กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    SS2_No.33 สงคราม [1]

    เมื่อการประลองยังคงถูกดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ ในทุกรอบการต่อสู้ยังคงจบอย่างรวดเร็ว แต่ถึงแม้การต่อสู้ยังคงจบอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าการประลองในปีนี้นั้นแตกต่างจากทุกๆ ปี เพราะยังไม่คู่ไหนที่ประกาศขอยอมแพ้เลยด้วยซ้ำ ตั้งแต่การต่อสู้ของเซียงเซียงจบลงมันเหมือนการไปกระตุ้นศิษย์หลักคนอื่นๆ ให้ฮึดสู้นั่นเอง
    พอเริ่มการประลองในรอบที่สอง เซียงเซียงอยู่ในส่วนของเศษเกิน ทำให้มีการประลองเพียงสามคู่เท่านั้นกระทั่งการประลองในรอบนี้ของหลิงเทียนเองก็ยังคงจบอย่างรวดเร็ว โดยที่หลิงเทียนสามารถจบการต่อสู้ได้เพียงสามลมหายใจเท่านั้น เทียบเท่ากับอันดับ 1 เมื่อปีที่แล้วอย่างไป่ซีกวง
    คนที่ผ่านเข้ารอบสี่คนสุดท้ายมี ไป่ซีกวง หลิงเทียน อู่เม่า และเซียงเซียง และผลการจับการประลองครั้งนี้ หลิงเทียนได้เจอกับอู่เม่าเป็นคู่แรก และเซียงเซียงเจอกับไป่ซีกวงเป็นคู่ที่สอง เมื่อได้ตัวแทนทั้งสองจะเข้าชิงชัยอันดับ 1 ต่อทันที ก่อนที่หลิงเทียนและอู่เม่าจะขึ้นไปเตรียมพร้อมบนสนามประลอง
    "รอบที่สาม คู่แรก หลิงเทียนแห่งตำหนักเหมันต์จันทรา และ อู่เม่าแห่งตำหนักเพลิงโลกันต์ เริ่มการประลองได้!!"
    สิ้นเสียงกรรมการอู่เม่าดีดตัวทะยานเข้าโจมตีหลิงเทียนอย่างไม่เร่งรีบ การปะทะกันของทั้งสองราวกับว่าเน้นไปทางกระบวนท่า ดูเหมือนทั้งคู่จะดูสูสีกันเป็นอย่างมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วตอนนี้เป็นหลิงเทียนที่เสียเปรียบเป็นอย่างมาก กระทั่งเจ้าตำหนักทั้ง 9 ยังอดสงสัยในตัวของอู่เม่าไม่ได้
    เพราะในเวลานี้อู่เม่านั้นลึกลับเกินไป เขาสามารถเอาชนะชางเยว่แห่งตำหนักเหมันต์จันทราได้ ซึ่งแม้แต่เจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์เองก็แปลกใจไม่น้อย เพราะตัวตนของศิษย์หลักทุกคนนั้นมีมาก และเขาก็จะจดจำเพียงแค่ศิษย์ที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ตัวตนของอู่เม่าเขาแทบจะไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีความแข็งแกร่งในระดับที่น่าหวาดหวั่น และยังสัมผัสรูปแบบพลังที่ผิดแปลกไปนั่นอีก ราวกับกำลังโดนผู้อื่นแทรกแซงการประลองในครั้งนี้
    หลิงเทียนหรี่ตามองพลางขมวดคิ้วขึ้นเป็นปม สัมผัสพลังแบบนี้คล้ายคลึงกับของเหม่ยเอ๋อ [ทาสสาวมังกร] จึงให้ความรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะเขาจำได้ว่าลูกครึ่งสายเลือดผสมนั้น มักจะเป็นที่รังเกียจของผู้คน แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีตำหนักเพลิงโลกันต์จะมีลูกศิษย์สายเลือดผสมกัน
    หลิงเทียนรับมือด้วยความตึงเครียดเป็นอย่างมาก เพราะกลิ่นอายพลังของอู่เม่านั้นรุนแรงมาก ในรอบก่อนๆ เขาไม่แม้แต่จะจับสัมผัสได้ด้วยซ้ำ และเขารู้สึกได้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการไม่ใช่การประลอง แต่เป็นการสังหารเขาซะมากกว่า
    "เอาอย่างไรดี!!" เจ้าตำหนักเหมันต์จันทราเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
    "รอดูต่อไปก่อน" เจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์ตอบอย่างใจเย็น
    "มีพวกแทรกแซงการประลอง" เจ้าตำหนักวารีพิสุทธิ์กล่าวขึ้น
    "หน้าที่ของพวกเราคือปกป้องชีวิตเจ้าหนูนั่นนะ" เจ้าตำหนักเทพวายุอัสนีเอ่ยเตือน
    "ไว้รอถึงคราวขับขันดีกว่า ถือว่าเป็นการทดสอบไปด้วย" เจ้าตำหนักปฐพีแรกอรุณพยายามวิเคราะห์
    "นั่นสิ ยังไงซะเหล่าผู้ชมพิเศษคงไม่เปิดให้โอกาสอีกฝ่ายลงมือได้แน่" เจ้าตำหนักมังกรโลกาย้ำเตือน หากเคลื่อนไหวผิดพลาดอาจพลาดพลั้งได้
    "เฮ้อ!! น่าสงสารเจ้าหนูนั่นนะ เจอของแข็งเข้าให้แล้วไง" เจ้าตำหนักกิเลนสวรรค์เอ่ยพลางส่ายหน้าอย่างเห็นใจ
    "เหอะ!! ถ้าแค่นี้ยังผ่านไปไม่ได้ จะคุ้มค่าที่พวกเราต้องสละชีวิตปกป้องหรือไง" เจ้าตำหนักหงส์ลายเงินพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ ที่ต้องเอาชีวิตของพวกเขาทุกคนมาปกป้องเด็กเพียงคนเดียว
    "ทำพูดดีไป ต่อให้เจ้าลงไปสู้เองก็ยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะได้!!" เจ้าตำหนักอสูรคลั่งแดกดันเล็กน้อย
    หลิงเทียนที่ถูกอีกฝ่ายกดดันอย่างหนัก ทั้งที่อีกฝ่ายนั้นตั้งใจสังหารเขาอย่างแน่นอน แต่เจ้าตำหนักทั้ง 9 กลับไม่เคลื่อนไหว แสดงว่ามันต้องมีบางสิ่งที่ผิดปกติอย่างแน่นอน ก่อนจะเรียกใช้ทักษะเบิกเนตรราชันย์ ถึงกับตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะอีกฝ่ายนั้นมีพลังเทียบเท่ากับเจ้าตำหนักทั้ง 9 หรืออาจเหนือกว่าด้วยซ้ำ และยังสัมผัสพลังรอบๆ อีกหลายจุดซึ่งหนึ่งในนั้นมีพลังที่คุ้นเคยของเหล่าทวยเทพนั่นเอง ทำให้เขาเริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น
    "คลายผนึก!!" หลิงเทียนดีดตัวออกห่างก่อนจะคลายผนึกพลังทั้งหมดของตัวเอง และยกยิ้มขึ้นมุมปากเล็กน้อย พร้อมกับเอ่ยขึ้นเมื่ออีกฝ่ายชะงักทันทีที่สัมผัสพลังของเขา
    "ข้าไม่รู้ท่านต้องการอะไรกันแน่ แต่หากเป็นชีวิตของข้าคงต้องเหนื่อยกว่านี้แน่!!"
    ในเวลานี้นัยน์ตาซ้ายของหลิงเทียนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงมีอักขระของดวงเนตรอสูรผสานด้วย ส่วนนัยน์ตาขวาเป็นสีฟ้ามีวงสีดำขึ้นมาหกวง แลดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก ตอนนี้หลิงเทียนได้เปิดใช้งานพลังของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลาย ทั้งพลังในการฟื้นฟูนิรันด์ พลังบิดเบือนมิติ และดวงเนตรอสูร พร้อมกันและยังปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาเกินขีดจำกัด ทำให้ร่างกายของเขาเริ่มฉีกขาดเพราะไม่อาจทนรับพลังมหาศาลได้ แต่ก็ยังได้พลังฟื้นฟูนิรันด์ช่วยรักษาตลอด แลกกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่กลับไม่มีอาการใดปรากฏบนใบหน้าของเขาเลยด้วยซ้ำ
    "หืม!! นึกว่าจะจัดการง่ายกว่านี้ซะอีกนะ" อู่เม่ายกยิ้มขึ้นอย่างเลือดเย็นพร้อมกับพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรุนแรงเช่นกัน ทำให้ศิษย์ภายในสนามประลองบางคนถึงกับสาหัส
    จนถึงกับทำให้เจ้าตำหนักทั้ง 9 ต้องรีบเคลื่อนย้ายศิษย์หลักทั้งหมดออกจากสนามประลองทันที ก่อนจะรีบประกาศให้ศิษย์ทุกตำหนักรีบอพยพออกนอกจากตำหนักวารีพิสุทธิ์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาเฝ้ารับชมการต่อสู้ในครั้งนี้ต่อ กระทั่งผู้ชมพิเศษภายนอกก็ยังเริ่มมีการเคลื่อนไหวกันบ้างแล้วเช่นกัน
    "ไอ้หนูต่อให้วันนี้ข้าต้องฆ่าเจ้าก็จะต้องนำร่างไปให้ท่านผู้นั้นให้ได้!?" อู่เม่าที่ร่างกายกลายเป็นครึ่งอสูรมีมือคล้ายแขนของเผ่ามังกร ขนาดตัวที่ขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมสองเท่า มีหางงอกยาวออกมาซ้ำยังปรากฏเขาสีดำออกมาสองเขาบนศีรษะ มีปีกสีดำสิบปีกที่ดูราวกับจอมปีศาจ
    เจ้าตำหนักทั้ง 9 และผู้ชมพิเศษที่เฝ้ามองรอบนอก เริ่มการเคลื่อนไหวเพื่อเข้าไปช่วยเหลือทันที
    "ตู้ม!! ตู้ม!! ตู้ม!! ตู้ม!! ตู้มมมมม!!"
    เสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่อง ปรากฏกลุ่มของครึ่งอสูรจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ที่แฝงตัวอยู่รอบๆ เข้ามาพัวพันกันอย่างชุลมุน กระทั่งผู้ชมรอบนอกเองก็เช่นกัน ทำให้ไม่มีผู้ใดเข้ามาช่วยเหลือหลิงเทียนได้
    "ฮ่า ฮ่า!! ไอ้หนูจงยอมแพ้แต่โดยดีซะ หากไมอยากตาย!!" อู่เม่าในร่างครึ่งอสูรพลันหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
    "คิดว่ามีความสามารถพอหรือไงกันเจ้าครึ่งอสูรเศษเดน!?" หลิงเทียนตอบกลับอย่างเย็นชา ก่อนที่ร่างทั้งคู่พลันหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว
    "ปัง!!"
    "ตู้ม!! ตู้ม!!"
    เสียงปะทะกันดังอย่างต่อเนื่องและเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลิงเทียนที่ต้องรับมือกับตัวตนระดับนี้ ทั้งยังใช้พลังเต็มขีดจำกัดที่สร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกายอย่างต่อเนื่อง ทว่ากลับไม่มีทีท่าจะพลาดพลั้งเลยแม้แต่น้อย เป้าหมายของหลิงเทียนคือรีบเผด็จศึกให้เร็วที่สุด เพราะหากยื้อไว้นานๆ เขาอาจครองสติให้ควบคุมพลังไม่อยู่ก็เป็นได้
    ทว่าอีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก น่าจะอยู่ในขอบเขตพระเจ้าขั้นที่ 1 อีกทั้งยังได้พลังของจักรพรรดิอสูรมาเสริมอีก ทำให้หลิงเทียนตึงมือเป็นอย่างมาก แถมในเวลานี้ก็ยังไม่มีใครสามารถมาช่วยเหลือเขาได้ ยามนี้เรียกได้ว่าทั้งบนฟ้า ภาคพื้นดิน มีการต่อสู้ที่รุนแรงลามไปทั่วราวกับเกิดสงครามก็ไม่ปาน
    นิกซ์กับเฮเมราที่อยากจะออกมาช่วยเขาก็ถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด เพราะหลิงเทียนสัมผัสได้ว่านอกเหนือจากพวกกองทัพครึ่งอสูรแล้ว ยังมีอีกหนึ่งตัวตนที่กำลังเฝ้าดูการสงครามอย่างสงบนิ่ง ซึ่งเขาไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรูจึงได้ให้นิกซืกับเฮเมราอดทนรออย่างใจเย็น
    "ตู้มมมมมมมมมม!!!"
    หลิงเทียนกับอู่เม่าที่ผลัดกันโจมตีต่างซัดฝ่ามือใส่อีกฝ่ายอย่างรุนแรง จนถึงกับส่งร่างของทั้งสองกระเด็นถอยไปชนกับขอบสนามประลองทั้งสองฝั่ง จนสนามประลองถึงกับพังครืนลงมา ทั้งหลิงเทียนและอู่เม่าถึงกับกระอักเลือดออกมาคำใหญ่
    "บ้าเอ้ย!! ขืนเป็นแบบนี้ข้าจะคงสติที่ปลดปล่อยพลังไม่อยู่เอานะ" หลิงเทียนที่กัดฟันสู้สบถอย่างหัวเสีย
    "ชิ!! ไอ้เด็กบ้านั่นยังเป็นมนุษย์อีกหรือไงว่ะ!!" อู่เม่าในร่างครึ่งอสูรก็อดสบถอย่างหวาดหวั่นไม่ได้เช่นกัน ตัวมันในฐานะครึ่งอสูรอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าพวกสายเลือดแท้ แต่พลังที่ได้จากการดูดกลืนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่แข็งแกร่งบวกกับพลังของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง ก็เพียงพอสังหารตัวตนระดับสูงของมิติแห่งการต่อสู้ได้ แต่กลับกำราบเด็กเพียงคนเดียวไม่ได้ ก่อนจะทันได้คิดอะไรต่อ
    "พรึ่บ!!"
    "เปรี๊ยง!!"
    จู่ๆ ร่างของหลิงเทียนก็มาปรากฏด้านหน้าของอู่เม่าอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มจู่โจมอย่างรวดเร็วทันที ในครั้งนี้หลิงเทียนจำต้องรีบจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด จึงจำเป็นต้องทุ่มสุดตัวแบบแลกชีวิต หากไม่เช่นนั้นเมื่อเขาไม่อาจควบคุมการผสานพลังได้อีก จะต้องเกิดผลที่ร้ายแรงกว่านี้แน่นอน
    อู่เม่าในคราวนี้ทำได้เพียงแค่ป้องกันอย่างเดียว เพราะตัวมันไม่ได้บ้าเช่นเดียวกับหลิงเทียน ที่แลกชีวิตในการต่อสู้ และยังรู้ด้วยว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามันมีพลังในการฟื้นฟูนิรันด์ จึงเริ่มป้องกันและหลบเลี่ยงตลอด เลยเผลอเปิดช่องว่างขึ้นมาทีละนิด หลิงเทียนพยายามทำเป็นไม่สนใจ เพราะเขาต้องการเพียงสิ่งเดียวนั่นก็คือจบการต่อสู้เพียงหนึ่งการโจมตี ฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องทำคือหาจุดอ่อนเดียวที่จบการต่อสู้นี้ได้ กับเวลาที่เริ่มนับถอยหลังช้าๆ ที่เขาจะสูญเสียการควบคุมพลังนั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน