วถามหน้าตาย แม้ในใจจะเริ่มหวั่นวิตก
“แม้แต่ครึ่งก้าวก็ไม่ได้” กู้ชิงเหยียนลุกขึ้นยืน ดาบในมือส่งเสียงครางครืน ๆ ราวกับกระหายเื “เพราะคืนนี้... สวนของเ้าอาจจะต้องเปื้อนเื”