ภายในหมู่บ้านตามทางนั้นเต็มไปด้วยซากศพที่เหือดแห้งแต่ทว่าิเฉิงก็ต้องแปลกใจ เพราะแต่ละศพนั้นกลับมีพิษแปลกๆชนิดหนึ่งบนหน้าผากของทุกศพ ิเฉิงพอสังเกตได้ดังนั้นเขาจึงเข้าไปใกล้ๆ
แล้วหยิบกิ่งไม้แถวนั้นไปััที่หน้าผากของศพนั้น หลังจากที่กิ่งไม้ได้ัักับหน้าผากของศพกิ่งไม้นั้นกลับค่อยๆละลาย
“ พิษเบญจมรณะิเฉิงพูดขึ้นเบาๆ
“ท่านรู้จักพิษนี้รึ... ไป๋หลานถามิเฉิง มันเป็พิษแบบไหนกันถึงได้สูบเืเนื้อของผู้คน
“พิษนี้เป็พิษที่ผู้ใช้นั้นอำมหิตนัก...ิเฉิงหลี่ตาแล้วพูด พิษนี้จะค่อยๆดูดเืของผู้ที่ได้รับ จากนั้น......เขาเงียบไปชั่วขณะ หลังจากนั้นผู้ตายจะกลายเป็หุ่นเชิด
“ไป๋หลานที่ฟังิเฉิงพูดก็ยังขนลุก....ฆ่าล้างทั้งหมู่บ้านเพื่อให้ได้หุ่นเชิด กองทัพผีขึ้นมา ผู้ที่ก่อเหตุ ต้องใจดำอำมหิตขนาดไหนถึงทำได้
“ท่านพอรู้จักคนในสำนักหมื่นพิษไหม...ิเฉิงถามขึ้น เพราะสำนักหมื่นพิษเป็สำนักเดียวที่สามารถปรุงพิษปรุงโอสถในเมืองหนานเชิงแห่งนี้
“ก็พอรู้จักบ้าง....หรือว่าท่านสงสัยคนสำนักหมื่นพิษ.... แต่ข้าว่าไม่น่าจะใช่ เพราะสำนักหมื่นพิษนั้นไม่ยุ่งเกี่ยวเื่า หลายปีมานี้สำนักหมื่นพิษ ทำตัวสงบมาโดยตลอด....ไป๋หลานพูด
"หากไม่ใช่คนของสำนักหมื่นพิษก็มีความเป็ไปได้อย่างเดียว....ผู้ที่ก่อเหตุครั้งนี้้าสร้างสถานการณ์เพื่อใส่ร้ายสำนักหมื่นพิษ...
หลังจากพูดจบทันใดนั้นบนฝากฟ้าก็มีคนลอยเข้ามาใกล้3คน ชายหนึ่งหญิงสอง ทั้งสามคนสวมใสอาภรณ์สีดำ
หลังจากที่ทั้งสามเก็นิเฉิงกับไป๋หลาน ทั้งสามจึงมุ่งหน้ามาทางพวกเขา จางเหว่ย ชายที่นำหน้าสุด เขาคือศิษเอกของสำนักหมื่นพิษ หญิงอีกสองคนคือผู้ติดตามเขา จากนั้นทั้งสามก็เหินลงมาข้างหน้าิเฉิงกับไป๋หลาน
"ศิษพี่ไป๋หลานท่านก็มาที่นี่.... จางเหว่ยยกมือคำนับไป๋หลาน จากนั้นเขาก็มองไปที่ิเฉิงแปปเดียวแล้วก็หันกลับมาพูดกับไป๋หลาน
"พิษนี้ท่านรู้จักหรือไม่... จางเหว่ยถามขึ้น "รู้... " ไป๋หลานกล่าวเสียงเรียบ
"นี่คือพิษของสำนักหมื่นพิษจริง.. แต่ว่าไม่ใช่คนของสำนักหมื่นพิษเป็คนลงมือ อาจารย์ได้ส่งข้ามาสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเื่นี้ บังเอิญมาเจอกับศิษพี่ไป๋หลานเข้าพอดี ไม่ทราบว่าศิษพี่ไป๋หลานมาสืบเื่นี้เหมือนกันเช่นนั้นรึ....
"ไป๋หลานไม่ได้ตอบจางเหว่ย นางกำลังมองไปที่ิเฉิงซึ่งตอนนี้กำลังค้นพบบางอย่าง ในมือของิเฉิงตอนนี้กำลังถือเตาหลอมใบหนึ่งขึ้นมา
"นี่... ทั้งสี่คนต่างก็มองไปที่ิเฉิง เพราะนี้คือเตาหลอมของสำนักหมื่นพิษ "แล้วเตาหลอมนี้จะอธิบายยังไง.. ิเฉิงพลันถามขึ้นมา จางเหว่ยเดินเข้ามาทางิเฉิง จากนั้นก็หันไปพูดกับไป๋หลาน
"นี่คือเตาหลอมของสำนักหมื่นพิษจริง.... แต่ข้ายังไม่มีคำอธิบายให้ศิษพี่ไป๋หลานตอนนี้ แต่ท่านเชื่อข้าเถอะ นี่มิใช่ฝีมือของสำนักหมื่นพิษแน่นอน
"เช่นนั้นเป็ฝีมือของใครกันละ.... ไป๋หลานพลันถามกลับ
"บอกตามตรง เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ประมุขสำนักเงาจันทร์ได้มาหาอาจารย์ แล้วพยายามจะโน้มน้าวใจให้อาจารย์ ให้เข้าร่วมสำนักเงาจันทร์ แต่อาจารย์ไม่มีท่าทีว่าจะเข้าร่วม จึงได้มีปากเสียงกันนิดหน่อย ข้าจึงคาดเดาได้ว่าสำนักเงาจันทร์สร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายสำนักหมื่นพิษ
"แต่สำนักเงาจันไม่มีใครฝึกวิถีโอสถ แล้วจะปรุงพิษขึ้นมาได้ยังไง... ไป๋หลานถามเสียงเรียบ
"แน่นอนสำนักเงาจันทร์ไม่สามารถปรุงพิษขึ้นมาได้... แต่..... มีอยู่คนผู้หนึ่งที่สามารถปรุงพิษนี้ขึ้นมาได้
"ใคร..
" เมื่อสิปปีก่อนมีศิษสำนักหมื่นพิษคนหนึ่งได้ลอบฝึกศาตร์ต้องห้ามของสำนัก จึงได้ถูกสำนักทำลายพลุงยุทธ์และขับไล่ออกจากสำนัก พิษนี้เป็หนึงในสิบของศาตร์ต้องห้าม แต่ความเป็ไปได้ที่คนผู้นี้จะสามารถกลับมาปรุงพิษได้อีกแทบเป็ไปไม่ได้เลย ทางสำนักได้ทำลายพลังยุทธ์ ชีพจรขาดสะบั้น หากไม่มีพลังยุทธ์ แล้วเขาจะสามารถปรุงยาพิษขึ้นมาได้ยังไง....?
"ปรุงได้....... แต่ว่าอาศัยกำลังของคนอื่นเพื่อจุดไฟในเตา.... ิเฉิงที่เงียบอยู่นานก็พลันพูดขึ้น ทั้งหมดหันหน้ามาทางิเฉิง
"หือ.. หรือว่าศิษน้องผู้นี้มีความรู้ด้านโอสถอยู่บ้าง ก็จริงอย่างที่เ้าว่า อาศัยกำลังของคนอื่นเพื่อปรุงยา แต่ว่าวิธีนี้จะกัดกินพลังชีวิตของผู้ที่ให้ยืมพลัง ใครมันจะยอมสละพลังชีวิตกันละ ... จางเหว่ยกล่าว
"ดูนี่.... ิเฉิงพลันยกตำหลอมขึ้นมาให้ทุกคนดู แล้วอยู่ๆพิษก็เกิดการผันผวนขึ้น และเตาหลอมก็สลายไป ทุกคนที่ยืนดูก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น
"ิเฉิงที่เงียบไปสักพักก็พูดขึ้นมา... พิษนี้ถูกปรุงและควบคุมโดยผู้ฝึกวิถีจิต การผันผวนของพิษจะไม่เกิดขึ้น หากพิษนั้นไม่ถูกควบคุมโดยผู้ฝึกวิถีจิต ตอนนี้คนผู้นั้นรู้แล้วว่าเรากำลังสืบหาเื่นี้ เกรงว่าจากนี้ไปพวกเราคงต้องจับกลุ่มกันแล้วละ พลังจิตของคนผู้นี้... พอิเฉิงพูดมาถึงตรงนี้เขาก็เงียบไปแล้วหลี่สายตาลง แล้วพูดขึ้นว่า... แข็งเกร่ง....
"ดูท่าศิษน้องผู้นี้จะเชี่ยวชาญเื่พิษเื่นี้คงต้องให้ศิษน้องยื่นมือเข้าช่วยแล้ว.... ไม่ทราบว่าศิษน้องมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร จางเหว่ยกล่าวถามิเฉิง เพราะิเฉิงนั้นดูเชี่ยวชาญเื่พิษมากกว่าตนเสียอีก
"ิเฉิง...."
"หลังจากได้ยินชื่อ จางเหว่ยก็เงียบไปชั่วขณะ จากนั้นก็พูดขึ้น " ที่แท้เป็สามีของศิษพี่ไป๋หลาน... เื่นี้ข้าจางเหว่ยละลายใจนัก แต่ความรู้ด้านพิษของศิษน้องเฉิงดูจะเชี่ยวชาญยิ่ง คงต้องอาศัยศิษน้องเฉิงแล้ว หวังว่าศิษพี่ไป๋หลานจะไม่คัดค้าน...
"ตอนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้ว พวกเราหาที่พักก่อนเถอะ ... ไป๋หลานพลันพูดขึ้นด้วยเสียงเรียบ
หลังจากที่หาที่พักสำหรับค้างคืนใกล้ๆแม่น้ำได้แล้ว ิเฉิงตอนนี้กำลังเดินสำรวจรอบๆ ส่วนไป๋หลานกับจางเหว่ย ตอนนี้กำลังปรึกษาเื่แผนการที่จะไปหาตัวผู้ปรุงยาพิษนี้ ส่วนหญิงสาวอีกสองคนผู้ติดตามจางเหว่ยตอนนี้กำลังออกสำรวจรอบๆเหมือนิเฉิง แม้ว่าป่าแห่งนี้จะไม่ค่อยมีสัตว์อสูร แต่พวกเขาจำเป็ต้องระวัง
ิเฉิงตอนนี้กำลังยืนเงียบๆ ข้างแม่น้ำ เขาแอบมองไปที่ไป๋หลานกับจางเหว่ยที่กำลังปรึกษากันอย่างกับคนสนิท ิเฉิงมองไปสองครั้ง จากนั้นก็กลับมายืนสงบ ฟังเสียงแม่น้ำที่ไหลหลั่ง
"ธรรมชาติคือจิต จิตคือตัวบงการ ไร้พลัง หากแต่ไม่ไร้จิต เสียงของ ซิ่วอิงในห้วงดวงจิต กล่าวประโยคนี้ออกมา ิเฉิงที่ได้ฟังเช่นนั้น กลับสายตาเบิกโพรงทันที่ ธรรมชาติคือจิต จิตคือตัวบงการ ที่แท้ข้ากำลังใช้จิตััธรรมชาติ จากนั้นิเฉิงก็ยืนตั้งสมาธิใหม่ เสียงที่เขาได้ยินตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็แม่น้ำ สัตว์อสูร หรือแม้แต่ใบ้ไม้ที่ล่วงลงสู่พื้นดิน ภายในรัสมี 10ลี้ ิเฉิงล่วนได้ยินอย่างแจ่มชัด ไร้พลัง หากแต่ไม่ไร้จิต ตอนนี้ิเฉิงััได้ว่าห้วงจิต เขาสามารถใช้จิตบังคับให้เกิดเป็พลังแขน่งหนึ่งขึ้นมาได้.... สติสัมปชัญญะ ของเขากระจ่างใสกว่าแต่ก่อน ที่แท้วิถีพลังจิตของข้ากลับไปถึงขั้นสอง พร้อมวิถีกระบี่
"พึ่งมารู้ตัวเอาอะไรตอนนี้ เ้าเด็กงี่เง่า วิถีจิตของเ้าแข็งเกร่งเกือบเทียบเท่าวิถีกระบี่ แต่เ้ากลับไม่เคยััถึงมัน ซิ่วอิงพูดเสียงเรียบปนดุนิดๆ
"หรือว่าอาจารย์รู้มาโดยตลอด และที่ท่านไม่ชี้แนะเคล็ดกระบี่วิรุฬหกทิศ เป็เพราะ ้าให้ศิษได้พัฒนาวิถีจิตไปในตัว.... ิเฉิงพลันกระจ่างในทันที ที่แท้ท่านกลับส่อนสั่งมาโดยตลอด แต่ข้ากลับงี่เง่า ดังท่านว่า... ิเฉิงกล่าวขอบคุณ ซิ่วอิง
"เคล็ดวิชามากมายในกระบี่เ้ากลับไปเยี่ยมเยียนเพียงครั้งเดียว.... ไม่ได้เื่จริงๆ เ้าเด็กงี่เง่า หึ... พูดจบนางก็เงียบไป จากนั้นิเฉิงก็กลับมาเป็ปกติ
แท้ที่จริงนางอยากให้ิเฉิงได้เรียนรู้และกระจ่างด้วยตัวเขาเอง พอตก่ดึก ิเฉิงก็ยังคงยืนอยู่ริมแม่น้ำหลับตาอยู่อย่างนั้น ทั้งที่คนอื่นตอนนี้พักผ่อนไปหมดแล้ว เสียงฝีเท่าเดินเข้ามาหาเขา แล้วมายืนข้างๆเขา
"ริมแม่น้ำแห่งนี้มีอะไรพิเศษ เหตุใดท่านจึงยืนอยู่หลายชั่วยาม ... เป็เสียงของไป๋หลาน ที่ดังขึ้น.. ิเฉิงที่ได้ยินนางถามเขาก็ลืมตาขึ้นแล้วพูด
"มองดูแม่น้ำแห่งนี้ยังดีกว่าไปมองดูสิ่งที่บาดตาบาดใจ.....
"บาดตาบาดใจ.... ท่านหมายถึงอะไร ไป๋หลานถามกลับด้วยความมึนงง
"ช่างเถอะ ข้าแค่พูดไปเรื่อย... ไป๋หลานคิดไปคิดมา นางมองดูิเฉิงแล้วยิ้มขึ้นที่มุมปาก
"หรือว่าท่านกำลังหึงหวงข้า.... นางถามออกไป ิเฉิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็คิ้วกระตุกทันที
"ใครหึงท่านกัน.. ิเฉิงทำเป็พูดเสียงเ็าแล้วนั่งลงที่โขดหินด้านหน้า ไป๋หลานที่เห็นท่าทีเช่นนี้ของิเฉิง ก็อดที่จะยิ้มที่มุมปากน้อยๆไม่ได้ จากนั้นนางก็ขยับเข้าไปใกล้ิเฉิงแล้วนั่งลงข้างๆ ทั้งคู่ไม่มีการพูดจาใดๆ เพียงนั่งมองแม่น้ำภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องไปด้วยกันเท่านั้น
นั่งไปได้สักพักก็ถึงเที่ยงคืนแล้ว ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง ลมเย็นพัดโชย ไป๋หลานกึ่งหลับกึ่งตื่นเพราะงวงแล้ว นางจึงเผลอเอียงศีรษะไปซบที่ไหล่ของิเฉิงผ้าปิดหน้าที่นางใส่ไว้บดบังใบหน้าที่งดงามของนางก็พลันหลุดออกจากตะขอที่เกี่ยวไว้ ิเฉิงััได้ว่าไหล่ของตนตอนนี้กำลังถูกไป๋หลาน เป็หมอนให้นางในคืนนี้
ิเฉิงจ้องมองใบหน้าที่ละเอียดอ่อนของนางอยู่อย่างนั้น เขาที่เห็นนางกำลังหลับอย่างสบายจึงไม่อยากไปปลุกนางให้ตื่น ิเฉิงเอื้อมมืออีกข้างไปซ้อนที่ศีรษะของนาง จากนั้นิเฉิงก็โอบกอดร่างของนางแล้วให้ศีรษะของนางมาพักพิงที่หน้าอกของตน ิเฉิงโอบกอดนางไว้อย่างนั้น ความจริงนางตื่นั้แ่ศีระษะของนางถูกิเฉิงซ้อนไว้แล้ว แต่นางแกล้งทำเป็หลับ นางที่รับรู้ได้ว่าิเฉิงกำลังโอบกอดก็ไม่ได้มีท่าทีอะไร ปล่อยให้เขาโอบกอดอยู่อย่างนั้น
เพราะนางชอบตอนนี้ ที่ิเฉิงอ่อนโยน ส่วนท่าทีเ็าของเขานางก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ เพียงแต่นางชอบที่ิเฉิงนั้นอ่อนโยน แล้วนางก็หลับไปอยู่ภายใต้อ้อมกอดของิเฉิง