เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่3สุสานมังกรศักดิ์สิทธิ์

      


       แสงแรกแห่งอรุณเริ่มแต่งแต้มที่ขอบนภาจางๆ   ในที่สุดการไล่ล่าที่ดำเนินมาราว3ชั่วยามก็ดูเหมือนกำลังจะสิ้นสุดลง  เมื่อความเร็วของสองแม่ลูกที่ค่อยๆ ลดลงจนบัดนี้  แม้จะมองเห็นเป้าหมายอยู่ข้างหน้าเพียงแค่ไม่กี่ร้อยวา  เล้งบ่วงกุน หอบหายใจอย่างแรง  บางครั้งนางต้องหอบอุ้มเล้งปวยที่ไร้เรี่ยวแรงไปด้วย  ยามนี้กลับไปต่อไม่ได้จนต้องหยุดพัก“ปวยเอ๋อเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”    พลันวางเด็กน้อยลงบนหินก้อนใหญ่ที่ตีนเขา พลางมองขึ้นไปยังศาลเจ้าร้างบนยอดเขาอันเป็นจุดหมาย ก่อนจะหันกลับมา

       แต่ยังไม่ทันที่จะได้ฟื้นฟูพลังอันใด    ก็ได้ปรากฏเงาร่างสีดำของคนคลุมหน้าสองสายพลันติดตามมาถึงทันใด   “เฮอะ!!ไม่คิดว่าพวกเจ้าจะทำให้เราต้องเสียเวลาอันเนิ่นนานป่านนี้ได้ เราจะไม่ให้พวกเจ้าได้ตายดีแน่นอน”            หนึ่งในคนชุดดำกล่าวพร้อมกับก้าวเข้าหานางที่ยังหอบหายใจอยู่ พลางรั้งฝ่ามือขึ้นมาช้าๆด้วยรังสีสังหารอันอำมหิต   พริบตานั้นฝ่ามืออันแดงฉานปานเปลวเพลิงก็ได้กดกระแทกเข้าใส่นางอย่างรวดเร็วทันใด         “ฝ่ามือเพลิงเมฆา” เสียงของอีกคนพลันดังขึ้นมา บ่งบอกว่าฝ่ามือนั้นร้ายกาจอย่างยิ่ง มันคือทักษะยุทธของสำนักเพลิงเมฆา   ทักษะยุทธชั้นสวรรค์
        เล้งบ่วงกุนได้ยินเช่นนั้นกลับตื่นตระหนกขึ้นมาไม่น้อย นางย่อมทราบถึงความร้ายกาจของมันมาบ้าง    ดังนั้นนางหาได้ประมาท  รีบใช้ท่าเท้ามังกรท่องนภาพร้อมกับเพลงกระบี่มังกรสะบั้นเมฆาออกมา   “มังกรสะบั้นเมฆา”               ตูม!!!!!!ตูม!!!!!!!    
    พลังที่กระจัดกระจายออกรอบข้าง ดุจพายุหมุนอันมหึมา พลันบดขยี้  จนเศษไม้ใบหญ้ารอบข้างแหลกละเอียด   เศษหินดินปลิวกระจัดกระจายทั่วท้องฟ้า รอจนทุกอย่างสงบลง
      เห็นเล้งบ่วงกุนถูกกระแทกจนบาดเจ็บสาหัส ต้องกระอักโลหิตออกมากองหนึ่งด้วยสีหน้าซีดเซียว ลุกขึ้นอย่างยากเย็น  แต่คนชุดดำนั้นเพียงถูกกระแทกถอยไปห้าก้าว กระอักโลหิตออกมากองโต เท้าจมลึกลงพื้น
         “เหอะ เจ้ากลับร้ายกาจยิ่งนัก  วันนี้ได้แต่ต้องกำจัดพวกเจ้าแล้ว”
                สิ้นเสียงมันก้าวออกพลางปลดกระบี่ออกแผ่พุ่งพลังปราณเข้าใส่จนเกิดประกายอันเจิดจ้าพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า        เล้งบ่วงกุน เห็นเช่นนั้นได้แต่เสียใจ ที่ตนต้องมาตกตายโดยไม่สามารถปกป้องบุตรชายได้   แต่นางก็ยังกัดฟันสะบัดกระบี่ออกด้วยพลังที่ทุ่มเทเฮือกสุดท้าย  ทันใด..
                    ฟุบ!!               สวบ!!!                  “อ้าก....!!!!!!!! อา…    อัก!!..”        เสียงร้องอย่างโหยหวน ชวนขนลุกอย่างตกใจสุดขีดพลันดังขึ้น     แต่กลายเป็นเสียงร้องอันแหบห้าวของบุรุษ มันเกิดอันใดขึ้นมา
          ขณะที่เล้งบ่วงกุนกำลังคิดว่าตนคงไม่รอดจากกระบี่นี้แน่ๆ นั้นพลันมีเรื่องเหลือเชื่ออุบัติขึ้น
    ก่อนที่พลังกระบี่ทั้งสองเล่มจะปะทะกัน  เล้งบ่วงกุนพลันได้รู้สึกว่าพลังกระบี่ของอีกฝ่ายกลับหายไป เมื่อมองไป  กลับเห็นมีกระบี่อีกเล่มหนึ่งพุ่งทะลุอกของมันออกมา  เมื่อมองไปด้านหลังผู้กุมกระบี่นั้นกลับเป็นชายชุดดำอีกผู้หนึ่ง   ที่พลันแทงกระบี่จากด้านหลังจนทะลุอกอีกคนที่อยู่ด้านหน้า  ทำให้มันตาเหลือกถลนใบหน้าที่บิดเบี้ยวขึ้นมา มันกลับตกตายอย่างงมงายแล้ว
        “ไฉนเจ้า..  จึง..   ไฉนเจ้า...”นางกลับตกตะลึง จนพูดไม่ออก“ท่าน...เป็นใคร?  ไฉนจึงช่วยข้า”นางสับสนอย่างยิ่ง“ท่านเล้งฮูหยิน  เวลามีไม่มาก  ขออภัยที่ข้าไม่อาจเผยโฉมได้   แต่ท่านโปรดวางใจ  ข้าเพียงทดแทนพระคุณช่วยชีวิต  ที่เคยติดหนี้บุญคุณเจ้าสำนักแซ่เล้งเอาไว้เท่านั้น”                           ที่แท้มันก็คือคนลึกลับที่เคยไปปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าของสำนักเมื่อตอนกลางวัน นั่นเอง     “ไม่มีเวลาแล้วพวกท่านต้องรีบหนีไปตอนนี้  ก่อนที่คนระดับร้ายกาจกว่านี้อีกสองคนจะมาถึง   ข้าคงไม่สามารถช่วยได้อย่างเปิดเผยแน่”พูดจบมันก็หายวับไปในหมู่โขดหินใหณ่น้อยทันที
    “ท่านแม่  ท่านไหวไหม ? มาข้าจะช่วยประคองท่าน หึช่างน่าเจ็บใจนัก ที่ข้ากลับเป็นตัวถ่วงท่านแม่”พลางรีบเข้ามาพยุงนาง“แม่ยังไหว  ขอบใจเจ้าปวยเอ๋อ  เรารีบไปกัน  พ่อเจ้าบอกว่าถ้าไปถึงที่นั่นเราจะมีโอกาสรอด”พลางชี้ไปยังศาลเจ้าร้างที่อยู่บนยอดเขาห่างขึ้นไป

        แม้จะรีบร้อนมุ่งไปสู่จุดหมายเพียงได  แต่ด้วยความบอบช้ำแถมยังต้องผ่านโขดหินน้อยใหญ่กลับใช้เวลานานไม่น้อยกว่าจะมาถึงลานหน้าศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ตรงริมหน้าผา   ถัดไปด้านหลังเป็นหุบเหวลึกที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกอันหนาวเย็นจนมองไม่เห็นก้นทั้งปี   แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ทำอันใด
         “พวกเจ้าตาย…”
          พลันมีสุ้มเสียง  พร้อมกับปรากฏพลังปราณแกร่งกร้าวสายหนึ่งพุ่งว้าบมาแต่ไกลกระแทกเข้าใส่สองแม่ลูกทั้งคู่จนกระทั่งกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง    เล้งบ่วงกุนกระเด็นเข้าไปในศาลเจ้าจนไปกระแทกเข้ากับรูปปั้นเทพเจ้ากวนอู่ อย่างจังค่อยตกลง       ส่วนเล้งปวยกลับปลิวกระเด็นเลยออกไปทางด้านหลัง จนร่วงหล่นหายลงไปในเมฆหมอกด้านล่างทันที     พร้อมกับเงาร่างสีดำ สามสายพลันพลิ้วลงมายังลานศาลเจ้า“เจ้าสำนักหงส์ !  ครานี้ท่านกลับใจร้อนไปกว่าใคร”   มิคาดคนที่ถูกเรียกชื่อกลับเป็นคนเดียวกันกับผู้ที่เคยช่วยชีวิตสองแม่ลูกเอาไว้นั่นเอง   มันเจตนาใช้พลังอันยุ่นเหนียวส่งแม่ลูกเข้าไปในศาลเจ้าเท่านั้น  ย่อมไม่มีเจตนาสังหารใดๆ    มิคาดว่า       ร้อยคำนวณกลับมิสู้ลิขิตฟ้าจริงๆ    มันกลับทำให้เด็กน้อยตกตายลงไปในหุบเหวเสียได้
        “ใช่ เสียดายที่ข้าใจร้อน  เพราะโมโหที่พวกมันกลับทำให้ตามอย่างลำบาก กลับทำให้มันตายแบบสบายเกินไปจริงๆ”  มันแสร้งกล่าว    แต่กลับเสียใจจริงๆที่เด็กน้อยล่วงหล่นลงไป       “ เอ้ะ !!!นางกลับหายไปที่ใด?”   เสียงอุทานอันตื่นตะลึงเหลือเชื่อดังมาจากพวกของมันแม้นพวกมันจะได้ค้นหาทุกซอกทุกมุม อย่างถี่ถ้วนอยู่หลายชั่วยามแล้วก็ตาม  สุดท้ายก็ยอมเลิกลาไปเอง

           พอร่างถูกกระแทกจนลอยไป  เล้งปวยต้องเจ็บปวดจนแทบหมดสติ รู้สึกเพียงลางเลือนว่าตนร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว  ความรู้สุดท้ายนั้นเหมือนมีเสียง   ทึบ !!หนักๆแล้วก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย
    …
                     
         เด็กหนุ่ม ไม่ทราบเลยว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าใด   ความรับรู้สิ่งแรกที่บังเกิดขึ้นนั้นคล้ายๆมีแต่ก็ไม่คล้ายมีเสียงเรียกนามของเขาแผ่วเบา   “หรือข้าได้ตายไปแล้ว  ท่านแม่ของข้าละ  ท่านตายไปกับข้าหรือเปล่า”                “ตื่นสิเด็กน้อยเอ๋ย”  คลับคล้ายว่ามีเสียงเรียกอย่างอ่อนโยนแต่แผ่วเบามาอีกครา”  มันค่อยๆลืมตาขึ้นมา     “ข้ายังมีชีวิตอยู่นี่นา”   พลันหยิกหนักๆไปที่แขนคราหนึ่งจนรู้สึกเจ็บขึ้นมา  จึงได้ลุกขึ้นนั่ง  พลางมองไปมารอบๆอย่างงุนงง  
    “นิเป็นสถานที่ใด  คล้ายเป็นถ้ำ  แต่ก็คล้ายเป็สุสานเก่าแก่ที่มีขนาดใหญ่  แล้วจะมีใครที่จะมาเป็นคนช่วยเราในสถานที่เช่นนี้”  ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น     “เจ้าไม่ต้องมองหาสิ่งใดแล้วเด็กน้อย  ”   เสียงเดิมนั้นพลันดังขึ้นอีกคราจากนั้นปรากฏว่ามีกลุ่มควันลอยแทรกออกมาจากมิติในห้วงอากาศค่อยๆไหลมารวมกันเข้าเป็นกลุ่มก้อนที่หนาทึบภายในกลุ่มก้อนน้ันมีแสงเรืองๆกระจายอยู่รอบๆร่างของชายทีมีเค้าเมตตาปรานีผู้หนึ่ง   เขายิ้มให้เล้งปวยอย่างนุ่มนวล
        ตอนแรกที่เห็นเล้งปวยสดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ  กระทั่งได้เห็นรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรของชายชรา  จึงทำให้เขามีความกล้าขึ้นมา
      “จะให้ข้าเรียกท่านว่าเป็นอะไรดี”  
    “เด็กน้อยเอ๋ย  เราคือจิตวิญญาณแห่งมังกรศักดิ์สิทธิ์  เรามีชีวิตตัวตนอยู่บนโลกนี้เมื่อราวๆหมื่นปีก่อน  พอหมดอายุไขลงตามธรรมชาติ  ด้วยลักษณะพิเศษแห่งเผ่าพันธุ์  ผู้ที่พลังการฝึกญาณสำเร็จในขั้นสูง  สามารถถอดดวงจิตออกจากซากสังขาร  อยู่ต่อไปได้อีกราวๆพันถึงสองพันปี  แต่พลังทางกายนั้นแทบไม่เหลืออยู่เลย   ที่เจ้าเห็นนี้เป็นเพียงร่างจำแลงเท่านั้น”
      เล้งปวยนั้นฟังไปอย่างตื่นเต้น  ไม่น่าเชื่อว่าเราจะบังเอิญเช่นนี้   “เช่นนี้แสดงว่าผู้อาวุโสออกไปจากที่ตรงนี้ไม่ได้”
    “เจ้าพูดถูกแล้วเด็กน้อยเอ๋ย  และเราคิดว่าหลังจากสุสานแห่นี้ได้เกิดแปรเปลี่ยนไปตามอุบัติการณ์แห่งพื้นผิวโลก จนกลายเป็นหน้าผาสูงชันแล้ว   คงยากที่จะมีมนุษย์ตนใดย่างกรายเข้ามาในนี้ได้  จนกระทั่ง… โอ  !! นี่ต้องเป็นลิขิตสวรรค์เท่านั้น  ที่เจ้าบังเอิญตกลงมาติดค้างอยู่ที่กิ่งไม้ใหญ่   จนเจ้าขาวน้อยเผอิญช่วยมาได้ก่อนที่จะร่วงลงไปด้านล่าง
      “สวรรค์!!   นับว่าชะตาเรายังไม่ถึงคาดจริงๆ”  มันตื่นตะลึงอย่างเหลือเชื่อ
    “นับว่า ชะตาเจ้ายังดีอยู่มากจริงๆ   ที่เราถ่ายทอดหลักการรักษาให้เจ้าขาวน้อยจนมันสามารถรักษาร่างที่บอบช้ำเจียนตายช่วยชีวิตเจ้าไว้ได้        “เด็กเอยเจ้าเป็นใคร  มาจากไหน เหตุใดถึงได้ตกลงมาจากหน้าผา?”
    “ข้าขอขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิตไว้   ผู้น้อยมีนามว่า เล้งปวย...”มันได้บอกเล่าเรื่องราวคร่าวๆจนถึงก่อนร่วงลงมาหมดสติให้อีกฝ่ายฟัง
    “แล้วเหตุใดในร่างของเจ้าจึงได้มี เงาร่างมังกรศักดิ์สิทธิ!  สถิตย์อยู่  ซึ่งปกตจะพบได้เฉพาะในเผ่าพันธุ์เทพมังกรศักดิ์สิทธิ์! ของเราเท่านั้น”
    “อันนี้ตัวข้าก็ไม่ทราบ”  มันงุนงงเล็กน้อย    “บิดาเพียงเคยบอกว่าในตัวข้านั้นมีความผิดปกติมาตั้งแต่เกิด  คล้ายมีบางสิ่งแฝงอยู่เท่านั้น”

    “เล้งปวยเอ๋ย ตอนเจ้าสลบอยู่หลายวันนั้นพบว่า  ดวงจิตของเจ้าเสียหายไม่น้อย โดยมิได้ตกตายนั้น เรากลับใจแปลกอย่างยิ่ง จึงได้เข้าไปสำรวจภายในห้วงแห่งวิญญาณของเจ้า        จึงตรวจพบเงาร่างมังกรศักดิ์สิทธ์ในตัวเจ้า   นับว่าชะตาต้องกัน  เราได้มอบผลึกโลหิตมังกร ให้เจ้าไปถึง 3 หยด  เพื่อเสริมสร้างห้วงแห่งจิตวิญญาณของเจ้าให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าใครๆ  ทั้งนี้เพราะร่างกายที่พิเศษของเจ้าเท่านั้นมันจึงรับได้ถึง 3 หยด”
       “ชึ่งความจริงคนธรรมดาอายุเท่ากับเจ้า ใช้แค่เพียง 2 หยดก็ถือว่าเพียงพอแล้ว และจะทำให้คนผู้นั้น แข็งแกร่งเท่ากับผู้ฝึกลมปราณที่ระดับสูงกว่าเจ้าถึงหนึ่งขั้นเลยทีเดียว”
    “ผู้น้อยขอกราบขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสอีกครั้งที่กรุณา”    
    “นี่ก็ล้วนเป็นวาสนา  ชะตากำหนดเท่านั้น…