แสงแรกแห่งอรุณเริ่มแต่งแต้มที่ขอบนภาจางๆ ในที่สุดการไล่ล่าที่ดำเนินมาราว3ชั่วยามก็ดูเหมือนกำลังจะสิ้นสุดลง เมื่อความเร็วของสองแม่ลูกที่ค่อยๆ ลดลงจนบัดนี้ แม้จะมองเห็นเป้าหมายอยู่ข้างหน้าเพียงแค่ไม่กี่ร้อยวา เล้งบ่วงกุน หอบหายใจอย่างแรง บางครั้งนางต้องหอบอุ้มเล้งปวยที่ไร้เรี่ยวแรงไปด้วย ยามนี้กลับไปต่อไม่ได้จนต้องหยุดพัก“ปวยเอ๋อเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” พลันวางเด็กน้อยลงบนหินก้อนใหญ่ที่ตีนเขา พลางมองขึ้นไปยังศาลเจ้าร้างบนยอดเขาอันเป็นจุดหมาย ก่อนจะหันกลับมา
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ฟื้นฟูพลังอันใด ก็ได้ปรากฏเงาร่างสีดำของคนคลุมหน้าสองสายพลันติดตามมาถึงทันใด “เฮอะ!!ไม่คิดว่าพวกเจ้าจะทำให้เราต้องเสียเวลาอันเนิ่นนานป่านนี้ได้ เราจะไม่ให้พวกเจ้าได้ตายดีแน่นอน” หนึ่งในคนชุดดำกล่าวพร้อมกับก้าวเข้าหานางที่ยังหอบหายใจอยู่ พลางรั้งฝ่ามือขึ้นมาช้าๆด้วยรังสีสังหารอันอำมหิต พริบตานั้นฝ่ามืออันแดงฉานปานเปลวเพลิงก็ได้กดกระแทกเข้าใส่นางอย่างรวดเร็วทันใด “ฝ่ามือเพลิงเมฆา” เสียงของอีกคนพลันดังขึ้นมา บ่งบอกว่าฝ่ามือนั้นร้ายกาจอย่างยิ่ง มันคือทักษะยุทธของสำนักเพลิงเมฆา ทักษะยุทธชั้นสวรรค์
เล้งบ่วงกุนได้ยินเช่นนั้นกลับตื่นตระหนกขึ้นมาไม่น้อย นางย่อมทราบถึงความร้ายกาจของมันมาบ้าง ดังนั้นนางหาได้ประมาท รีบใช้ท่าเท้ามังกรท่องนภาพร้อมกับเพลงกระบี่มังกรสะบั้นเมฆาออกมา “มังกรสะบั้นเมฆา” ตูม!!!!!!ตูม!!!!!!!
พลังที่กระจัดกระจายออกรอบข้าง ดุจพายุหมุนอันมหึมา พลันบดขยี้ จนเศษไม้ใบหญ้ารอบข้างแหลกละเอียด เศษหินดินปลิวกระจัดกระจายทั่วท้องฟ้า รอจนทุกอย่างสงบลง
เห็นเล้งบ่วงกุนถูกกระแทกจนบาดเจ็บสาหัส ต้องกระอักโลหิตออกมากองหนึ่งด้วยสีหน้าซีดเซียว ลุกขึ้นอย่างยากเย็น แต่คนชุดดำนั้นเพียงถูกกระแทกถอยไปห้าก้าว กระอักโลหิตออกมากองโต เท้าจมลึกลงพื้น
“เหอะ เจ้ากลับร้ายกาจยิ่งนัก วันนี้ได้แต่ต้องกำจัดพวกเจ้าแล้ว”
สิ้นเสียงมันก้าวออกพลางปลดกระบี่ออกแผ่พุ่งพลังปราณเข้าใส่จนเกิดประกายอันเจิดจ้าพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เล้งบ่วงกุน เห็นเช่นนั้นได้แต่เสียใจ ที่ตนต้องมาตกตายโดยไม่สามารถปกป้องบุตรชายได้ แต่นางก็ยังกัดฟันสะบัดกระบี่ออกด้วยพลังที่ทุ่มเทเฮือกสุดท้าย ทันใด..
ฟุบ!! สวบ!!! “อ้าก....!!!!!!!! อา… อัก!!..” เสียงร้องอย่างโหยหวน ชวนขนลุกอย่างตกใจสุดขีดพลันดังขึ้น แต่กลายเป็นเสียงร้องอันแหบห้าวของบุรุษ มันเกิดอันใดขึ้นมา
ขณะที่เล้งบ่วงกุนกำลังคิดว่าตนคงไม่รอดจากกระบี่นี้แน่ๆ นั้นพลันมีเรื่องเหลือเชื่ออุบัติขึ้น
ก่อนที่พลังกระบี่ทั้งสองเล่มจะปะทะกัน เล้งบ่วงกุนพลันได้รู้สึกว่าพลังกระบี่ของอีกฝ่ายกลับหายไป เมื่อมองไป กลับเห็นมีกระบี่อีกเล่มหนึ่งพุ่งทะลุอกของมันออกมา เมื่อมองไปด้านหลังผู้กุมกระบี่นั้นกลับเป็นชายชุดดำอีกผู้หนึ่ง ที่พลันแทงกระบี่จากด้านหลังจนทะลุอกอีกคนที่อยู่ด้านหน้า ทำให้มันตาเหลือกถลนใบหน้าที่บิดเบี้ยวขึ้นมา มันกลับตกตายอย่างงมงายแล้ว
“ไฉนเจ้า.. จึง.. ไฉนเจ้า...”นางกลับตกตะลึง จนพูดไม่ออก“ท่าน...เป็นใคร? ไฉนจึงช่วยข้า”นางสับสนอย่างยิ่ง“ท่านเล้งฮูหยิน เวลามีไม่มาก ขออภัยที่ข้าไม่อาจเผยโฉมได้ แต่ท่านโปรดวางใจ ข้าเพียงทดแทนพระคุณช่วยชีวิต ที่เคยติดหนี้บุญคุณเจ้าสำนักแซ่เล้งเอาไว้เท่านั้น” ที่แท้มันก็คือคนลึกลับที่เคยไปปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าของสำนักเมื่อตอนกลางวัน นั่นเอง “ไม่มีเวลาแล้วพวกท่านต้องรีบหนีไปตอนนี้ ก่อนที่คนระดับร้ายกาจกว่านี้อีกสองคนจะมาถึง ข้าคงไม่สามารถช่วยได้อย่างเปิดเผยแน่”พูดจบมันก็หายวับไปในหมู่โขดหินใหณ่น้อยทันที
“ท่านแม่ ท่านไหวไหม ? มาข้าจะช่วยประคองท่าน หึช่างน่าเจ็บใจนัก ที่ข้ากลับเป็นตัวถ่วงท่านแม่”พลางรีบเข้ามาพยุงนาง“แม่ยังไหว ขอบใจเจ้าปวยเอ๋อ เรารีบไปกัน พ่อเจ้าบอกว่าถ้าไปถึงที่นั่นเราจะมีโอกาสรอด”พลางชี้ไปยังศาลเจ้าร้างที่อยู่บนยอดเขาห่างขึ้นไป
แม้จะรีบร้อนมุ่งไปสู่จุดหมายเพียงได แต่ด้วยความบอบช้ำแถมยังต้องผ่านโขดหินน้อยใหญ่กลับใช้เวลานานไม่น้อยกว่าจะมาถึงลานหน้าศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ตรงริมหน้าผา ถัดไปด้านหลังเป็นหุบเหวลึกที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกอันหนาวเย็นจนมองไม่เห็นก้นทั้งปี แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ทำอันใด
“พวกเจ้าตาย…”
พลันมีสุ้มเสียง พร้อมกับปรากฏพลังปราณแกร่งกร้าวสายหนึ่งพุ่งว้าบมาแต่ไกลกระแทกเข้าใส่สองแม่ลูกทั้งคู่จนกระทั่งกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง เล้งบ่วงกุนกระเด็นเข้าไปในศาลเจ้าจนไปกระแทกเข้ากับรูปปั้นเทพเจ้ากวนอู่ อย่างจังค่อยตกลง ส่วนเล้งปวยกลับปลิวกระเด็นเลยออกไปทางด้านหลัง จนร่วงหล่นหายลงไปในเมฆหมอกด้านล่างทันที พร้อมกับเงาร่างสีดำ สามสายพลันพลิ้วลงมายังลานศาลเจ้า“เจ้าสำนักหงส์ ! ครานี้ท่านกลับใจร้อนไปกว่าใคร” มิคาดคนที่ถูกเรียกชื่อกลับเป็นคนเดียวกันกับผู้ที่เคยช่วยชีวิตสองแม่ลูกเอาไว้นั่นเอง มันเจตนาใช้พลังอันยุ่นเหนียวส่งแม่ลูกเข้าไปในศาลเจ้าเท่านั้น ย่อมไม่มีเจตนาสังหารใดๆ มิคาดว่า ร้อยคำนวณกลับมิสู้ลิขิตฟ้าจริงๆ มันกลับทำให้เด็กน้อยตกตายลงไปในหุบเหวเสียได้
“ใช่ เสียดายที่ข้าใจร้อน เพราะโมโหที่พวกมันกลับทำให้ตามอย่างลำบาก กลับทำให้มันตายแบบสบายเกินไปจริงๆ” มันแสร้งกล่าว แต่กลับเสียใจจริงๆที่เด็กน้อยล่วงหล่นลงไป “ เอ้ะ !!!นางกลับหายไปที่ใด?” เสียงอุทานอันตื่นตะลึงเหลือเชื่อดังมาจากพวกของมันแม้นพวกมันจะได้ค้นหาทุกซอกทุกมุม อย่างถี่ถ้วนอยู่หลายชั่วยามแล้วก็ตาม สุดท้ายก็ยอมเลิกลาไปเอง
พอร่างถูกกระแทกจนลอยไป เล้งปวยต้องเจ็บปวดจนแทบหมดสติ รู้สึกเพียงลางเลือนว่าตนร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว ความรู้สุดท้ายนั้นเหมือนมีเสียง ทึบ !!หนักๆแล้วก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย
…
เด็กหนุ่ม ไม่ทราบเลยว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าใด ความรับรู้สิ่งแรกที่บังเกิดขึ้นนั้นคล้ายๆมีแต่ก็ไม่คล้ายมีเสียงเรียกนามของเขาแผ่วเบา “หรือข้าได้ตายไปแล้ว ท่านแม่ของข้าละ ท่านตายไปกับข้าหรือเปล่า” “ตื่นสิเด็กน้อยเอ๋ย” คลับคล้ายว่ามีเสียงเรียกอย่างอ่อนโยนแต่แผ่วเบามาอีกครา” มันค่อยๆลืมตาขึ้นมา “ข้ายังมีชีวิตอยู่นี่นา” พลันหยิกหนักๆไปที่แขนคราหนึ่งจนรู้สึกเจ็บขึ้นมา จึงได้ลุกขึ้นนั่ง พลางมองไปมารอบๆอย่างงุนงง
“นิเป็นสถานที่ใด คล้ายเป็นถ้ำ แต่ก็คล้ายเป็สุสานเก่าแก่ที่มีขนาดใหญ่ แล้วจะมีใครที่จะมาเป็นคนช่วยเราในสถานที่เช่นนี้” ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น “เจ้าไม่ต้องมองหาสิ่งใดแล้วเด็กน้อย ” เสียงเดิมนั้นพลันดังขึ้นอีกคราจากนั้นปรากฏว่ามีกลุ่มควันลอยแทรกออกมาจากมิติในห้วงอากาศค่อยๆไหลมารวมกันเข้าเป็นกลุ่มก้อนที่หนาทึบภายในกลุ่มก้อนน้ันมีแสงเรืองๆกระจายอยู่รอบๆร่างของชายทีมีเค้าเมตตาปรานีผู้หนึ่ง เขายิ้มให้เล้งปวยอย่างนุ่มนวล
ตอนแรกที่เห็นเล้งปวยสดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ กระทั่งได้เห็นรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรของชายชรา จึงทำให้เขามีความกล้าขึ้นมา
“จะให้ข้าเรียกท่านว่าเป็นอะไรดี”
“เด็กน้อยเอ๋ย เราคือจิตวิญญาณแห่งมังกรศักดิ์สิทธิ์ เรามีชีวิตตัวตนอยู่บนโลกนี้เมื่อราวๆหมื่นปีก่อน พอหมดอายุไขลงตามธรรมชาติ ด้วยลักษณะพิเศษแห่งเผ่าพันธุ์ ผู้ที่พลังการฝึกญาณสำเร็จในขั้นสูง สามารถถอดดวงจิตออกจากซากสังขาร อยู่ต่อไปได้อีกราวๆพันถึงสองพันปี แต่พลังทางกายนั้นแทบไม่เหลืออยู่เลย ที่เจ้าเห็นนี้เป็นเพียงร่างจำแลงเท่านั้น”
เล้งปวยนั้นฟังไปอย่างตื่นเต้น ไม่น่าเชื่อว่าเราจะบังเอิญเช่นนี้ “เช่นนี้แสดงว่าผู้อาวุโสออกไปจากที่ตรงนี้ไม่ได้”
“เจ้าพูดถูกแล้วเด็กน้อยเอ๋ย และเราคิดว่าหลังจากสุสานแห่นี้ได้เกิดแปรเปลี่ยนไปตามอุบัติการณ์แห่งพื้นผิวโลก จนกลายเป็นหน้าผาสูงชันแล้ว คงยากที่จะมีมนุษย์ตนใดย่างกรายเข้ามาในนี้ได้ จนกระทั่ง… โอ !! นี่ต้องเป็นลิขิตสวรรค์เท่านั้น ที่เจ้าบังเอิญตกลงมาติดค้างอยู่ที่กิ่งไม้ใหญ่ จนเจ้าขาวน้อยเผอิญช่วยมาได้ก่อนที่จะร่วงลงไปด้านล่าง
“สวรรค์!! นับว่าชะตาเรายังไม่ถึงคาดจริงๆ” มันตื่นตะลึงอย่างเหลือเชื่อ
“นับว่า ชะตาเจ้ายังดีอยู่มากจริงๆ ที่เราถ่ายทอดหลักการรักษาให้เจ้าขาวน้อยจนมันสามารถรักษาร่างที่บอบช้ำเจียนตายช่วยชีวิตเจ้าไว้ได้ “เด็กเอยเจ้าเป็นใคร มาจากไหน เหตุใดถึงได้ตกลงมาจากหน้าผา?”
“ข้าขอขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิตไว้ ผู้น้อยมีนามว่า เล้งปวย...”มันได้บอกเล่าเรื่องราวคร่าวๆจนถึงก่อนร่วงลงมาหมดสติให้อีกฝ่ายฟัง
“แล้วเหตุใดในร่างของเจ้าจึงได้มี เงาร่างมังกรศักดิ์สิทธิ! สถิตย์อยู่ ซึ่งปกตจะพบได้เฉพาะในเผ่าพันธุ์เทพมังกรศักดิ์สิทธิ์! ของเราเท่านั้น”
“อันนี้ตัวข้าก็ไม่ทราบ” มันงุนงงเล็กน้อย “บิดาเพียงเคยบอกว่าในตัวข้านั้นมีความผิดปกติมาตั้งแต่เกิด คล้ายมีบางสิ่งแฝงอยู่เท่านั้น”
“เล้งปวยเอ๋ย ตอนเจ้าสลบอยู่หลายวันนั้นพบว่า ดวงจิตของเจ้าเสียหายไม่น้อย โดยมิได้ตกตายนั้น เรากลับใจแปลกอย่างยิ่ง จึงได้เข้าไปสำรวจภายในห้วงแห่งวิญญาณของเจ้า จึงตรวจพบเงาร่างมังกรศักดิ์สิทธ์ในตัวเจ้า นับว่าชะตาต้องกัน เราได้มอบผลึกโลหิตมังกร ให้เจ้าไปถึง 3 หยด เพื่อเสริมสร้างห้วงแห่งจิตวิญญาณของเจ้าให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าใครๆ ทั้งนี้เพราะร่างกายที่พิเศษของเจ้าเท่านั้นมันจึงรับได้ถึง 3 หยด”
“ชึ่งความจริงคนธรรมดาอายุเท่ากับเจ้า ใช้แค่เพียง 2 หยดก็ถือว่าเพียงพอแล้ว และจะทำให้คนผู้นั้น แข็งแกร่งเท่ากับผู้ฝึกลมปราณที่ระดับสูงกว่าเจ้าถึงหนึ่งขั้นเลยทีเดียว”
“ผู้น้อยขอกราบขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสอีกครั้งที่กรุณา”
“นี่ก็ล้วนเป็นวาสนา ชะตากำหนดเท่านั้น…