ได้ยินเช่นนั้นอี้หวินโค้งศีรษะลงเล็กน้อย “พี่ชายถ้าท่านไม่ต้องการให้พวกเราช่วยเหลือก็โปรดหลีกทางแก่เราด้วย อาจจะมีบางคนที่ต้องการรับความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่”
“บัดซบ!! ข้าได้เตือนแล้ว อย่าหาว่าข้าเป็นผู้ใหญ่ที่รังแกเด็กก็แล้วกัน” ชายฉกรรจ์ผู้มีร่างกายสูงถึงสิบฟุต(ประมาณ3เมตร) ง้างหมัดชกไปยังฉางกงด้วยความโมโห แต่ทว่าหมัดของชายฉกรรจ์ร่างกำยำได้ถูกหยุดไว้ด้วยนิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวของอี้หวิน
“พี่ชาย ท่านสามารถหันหมัดใส่ข้าได้ แต่ท่านไม่สามารถหันมันใส่น้องเล็กของข้าได้” อี้หวินกล่าวออก น้ำเสียงเย็นชาท่าทางเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
ภาพที่ชายร่างใหญ่ถึง10ฟุตถูกหยุดด้วยนิ้วมือของเด็กที่มีความสูงไม่ถึงสามฟุต(ไม่ถึง1เมตร) ทำให้ใบหน้าของผู้คนในหมู่บ้านแข็งค้างไปในทันที ทั้งหมดเงียบเสียงลงไปในทันใด ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่กล้ากล่าววาจาดูถูกเด็กหนุ่มทั้งสองคนอีก
กลับกันบุรุษหนุ่มที่ได้ร้องขอความช่วยเหลือพลันเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มด้วยสีหน้าแห่งความหวัง “พวกเจ้า ไม่สิพวกท่าน ไม่ ไม่ๆ จะต้องเรียกว่าอาจารย์น้อย อาจารย์น้อยโปรดช่วยเหลือแม่ของข้าด้วย”
ได้ยินเช่นนั้นใบหน้าที่เต็มไปด้วยโทสะของฉางกงพลันหายไปในทันที จากนั้นมันฉีกยิ้มกว้างราวกับเด็กที่กำลังได้ของเล่น “รีบไปพาท่านแม่ของเจ้ามา ข้าจะช่วยรักษาให้ประเดี๋ยวนี้”
ไม่นานนักชายหนุ่มได้แบกแคร่ไม้ไผ่ ด้านบนมีร่างของสตรี ใบหน้าซีดขาวไร้สติ เท้าทั้งสองข้างบวมแดงและเริ่มส่งกลิ่นเหม็นออกมา เห็นได้ชัดว่าพิษเรื้อรังได้เข้าทำลายเท้าทั้งสองและกำลังเดินทางเข้าสู่หัวใจ
ฉางกงและอี้หวินประสานสายตามองกันและกัน ใบหน้าของฉางกงราวกับว่าต้องการร้องขอบางสิ่งบางอย่างกับศิษย์พี่ของมัน
เห็นใบหน้าวิงวอนของศิษย์น้อง อี้หวินพ่นลมหายใจออกมาทางปาก ก่อนจะปิดตาลง “เฮ้อ...ตอนนี้ข้าไม่สามารถมองเห็นได้สิบลมหายใจ”
ได้ยินดังนั้น มุมปากของฉางกงยิ้มออก มันก้าวเดินไปหยุดยืนอยู่ที่ด้านข้างสตรี ลมปราณจากร่างถูกโคจรไปที่มือขวา และเพียงการลูบเบาๆที่ข้อเท้า ภายในเวลาสิบลมหายใจ เท้าที่บวมแดงและเน่าเหม็นพลันหายไปในพริบตาเดียว การกระทำของฉางกงราวกับเทพผู้สร้างจากสวรรค์ก็ไม่ปาน
"ปะ...เป็นไปได้อย่างไร!!???""หะ..หายแล้วหรือ อาซื่อแม่ของเจ้าหายแล้วจริงๆหรือ??"
เสียงของชาวบ้านทำให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์แห่งความตกตะลึง มันรีบมองสำรวจอาการของมารดา เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและหายจากโรคร้าย ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยคำขอบคุณตัวมันมองเห็นฉางกงและอี้หวินประดุจเทพเซียนที่ต้องกราบไว้ “ขะ..ขอบคุณ ขอบคุณ ขะ..ขอบคุณ ขอบคุณ” พร้อมๆเสียงกล่าวชายหนุ่มรีบโขกศีรษะลงกับพื้นดินจนเกิดเสียงดังหลายสิบครั้ง จนอี้หวินต้องเข้าไปช่วยประครองให้ลุกขึ้นยืน
ภาพเช่นนี้ได้ตราตรึงอยู่ในใจของชาวบ้านทันที พวกมันทั้งหมดรีบคุกสองเข่าลงกับพื้นดินและร้องขอความช่วยเหลือให้เซียนน้อยทั้งสองคน ช่วยปลดเปลื้องความทุกข์จากโรคร้ายให้หายไป
“อะ...อาจารย์น้อย ท่านช่วยข้าด้วย”“ได้โปรดช่วยเราด้วย เท้าของข้ามันปวดแสบจนไม่สามารถข่มตานอนหลับได้เลย”“ช่วยบิดาข้าด้วย ทั้งชีวิตข้าเหลือท่านเพียงคนเดียว ถ้าอาจารย์น้อยไม่ช่วย ขะ...ข้าจะอยู่ต่อไปอย่างไร!!”“ข้าด้วย ขอร้องช่วยข้าที ข้าเจ็บ เจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว ช่วยข้าให้หายจากโรคร้ายนี้ที”
เสียงของประชาชนผู้ทุกข์ยากดังขึ้นเป็นระงมในทันที เห็นเช่นนั้นใบหน้าฉางกงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม มันรีบกล่าวออกเสียงดัง“เอาละ ข้าพอจะเหลือเวลาอีกสองชั่วยาม ให้พวกเจ้าทุกคนรีบต่อแถวเป็นเส้นตรง ข้าจะทำการรักษาพวกเจ้าทีละคน ทว่ามีข้อแม้ ผู้ที่ต้องการให้ข้ารักษาจะต้องเรียกข้าว่า แหยแหย(ท่านปู่)”
ได้ยินคำกล่าวของศิษย์น้อง อี้หวินกระซิบออกด้วยเสียงแผ่วเบา “เจ้าห้ามใช้ลมปราณในการรักษาอีก ให้ใช้แต่วิธีจ่ายยา ไม่เช่นนั้นแล้วถ้าอาจารย์รู้เรื่องเข้า พวกเราถูกลงโทษแน่นอน”
ฉางกงพยักหน้าตอบกลับรับปากเป็นมั่นเหมาะ โดยก่อนที่จะเริ่มการรักษา ชาวบ้านได้นำเก้าอี้ไม้มาให้พวกมันทั้งสองได้นั่ง นี้คงเป็นสิ่งเดียวที่หมู่บ้านกันดารเช่นนี้จะสามารถต้อนรับยอดคนผู้วิเศษได้
ฉางกงและอี้หวินมิได้รังเกียจ ทั้งคู่นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ และเริ่มที่จะทำการรักษาคนต่อถัดไปทันที
"ช่วยรักษาอาการของข้าที เท้าของข้าเริ่มบวมแดงเมื่อคืนวานนี้" ชายชราผู้เคราะห์ร้ายคนที่สองได้กล่าวบอกเล่าอาการ
“อาการของเจ้าไม่ได้ร้ายแรงมากมาก ให้เดินไปทางทิศเหนือราว3ลี้ พวกเจ้าจะพบกับต้นไม้ใหญ่ที่มีใบสีส้ม มันคือหุบกลาง ใบของมันมีลักษณะเป็นสีส้มอ่อนคล้ายกับอุ้งมือของมนุษย์ เจ้าเก็บมันมาสามใบ หนึ่งใบต่อการต้มน้ำหนึ่งครั้ง เพียงแค่สามครั้ง พิษเรื้อรังจากน้ำขังจะหายเป็นปลิดทิ้ง จำเอาไว้อย่าได้กินมันเป็นครั้งที่สี่เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเจ้าอาจไม่มีโอกาสเห็นตะวันของวันพรุ่ง”
“อาจารย์น้อยขอขอบคุณมาก ขอบคุณ” ชายชราก้มศีรษะขอบคุณ จากนั้นมันรีบหันกายและมุ่งหน้าออกเพื่อค้นหาใบหุบกลางมารักษาโรคร้ายที่เป็นอยู่ ทว่าก่อนที่มันจะก้าวออกไป เสียงของฉางกงได้ดังขึ้นว่า “เจ้าลืมจ่ายค่ารักษาหรือไม่?”
“เอ๋!! ค่ารักษา” ชายชราพึมพำด้วยน้ำเสียงและสีหน้างุนงง
“น้องเล็ก เขามีอายุมากกว่าเราขนาดนั้น จะไม่เกินไปหน่อยหรือ??” อี้หวินกระซิบถาม
ฉางกงส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอกนา ศิษย์พี่คิตถึงตอนที่พวกเขาก่นด่าเราสาดเสียเทเสียเพราะเห็นว่าเราเป็นเด็กสิ”
จากนั้นชายชราได้คิดออกถึงบางสิ่ง ว่าเมื่อครู่ตัวมันก็เป็นหนึ่งในคนที่ปรามาศกล่าวออกด้วยวาจาที่ไม่ดีกับเด็กหนุ่มทั้งสองคน กระทั้งเด็กหนุ่มได้ยื่นคำขาดว่า ถ้าจะให้พวกเขารักษาจะต้องโค้งศีรษะและเรียกเขาว่าท่านปู่
ในโลกของการบ่มเพาะ อายุไม่ใช่สิ่งใดที่ยึดถือหากแต่สิ่งที่ตอบแทนว่าผู้ใดสามารถก้มหัวให้แก่ผู้ใดได้ ก็คือความแข็งแกร่ง สำหรับอี้หวิน เด็กหนุ่มคนนี้ยังยึดในขนบลำดับขั้นความเป็นอาวุโส แต่สำหรับฉางกง สองเท้าของเด็กหนุ่มข้ามขอบเขตของวิสัยชาวบ้าน ยืนอยู่ในจุดของผู้บ่มเพาะลมปราณเต็มตัว ทำให้มันมองเห็นความแข็งแกร่งเป็นขนบมากกว่าลำดับความมีอาวุโส
ชายชรารีบก้มหัวลงพร้อมกล่าว “ขอบพระคุณท่านปู่ที่ช่วยเหลือ”
ภาพตรงหน้าทำให้ฉางกงยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ แตกต่างจากอี้หวิน มันโค้งศีรษะกลับไปให้ชายชราที่กำลังก้มหัว สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงนิสัยที่แตกต่างของเด็กทั้งสองคน
“เอาละคนต่อไป เข้ามาได้” น้ำเสียงของฉางกงประหนึ่งหมอเทวดาดังขึ้น
“อาการของเจ้าไม่หนักหนานัก ต้มใบหุบกลางเพียงแค่หนึ่งใบครึ่งก็พอ”“ส่วนอาการของเจ้า แย่กว่าคนอื่นๆเล็กน้อย ดื่มกินใบหุบกลางสิบใบพร้อมกับแช่เท้าในน้ำเย็นเป็นเวลาสามสิบวัน ห้ามลืมแช่น้ำเด็ดขาดมิฉะนั้นร่างกายของเจ้าจะไม่สามารถทนความร้อนของใบหุบกลางได้”“ตัวเจ้าใช้ใบหุบกลาง 5ใบ”“ส่วนเจ้า2ใบ”“เจ้าเจ้าและเจ้า ต้มกินคนละ1ใบ”
ในความเป็นจริงพิษเรื้องรังจากโรคน้ำขัง สามารถรักษาให้หายได้ภายในหนึ่งลมหายใจแต่ฉางกงเลือกที่จะใช้วัตถุดิบที่คนในหมู่บ้านสามารถหามาได้อย่างไม่ลำบาก แม้จะใช้เวลารักษานานไปเสียหน่อยแต่ก็เป็นการรักษาที่ไม่ขัดกับสิ่งที่ศิษย์พี่ของมันได้ห้ามปรามเอาไว้ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้คนในหมู่บ้านนี้ รู้ถึงวิธีการต่อสู้กับโรคร้าย ถ้าในภายภาคหน้าเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นอีก โรคเรื้อรังจะได้ไม่เป็นโรคร้ายอีกต่อไป