คำว่า "น้องหญิง" ที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของจางอี้ในยามหลับใหลนั้น ราวกับน้ำแข็งพันปีที่สาดใส่ร่างอันเปลือยเปล่าและอ่อนล้าของเสี่ยวเหลียน ความเหนื่อยอ่อนจากการเสพสมตลอดทั้งคืนพลันมลายหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่แล่นจับไปถึงขั้วหัวใจ
นางแข็งทื่อไปทั้งร่าง...
ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เขาตอกย้ำความเป็เ้าของ บังคับให้นางเรียกเขาว่า "ท่านสามี" ทำให้นางรู้สึกราวกับถูกตีตราเป็สมบัติของเขาโดยสมบูรณ์ แต่คำละเมอเพียงพยางค์เดียวนี้... กลับทำลายทุกสิ่งทุกอย่างลงในพริบตา มันบอกนางว่า... ตัวตนของนาง... เสี่ยวเหลียน... อาจไม่มีความหมายใดๆ เลยในอ้อมกอดนี้
นางเป็เพียงเงา... เป็เพียงตัวแทนของใครบางคน
ความรู้สึกอัปยศระลอกใหม่ถาโถมเข้าใส่รุนแรงยิ่งกว่าการถูกทางกายเสียอีก การถูกใช้เป็เครื่องมือเพื่อระบายความใคร่ยังไม่เ็ปเท่ากับการถูกใช้เป็ภาชนะเพื่อรำลึกถึงคนอื่น!
เสี่ยวเหลียนนอนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของจางอี้ ฟังเสียงหายใจสม่ำเสมอของเขาที่ปะทะกับต้นคอของนาง แต่ละลมหายใจราวกับเข็มที่แทงเข้าไปในหัวใจ นางพยายามทบทวนทุก่เวลาที่ผ่านมา ทุกคำพูด ทุกการัั ทุกสายตาที่เขามองนาง
มันมีสัญญาณอยู่ตลอด... แต่นางโง่เขลาเกินไปที่จะสังเกต
วิธีที่เขาเรียกชื่อนางเสมอด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังเรียกคนอื่น... วิธีที่เขามองนางด้วยแววตาเศร้าโศกเมื่อคิดว่านางไม่ได้สังเกต... วิธีที่เขาัันางเหมือนกำลังััความทรงจำ...
ทุกอย่างชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นางไม่ใช่เสี่ยวเหลียนในสายตาของเขา นางเป็เพียงเงาของใครอีกคน เป็เพียงภาพสะท้อนที่เขาใช้เพื่อหลอกตัวเองว่ายังได้อยู่กับคนที่เขาแท้จริงปรารถนา
น้ำตาเม็ดแรกไหลซึมออกมาจากมุมตา นางรีบเช็ดทิ้งก่อนที่มันจะหยดลงบนแขนของเขา ความเ็ปนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา มันไม่ใช่ความเ็ปจากการถูกบังคับ ไม่ใช่ความเ็ปจากการเสียสละ แต่เป็ความเ็ปจากการถูกปฏิเสธในระดับที่ลึกที่สุด
การที่เขาไม่้าตัวตนที่แท้จริงของนาง
เสี่ยวเหลียนค่อยๆ ขยับตัวลงจากเตียงอย่างแ่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกการเคลื่อนไหวเชื่องช้าราวกับภาพในฝัน นางกลัวเหลือเกินว่าจะปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนนี้ เท้าเปล่าของนางัักับพื้นไม้เย็นเฉียบ ความหนาวเย็นแผ่ซ่านขึ้นไปตามขาจนถึงหัวใจ
นางหยิบเสื้อผ้าของตัวเองที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมใส่อย่างลวกๆ ผ้าไหมที่เคยนุ่มนวลบัดนี้รู้สึกหยาบกร้านเมื่อัักับิั ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะจากคราบรักของเขาทั่วทั้งร่างที่เคยทำให้นางอับอาย บัดนี้กลับเทียบไม่ได้เลยกับความสกปรกที่นางรู้สึกอยู่ภายในใจ
นาง้าคำตอบ ้าความจริง แม้ว่ามันจะทำลายนางก็ตาม
นางเดินไปที่มุมห้องอย่างเงียบเชียบ เท้าเปล่าเหยียบบนพื้นไม้โดยไม่ก่อให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย ที่นั่นมีหีบไม้ใบเก่าที่แกะสลักลวดลายดอกเหมยอย่างงดงามวางอยู่ มันดูไม่เข้ากับเครื่องเรือนชิ้นอื่นๆ ในห้องที่เน้นความเรียบง่ายและแข็งแกร่ง ลวดลายบนหีบละเอียดอ่อนเกินไป เหมาะกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอย่างจางอี้
สัญชาตญาณบางอย่างกรีดร้องบอกนางว่า... คำตอบอาจจะอยู่ในนั้น
มือของนางสั่นเทาขณะที่เอื้อมไปััฝาหีบ ไม้เก่าแก่รู้สึกเรียบเนียนใต้ปลายนิ้ว เหมือนถูกลูบไล้ด้วยมือคนรักมานานหลายปี มันไม่ได้ลงกลอนไว้ ราวกับเ้าของไม่ได้ตั้งใจจะซ่อนสิ่งที่อยู่ข้างใน หรือบางทีอาจเป็เพราะเขา้าเปิดมันบ่อยๆ
นางรวบรวมความกล้าทั้งหมด ค่อยๆ แง้มฝาหีบขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง บานพับเก่าส่งเสียงแหบแห้งเบาๆ ที่ดูเหมือนจะดังสนั่นในความเงียบของห้อง
สิ่งที่นางเห็นข้างในทำให้หัวใจของนางแทบจะหยุดเต้น
มันไม่ใช่สมบัติล้ำค่าหรือตำราวิทยายุทธ์ แต่เป็ของใช้ของผู้หญิง... ชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่ยังดูใหม่อยู่ ถูกพับเก็บอย่างประณีต ปิ่นปักผมหยกขาวรูปผีเสื้อที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง เครื่องประทินโฉมเล็กๆ น้อยๆ ในกล่องไผ่สีทอง กำไลเงินคู่หนึ่งที่มีลายจีนโบราณ และที่ก้นหีบ... มีภาพวาดอยู่หนึ่งม้วน
ทุกชิ้นทุกอย่างได้รับการดูแลอย่างดี ไม่มีฝุ่นละออง ราวกับมีคนมาเปิดดูเป็ประจำ
เสี่ยวเหลียนหยิบม้วนภาพนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง มือของนางเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง กระดาษที่ห่อม้วนภาพเก่าแก่และเหลือง แต่ยังคงแข็งแรงดี นางคลี่ม้วนภาพออกอย่างช้าๆ ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
ในภาพนั้นคือหญิงสาวนางหนึ่ง... หญิงสาวที่มีรอยยิ้มสดใสราวกับตะวันในฤดูใบไม้ผลิ ดวงตาของนางกลมโตเป็ประกาย จมูกโด่งรั้นอย่างน่าเอ็นดู ริมฝีปากแย้มยิ้มอย่างมีความสุข ผมยาวสีดำราวกับไหมพรมถูกจัดแต่งอย่างประณีต ประดับด้วยปิ่นหยกรูปผีเสื้อ... ปิ่นอันเดียวกับที่อยู่ในหีบนี้
แต่สิ่งที่ทำให้เสี่ยวเหลียนแทบจะล้มทั้งยืนก็คือ...
เค้าโครงใบหน้าของหญิงสาวในภาพ... ช่างคล้ายคลึงกับนางเหลือเกิน!
ไม่ใช่ความคล้ายคลึงแบบพิมพ์เดียวกัน แต่เป็ความคล้ายในแววตาและรอยยิ้ม... ราวกับเป็พี่น้องที่พลัดพรากจากกัน หรือเป็ภาพสะท้อนของกันและกันในอีกมิติหนึ่ง หญิงสาวในภาพดูมีความสุขและไร้เดียงสา ตรงกันข้ามกับความเศร้าโศกและความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ในดวงตาของเสี่ยวเหลียน
ที่มุมล่างของภาพมีลายมือเขียนไว้ด้วยหมึกจีน "เหมยเหลียน... น้องหญิงที่รักของพี่ชาย"
ทุกอย่างกระจ่างชัดในทันที... "น้องหญิง" ที่เขาละเมอหา... คือหญิงสาวในภาพนี้! คือเหมยเหลียน!
เขาไม่ได้้านาง... เขา้าเงาของหญิงสาวคนนี้ที่ทาบทับอยู่บนตัวนาง!
เสี่ยวเหลียนจ้องมองภาพวาดจนตาพร่ามัว น้ำตาที่นางพยายามกลั้นไว้ตลอดทั้งคืนไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง ยกมือขึ้นปิดปากเพื่อสะกดเสียงสะอื้นไม่ให้ดังออกไป ความเ็ป ความอัปยศ ความสับสนตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบจะะเิออกมา
ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าทำไมจางอี้ถึงเลือกนาง ทำไมเขาถึงยอมแบ่งปันพลังธาตุทองอันล้ำค่า ทำไมเขาถึงดูเศร้าโศกเมื่อมองนาง ทำไมเขาถึงเรียกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่ห่างเหิน
นางไม่ใช่เสี่ยวเหลียน... นางเป็เหมยเหลียน... อย่างน้อยก็ในสายตาของเขา
นางเสียสละร่างกายเพื่ออาเฟย... นางยอมถูกผู้ชายคนแล้วคนเล่าเพื่ออนาคตของคนรัก... แต่นี่เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าการเสียสละของนางมัน "ไร้ค่า" อย่างสิ้นเชิง พลังธาตุทองที่นางได้รับมาอย่างยากลำบากในคืนนี้ มันไม่ได้มาจากความปรารถนาที่เขามีต่อนาง แต่มาจากความโหยหาที่เขามีต่อหญิงสาวอีกคน!
นางเป็เพียง... ตุ๊กตาที่มีชีวิต...
นางหยิบของชิ้นอื่นๆ ในหีบขึ้นมาดู ชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนมีกลิ่นหอมของดอกเหมยอ่างๆ ติดอยู่ ราวกับเพิ่งถูกสวมใส่เมื่อไม่นานมานี้ เครื่องประทินโฉมในกล่องไผ่ยังคงเหลืออยู่มาก ราวกับเ้าของไม่ได้ใช้หมด กำไลเงินคู่หนึ่งมีรอยขีดข่วนเล็กน้อย เหมือนถูกสวมใส่เป็ประจำ
ทุกอย่างบอกเล่าเื่ราวเดียวกัน... เหมยเหลียนไม่ได้ตายไปนาน หรือบางทีอาจจะยังไม่ตายเลย
แต่ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ แล้วทำไมจางอี้ถึงต้องมาหานาง? ทำไมเขาถึงต้องใช้นางเป็ตัวแทน?
คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของเสี่ยวเหลียนจนปวดศีรษะ นางเก็บของทุกชิ้นกลับเข้าที่เดิมอย่างระมัดระวัง ม้วนภาพวาดถูกวางไว้ที่ก้นหีบเหมือนเดิม นางปิดฝาหีบลงอย่างแ่เบา แล้วเดินกลับไปที่เตียงด้วยขาที่สั่นเทา
นางนอนลงข้างๆ จางอี้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางไม่อาจหลับได้ นางจ้องมองใบหน้าของเขาในความมืด ใบหน้าที่ดูสงบและอ่อนโยนในยามหลับ ใบหน้าที่เคยทำให้นางคิดว่าเขาอาจจะมีความรู้สึกดีๆ ต่อนาง
บัดนี้นางรู้แล้วว่าความอ่อนโยนนั้นไม่ได้มีให้นาง มันมีให้กับเงาของคนอื่นที่ทาบทับอยู่บนตัวนาง
เสี่ยวเหลียนนั่งร้องไห้อยู่ในความมืดเงียบๆ เนิ่นนานเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ น้ำตาไหลไม่หยุดจนเปียกหมอน ความเ็ปในใจรุนแรงจนนางอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ แต่นางกลั้นไว้ได้ นางไม่อยากให้เขาตื่นขึ้นมาเห็นความอ่อนแอของนาง
จนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า นางจึงรีบเช็ดน้ำตา ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจากโอ่งในมุมห้อง แล้วกลับไปนอนข้างๆ เขาอีกครั้ง นางต้องทำตัวให้เป็ปกติที่สุด... การแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาในตอนนี้มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
นางหลับตาแสร้งทำเป็หลับ แต่ในใจของนางนั้นตื่นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ความคิดต่างๆ วิ่งผ่านไปมาในหัว นางต้องวางแผนใหม่ นางต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ นางไม่อาจปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในความเ็ปแบบนี้ได้
ไม่นานนัก จางอี้ก็ขยับตัวตื่นขึ้น เขาลืมตาขึ้นมาเห็นเสี่ยวเหลียนนอนหันหลังให้อยู่ข้างๆ ริมฝีปากของเขาโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาเอื้อมแขนไปโอบกอดนางจากด้านหลังแล้วซุกใบหน้าลงกับซอกคอของนาง สูดดมกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่บัดนี้ปะปนไปกับกลิ่นของเขาเอง
"ตื่นแล้วรึ... ภรรยาของข้า" เขากระซิบเสียงพร่า ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาพัดโชยมาที่ใบหูของนาง
เสี่ยวเหลียนสะดุ้งเฮือกกับคำเรียกนั้น ความรู้สึกขมขื่นและโกรธแค้นพล่านขึ้นมาในใจ แต่นางบังคับตัวเองให้ควบคุมอารมณ์ นางพลิกตัวมาหันหน้าเข้าหาเขาอย่างช้าๆ พยายามทำสีหน้าให้เป็ปกติที่สุด
"อืม... ท่านพี่" นางบังคับตัวเองให้เรียกคำนั้นออกมา แม้ว่ามันจะบาดลึกเข้าไปในหัวใจก็ตาม เสียงของนางแหบแห้งเล็กน้อยจากการร้องไห้ แต่เขาดูจะไม่ได้สังเกต
จางอี้ดูพอใจกับคำตอบของนางอย่างยิ่ง เขาพลิกร่างของนางให้หันมาเผชิญหน้าอย่างสมบูรณ์ แล้วมอบจุมพิตอันนุ่มนวลให้ที่หน้าผาก "เมื่อคืน... เ้าทำได้ดีมาก" เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ข้าไม่เคยรู้สึกพึงพอใจขนาดนี้มาก่อน"
คำชมเชยนั้นราวกับมีดที่แทงเข้าไปในหัวใจของเสี่ยวเหลียน นางรู้ดีว่าความพึงพอใจของเขาไม่ได้มาจากนาง แต่มาจากภาพลวงตาที่เขาสร้างขึ้นในใจ
"ข้า... แค่ทำตามหน้าที่" นางตอบเสียงเรียบ หลบสายตาของเขา
"ไม่ใช่แค่หน้าที่" เขาพูด พลางใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมที่ปรกใบหน้าของนางออก "ร่างกายของเ้าตอบสนองข้า... มันปรารถนาในตัวข้า... อย่าได้ปฏิเสธ" นิ้วของเขาลื่นไถลไปตามแก้มของนาง ทิ้งร่องรอยความอบอุ่นไว้
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนาแเดิม 'ร่างกายของข้าปรารถนาในตัวท่าน... แต่ท่านเล่า... ท่านปรารถนาในตัวข้า... หรือปรารถนาในเงาของเหมยเหลียนกันแน่?' นางได้แต่กรีดร้องคำถามนี้อยู่ในใจ
"ข้าต้องกลับแล้ว" เสี่ยวเหลียนพูดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัด "ป่านนี้... อาเฟยคงเป็ห่วง" นางผลักตัวเขาออกเบาๆ แล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง
การเอ่ยชื่ออาเฟยขึ้นมาทำให้แววตาของจางอี้แข็งกระด้างขึ้นเล็กน้อย ความหึงหวงฉายวาบขึ้นมาในดวงตาของเขาก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว เขานั่งลุกขึ้นมาเช่นกัน กล้ามเนื้อบนอกแกว่งไกวเมื่อเขาเคลื่อนไหว
"ข้าจะไปส่งเ้าเอง" เขาพูดเสียงเรียบ "แต่ก่อนจะไป... ข้ามีบางอย่างจะให้"
เขาผละออกจากเตียงแล้วเดินไปหยิบห่อผ้าเล็กๆ ที่หัวเตียงมายื่นให้นาง ห่อผ้าสีน้ำเงินเข้มผูกด้วยเชือกทอง "นี่คือค่าตอบแทนสำหรับเมื่อคืน... และเป็ค่าปิดปากสำหรับเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมด"
เสี่ยวเหลียนรับห่อผ้านั้นมาเปิดดู ข้างในเป็ตั๋วเงินจำนวนมากพอที่จะให้นางกับอาเฟยใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายไปหลายเดือน มีทั้งตั๋วเงินธนาคารใหญ่และเหรียญทองคำแท้ มูลค่ารวมคงไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึง
"ข้าไม่้า" นางปฏิเสธทันที ผลักห่อผ้ากลับไปหาเขา "ข้อตกลงของเราคือพลัง... ไม่ใช่เงินทอง"
"รับไปเถอะ" จางอี้พูด เสียงของเขาแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย "ถือซะว่าเป็ของขวัญจาก 'สามี' ให้ 'ภรรยา' ก็แล้วกัน" เขาย้ำคำเรียกนั้นอย่างจงใจ แล้วผลักห่อผ้ากลับไปให้นาง "หรือว่าเ้าคิดว่าตัวเ้ามีค่าแค่พลังธาตุทองเท่านั้น?"
เสี่ยวเหลียนกำตั๋วเงินในมือแน่น ความรู้สึกขัดแย้งตีกันในใจอย่างรุนแรง ส่วนหนึ่งนางอยากจะขว้างมันใส่หน้าเขา บอกเขาว่านางไม่ใช่หญิงขายตัว แต่ส่วนหนึ่งนางก็รู้ดีว่าเงินจำนวนนี้จำเป็สำหรับนางและอาเฟยอย่างยิ่ง พวกเขา้าเงินเพื่อซื้ออาหาร ยารักษาโรค และอุปกรณ์การฝึกฝน
"ก็ได้... ข้าจะรับไว้" นางตอบเสียงเรียบ "แต่ข้ามีเงื่อนไข"
จางอี้เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ "เงื่อนไข? เ้าอยู่ในสถานะที่จะต่อรองกับข้างั้นรึ" เขาก้าวเข้ามาใกล้นาง ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้เกิดเงาบดบังแสงจันทร์
"ข้าจะรับเงินนี่ไว้... และจะยอมทำตามข้อตกลงของเราต่อไป" เสี่ยวเหลียนสบตาเขาตรงๆ เป็ครั้งแรกในเช้านี้ แววตาของนางแน่วแน่และเ็าอย่างน่าประหลาด "แต่ท่านต้องสัญญากับข้าหนึ่งเื่... ท่านต้องสอนวิชาให้อาเฟยอย่างเต็มที่... ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด... ทำให้เขาเก่งพอที่จะปกป้องตัวเองและคนที่เขารักได้!"
นางเน้นคำว่า "คนที่เขารัก" อย่างจงใจ มันเป็ทั้งการย้ำเตือนตัวเองและเป็การประกาศาเงียบๆ กับชายตรงหน้า นางจะไม่ยอมให้ตัวเองจมอยู่ในบทบาทของ "ตัวแทน" ไปตลอด
จางอี้จ้องมองเข้าไปในดวงตาของนาง เขาััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวนาง... ความเปราะบางเมื่อคืนนี้หายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยความแข็งกร้าวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เขานึกไม่ถึงว่านางจะกล้าตั้งเงื่อนไขกับเขา แต่เขากลับรู้สึกทึ่งและสนใจในตัวนางมากขึ้นไปอีก
"ได้... ข้าสัญญา" เขายิ้มออกมา รอยยิ้มที่มีความหมายซ่อนเร้น "ข้าจะปั้นเ้าหนู่นั่นให้เป็ยอดฝีมือให้เร็วที่สุด... แต่เ้าก็ต้องจำไว้ด้วยว่า... ในระหว่างนั้น... ตัวและใจของเ้า... เป็ของข้าแต่เพียงผู้เดียว"
เสี่ยวเหลียนไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงเก็บห่อเงินนั้นไว้แล้วลุกขึ้นแต่งตัวให้เรียบร้อย นางสวมเสื้อผ้าอย่างเงียบๆ ทุกการเคลื่อนไหวช้าและมีน้ำหนัก ราวกับกำลังเตรียมตัวสำหรับาที่ยาวนาน
ระหว่างทางที่จางอี้เดินไปส่งนางที่ห้องเช่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบที่น่าอึดอัด ทั้งสองคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง เสี่ยวเหลียนเดินข้างๆ เขาด้วยท่าทางเงียบเชียบ ส่วนจางอี้ก็ดูจะกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
เมื่อมาถึงหน้าห้องเช่า จางอี้ก็หยุดเดิน เขาหันมามองนางด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก
"ข้าจะมาหาเ้าอีก... เมื่อถึงเวลา" เขาพูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น แล้วเอื้อมมือไปลูบแก้มของนางเบาๆ "จำไว้... เ้าเป็ของข้าแล้ว"
หลังจากนั้นเขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เสี่ยวเหลียนยืนมองแผ่นหลังอันแข็งแกร่งของเขาที่ค่อยๆ ลับหายไปในฝูงชน
นางกำหมัดแน่น... ความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวนี้ได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นแล้ว นางไม่ได้เป็แค่ "คู่แลกเปลี่ยน" อีกต่อไป แต่เป็ "ภรรยาตัวแทน" ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อหลอกล่อให้ "สามีจำแลง" คนนี้มอบทุกสิ่งทุกอย่างที่นาง้าเพื่อปูทางให้กับ "สามีตัวจริง" ของนาง
มันคือเกมที่อันตราย... เกมที่นางต้องใช้ทั้งร่างกายและหัวใจเป็เดิมพัน
และในขณะที่นางกำลังจะเปิดประตูเข้าห้องนั่นเอง... นางก็สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ...
ประตูห้องของนางไม่ได้ลงกลอน! และมีรอยงัดแงะจางๆ อยู่ที่ขอบประตู! ไม้รอบกรอบประตูมีรอยแตกเล็กๆ ราวกับถูกงัดด้วยของแข็ง
หัวใจของเสี่ยวเหลียนหล่นวูบ! หรือว่าจะเป็ลุงหวัง!? หรือโจรผู้ร้ายที่ไหน? แล้วอาเฟยล่ะ!? เขาอยู่ในห้องรึเปล่า!?
นางผลักประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นแรงจนเกือบจะะเิ... และภาพที่เห็นก็ทำให้นางแทบจะหยุดหายใจ!
อาเฟยไม่ได้อยู่ในห้อง... เตียงเล็กๆ ของเขาเรียบร้อย ราวกับไม่ได้มีใครนอน ของใช้ส่วนตัวของเขายังอยู่ครบ แต่ตัวคนหายไป
แต่บนโต๊ะกลางห้อง... มีปิ่นปักผมหยกขาวรูปผีเสื้อ... วางอยู่!
มันคือปิ่นอันเดียวกับที่นางเห็นในหีบไม้ของจางอี้เมื่อเช้านี้! ปิ่นของเหมยเหลียน!
เสี่ยวเหลียนเดินเข้าไปใกล้โต๊ะด้วยขาที่สั่นเทา หยิบปิ่นนั้นขึ้นมาดู มันเป็หยกแท้ แกะสลักอย่างประณีต มีน้ำหนักในมือ ไม่ใช่ของปลอม และที่สำคัญ... มันอุ่น ราวกับเพิ่งถูกััด้วยมือคน
มันคือปิ่นอันเดียวกับที่นางเห็นในหีบไม้ของจางอี้เมื่อเช้านี้!
มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!? หรือว่า... "น้องหญิง" ที่ตายไปแล้วของจางอี้... แท้จริงแล้ว... ยังไม่ตาย!? และนางกำลังส่งสาส์นเตือนมาถึงนาง!?