บทที่ 10 ดาบมายา (รีไรท์)
ด้านตะวันออกของอำเภอผิงสุ่ยคือแนวเทือกเขาอินทรีครวญ ความหมายก็คืออินทรีย์เห็นแนวเทือกเขานี้แล้วยังต้องร่ำไห้สะอื้น
เทือกเขาอินทรีครวญมีความลาดชันสูง สภาพพื้นที่อันตราย ูเาซ้อนกันเป็ชั้น ๆ ทุกสิบก้าวจะเจอช่องเขา ทุกร้อยก้าวจะเจอแนวเขา ทุกพันก้าวจะเจอหน้าผา
โจรป่ามากมายปักหลักในที่แห่งนี้ ม้าศึกไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ เหมาะสำหรับทำเป็ที่ซุกซ่อนและหลบหนี
ภายใต้คำชี้แนะ เจียงผิงอันกำลังมุ่งหน้าตรงมายังแนวเทือกเขาอินทรีครวญ
ทหารที่ไล่ตามหลังไม่กล้าเข้าใกล้จนเกินไป เพียงแค่ตามอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น อย่างไรเสียพวกเขาก็ยังกลัวตาย
เมื่อเห็นเทือกเขาอินทรีครวญอยู่ตรงหน้า เสียงหัวเราะกึกก้องดังมาจากด้านหลังในพลัน
“ฮ่า ๆ ดวงข้าดีเสียจริง ๆ ข้าเลิกติดตามเ้า แล้วหันกลับเข้าเมือง ไม่นึกเลยว่าเ้าจะอยู่ในเมือง!”
ผู้ชายร่างั์ขี่ม้าสีดำปรากฏตัว ม้าที่เขาขี่วิ่งทะยานรวดเร็วจนแซงหน้าทหารคนอื่น ๆ พุ่งเข้ามาใกล้เจียงผิงอันอย่างรวดเร็ว
“ไอ้หนู มอบของวิเศษมา แล้วข้าจะให้เ้าได้ไปสบาย!”
ผู้ชายร่างั์แสดงความตื่นเต้นยินดีมากขึ้นเรื่อย ๆ
เจียงผิงอันชำเลืองมองเสื้อผ้าและชุดเกราะบนตัวอีกฝ่าย เหมือนที่ชุยเซียวใส่ไม่มีผิด
คนคนนี้เป็นายกองขั้นสองเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าแกร่งเพียงใด
นายกองขั้นสองก็มีการแบ่งระดับเช่นกัน ผู้ที่อ่อนที่สุดเทียบได้กับขอบเขตก่อปราณขั้นสาม ผู้ที่แกร่งที่สุดเทียบได้กับขอบเขตก่อปราณขั้นห้า
เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามเข้ามาใกล้ตนมากขึ้นทุกทีแล้ว เจียงผิงอันหน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมา
ไม่อาจหนีได้อีกแล้ว
ฉับพลันชายร่างั์ก็ดึงบังเหียนให้ม้าหยุด แล้วะโลงมา
“ข้ายอมแพ้”
ชายร่างั์เห็นเช่นนี้แล้วถึงกับนิ่งตะลึงไปชั่วครู่ ยอมแพ้กันง่าย ๆ เช่นนี้เลยหรือ?
เขาเห็นเด็กหนุ่มเดินมาอยู่ตรงหน้า จากนั้นหยิบหินิญญาสามก้อนออกมาจากอกเสื้อวางลงบนพื้น “ข้ายอมแพ้ นี่เป็ทรัพย์สินทั้งหมดที่ข้ามี”
ชายร่างั์ก้มหน้ามอง
ขณะเดียวกันนี้เอง เจียงผิงอันชักดาบยาว ตวัดฟันอีกฝ่ายเต็มแรง
เคร้ง!
ดาบสองเล่มปะทะกัน เกิดเป็สะเก็ดไฟกระจายสว่างวาบ
“ฮ่า ๆ ไอ้เด็กหน้าโง่ เ้าคิดว่าข้าจะโง่เขลาเหมือนชุยเซียวหรือ?”
ชายร่างั์หัวเราะเสียงดัง มือขนาดใหญ่ออกแรงกดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเจียงผิงอันต้องย่อตัวจนเข่าติดพื้น
สีหน้าของเจียงผิงอันเปลี่ยนไป พลังของคนคนนี้แกร่งกว่าชุยเซียวมาก!
ง่ามมือที่กุมด้ามดาบโดนกดจนเกิดแผลเืไหล กล้ามเนื้อแขนเจ็บราวกับโดนบีบจนใกล้แตก
สู้ในระยะประชิดเช่นนี้ผู้ฝึกยุทธ์เป็ฝ่ายได้เปรียบจริง ๆ
พลังของทั้งสองฝ่ายอยู่คนละระดับชั้น!
ชายร่างั์หัวเราะเหี้ยม “สู้ระยะประชิดกับผู้ฝึกยุทธ์อย่างนั้นหรือ? โง่เง่าเสียจริง”
ดาบของเจียงผิงอันโดนอีกฝ่ายกดจนเข้ามาใกล้คอตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ หากออกแรงมากกว่านี้เพียงนิด คอของเขาคงขาดสะบั้นแน่!
ทันใดนั้นแสงสีเขียวลำหนึ่งปรากฏขึ้น ดาบของชายร่างั์เด้งออกไปในชั่วพริบตา
“ข้าจะทลายเกราะป้องกันของเ้า!” ชายร่างั์ตวัดดาบ ฟันเข้าใส่อีกครั้ง ครั้งนี้เพิ่มแรงมากกว่าเดิมเป็เท่าตัว
เด็กหนุ่มไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว อย่างไรเสียเขาก็ต้องเป็ฝ่ายชนะ
เจียงผิงอันฝืนทนความเจ็บที่แขน ตวัดดาบขึ้นรับอย่างรวดเร็ว
“ไม่มีประโยชน์หรอก! ดาบมายา!”
เงาดาบทะลุผ่านดาบของเจียงผิงอัน ฟันไปที่เกราะคุ้มกายเต็มแรง
โครม!
ดาบถูกเกราะคุ้มกายสกัดอีกครั้ง
ทว่า… คราวนี้อีกฝ่ายกลับหยุดชะงักไป
เคร้ง!
ดาบในมือชายร่างั์หลุดร่วง
เขาจับคอตัวเองแน่น เืพุ่งกระฉูดออกจากง่ามนิ้วมือไหลเป็สาย
“ดาบ… ดาบมายา...”
บนหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความงุนงง ไม่อยากจะเชื่อ
ตนร่ำเรียนมานานหลายปีจึงศึกษาวิชาดาบมายาขั้นที่หนึ่งสำเร็จ แต่เด็กหนุ่มคนนี้ เขามั่นใจว่าเพิ่งศึกษาวิชาดาบมายาได้ไม่กี่วันแน่นอน กลับทำได้ถึงขั้นนี้แล้ว
พร์ มีพร์ในการฝึกยุทธ์...
เจียงผิงอันเก็บดาบที่ยังมีคราบเืติดช้า ๆ พลางหอบหายใจแรง
“ถึงแม้จะศึกษาวิชาดาบมายาเพียงพื้นฐานเท่านั้น แต่คู่ต่อสู้คาดไม่ถึงถือว่าเพียงพอแล้ว”
่เวลาหลายวันมานี้ นอกจากเพิ่มพูนการฝึกตนแล้ว เวลาที่เหลือเขานำมาศึกษาวิชาดาบมายา
เหมือนดังที่ผู้ฝึกยุทธเหล่านี้พูด สู้ในระยะประชิดเป็จุดอ่อนของเขา ถ้าเช่นนั้นก็ต้องศึกษาวิชาต่อสู้ระยะประชิด
ศึกษาเพียงห้าหกวัน พอทำให้เกิดเป็เงาเลือนรางเล็กน้อยเท่านั้น หากพิจารณาดูให้ดีคงไม่โดนหลอก
จะโทษก็ต้องโทษที่อีกฝ่ายคาดไม่ถึงเองว่าตนจะใช้กระบวนท่าของพวกเขารับมือ
ตู้ม!
ชายร่างั์ล้มลงกับพื้น ขาดใจตาย
หลังจากเก็บหินิญญามาแล้ว เจียงผิงอันก็ค้นตัวอีกฝ่ายได้ยามาสองขวดกับตำราอีกหนึ่งเล่ม พลางก้มเก็บดาบแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในเทือกเขาอินทรีครวญโดยเร็ว
หลังจากเข้าสู่เทือกเขา ไม่จำเป็ต้องใช้ม้าอีก เพราะกำลังของม้าเหล่านี้ลดน้อยลงมากแล้ว
ทหารที่ไล่ตามหลังมาเห็นชายร่างั์ตาย หน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เห็นชัด ๆ ว่านายกองขั้นสองคนนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าชุยเซียว แต่กลับโดนฆ่าได้ง่าย ๆ!
หรือว่าความสามารถของเด็กหนุ่มคนนั้นเพิ่มขึ้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ห้าหกวัน?
พวกเขาไม่กล้าไล่ตามไปอีก ความกลัวตายพวยพุ่งอยู่ในหัวใจของพวกเขา
เด็กหนุ่มคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว
เมื่อเก็บของทุกอย่างเสร็จแล้ว เจียงผิงอันก็วิ่งเข้าไปในเทือกเขาทันที
โชคดีที่ครั้งนี้เจอเพียงแค่คนเดียว หากเจอคนในระดับเดียวกันทีเดียวเป็ฝูง เขาคงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นจะต้องหนีไปให้ไกล ๆ
หลังจากวิ่งหนีหนึ่งวันเต็ม ๆ โดยไม่หยุดพัก ข้ามูเาหลายสิบลูก ผ่านหน้าผาสูงชันหลายสิบแห่ง หล่นเข้าไปในร่องเขาอยู่หลายครั้ง หากไม่ใช่เพราะมีหยกคุ้มภัย เขาอาจจะพลัดตกลงไปตายแล้วก็เป็ได้
สุดท้ายมาหยุดอยู่ที่ริมบึงซึ่งไร้ร่องรอยของผู้คน
น้ำในบึงใสจนเห็นพื้น ข้างบึงมีหินร้าวขนาดใหญ่สามารถจุคนได้สองสามคน
เจียงผิงอันฟันกิ่งไม้มาท่อนหนึ่ง ปักตรงปากทางเข้าซึ่งเป็รอยร้าวของหินเพื่ออำพรางรอยร้าวแห่งนี้ จากนั้นเขาจึงมุดเข้าไปข้างใน
เจียงผิงอันไม่หยุดพัก พอเข้ามาถึงก็หยิบอ่างสัมฤทธิผลออกมาและตรวจดูของที่ยึดมาได้
ยาสองขวดมียาทั้งสิ้นสามเม็ด ประกอบกับโอสถปราณโลหิตที่ได้มาก่อนหน้า รวมทั้งสิ้นห้าเม็ด
โอสถปราณโลหิตนี้ใช้สำหรับฝึกปราณโลหิต มีราคาสูง กระทั่งนายกองขั้นสอง ได้มามากสุดเพียงแค่สามเม็ดต่อเดือนเท่านั้น
แล้วยังมียาจินฉวงอีกขวดหนึ่ง ยานี้ใช้สำหรับห้ามเื สมานาแ
และยังมีตำราอีกหนึ่งเล่ม เป็ตำราเคล็ดปราณโลหิตเหมือนกับที่ได้มาจากชุยเซียว
ฝึกวิชานี้แล้วจะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ เืลมเพิ่มพูน พลังสูงขึ้น
ลูบาแที่แห้งกรังบนง่ามมือ เจียงผิงอันครุ่นคิดอยู่นานจึงตัดสินใจฝึกวิชานี้
เมื่อวานปะทะดาบกับชายร่างั์คนนั้นจนง่ามมือเป็แผลเหวอะ กระทั่งตอนนี้ก็ยังรู้สึกปวดไม่หาย
หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายคาดไม่ถึงว่าตนเองจะใช้วิชาดาบมายาล่ะก็ ตนเองคงไม่มีทางหนีรอดเป็แน่
พลังของคนเหล่านี้แข็งแกร่งเกินไป หากไม่ใช่เพราะมีหยกคุ้มภัยเขาคงตายไปแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ สามารถพ่นไฟ ควบคุมน้ำ ควบคุมไม้ได้… แต่เขากลับทำอะไรไม่เป็สักอย่าง
่เวลานี้เพิ่มพูนพลังและฝึกเพลงดาบจึงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด
ทว่า… ก่อนที่จะศึกษาเคล็ดปราณโลหิต เขาต้องทะลวงขั้นอีกสักครั้ง
วันนี้เพิ่มหินิญญาอีกครั้งก็น่าจะสามารถทะลวงขั้นได้
หนึ่งชั่วยาม*[1]ผ่านไป ได้ยินแต่เพียงเสียงแตกร้าวดังออกมาจากรอยแยกของหิน ปราณิญญาโดยรอบพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่งราวกับคลื่นทะเลซัดโถม
ก่อปราณขั้นที่สี่
ทะลวงขั้นครั้งนี้ต้องใช้หินิญญาหนึ่งร้อยหกสิบกว่าก้อน
เท่ากับว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบหกวัน
ยิ่งบรรลุขั้นที่สูงขึ้น เวลาและหินิญญาที่ต้องใช้ก็ยิ่งมากขึ้น
ได้ยินผู้เฒ่าในโรงน้ำชาคุยกันว่าหลังจากบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว ใช่ว่ามีหินิญญามากก็สามารถบรรลุได้ จำเป็ต้องมีอาจารย์ด้วย
อย่าว่าแต่บรรลุขั้นสร้างรากฐานเลย จะไปให้ถึงขอบเขตสร้างรากฐานก็ไม่ใช่เื่ง่ายเหมือนกัน ดูเหมือนว่ายังต้องมียาที่ชื่อว่าโอสถสร้างรากฐานอีกด้วย
อย่าเพิ่งไปสนใจเลย ฉวยโอกาสใน่เวลานี้ศึกษาเคล็ดปราณโลหิตเป็การดีที่สุด
เคล็ดปราณโลหิตมีด้วยกันสามขั้น บรรลุขั้นที่หนึ่งเปรียบได้กับพลังขอบเขตก่อปราณขั้นที่สาม หากบรรลุถึงขั้นที่สอง เปรียบได้กับขอบเขตก่อปราณขั้นที่หก หากศึกษาจนถึงขั้นที่สามเปรียบได้กับขอบเขตก่อปราณขั้นที่เก้า
และแน่นอนทั้งหมดนี้เป็เพียงแค่ขั้นพลังเท่านั้น
หากว่าเจียงผิงอันมีมนต์คาถา เขาย่อมสามารถกำจัดผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
หลังจากกินโอสถปราณโลหิตเม็ดนี้แล้ว เจียงผิงอันรู้สึกราวกับมีลูกไฟพลุ่งพล่านอยู่ในช่องท้อง และแผ่ซ่านขยายไปสู่แขนขา เส้นเอ็นทุกเส้น กระดูกทุกชิ้น
เด็กหนุ่มหยิบดาบออกมา ะโเข้าไปในบึง เริ่มฝึกฝนเพลงดาบ
ผู้ฝึกยุทธ์ต่างไปจากผู้ฝึกตน ผู้ฝึกตนนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจก็สามารถบรรลุขั้นได้ แต่ผู้ฝึกยุทธ์ต้องฝึกฝนร่างกาย ซึ่งก็หมายความว่าต้องทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า
น้ำที่ใสสะอาดเริ่มเปลี่ยนเป็ขุ่นมัวหลังจากที่เจียงผิงอันะโลงไป
ขณะที่เขากำลังฝึกฝน ทหารกลุ่มหนึ่งก็บุกขึ้นเทือกเขาอินทรีครวญ
“หากอยู่ต้องเห็นตัว หากตายต้องเห็นศพ พวกสร้างความแตกแยกเช่นนี้กล้าดีฆ่าทหารของข้า สมควรตาย!”
“ใครหาตัวพบก่อน มีทองพันชั่งเป็รางวัล!”
“นายกองผู้ยิ่งใหญ่!!”
มีรางวัลเช่นนี้ ทหารทั้งหลายต่างมีกำลังใจฮึกเหิม ไอ้เด็กคนนี้ พวกเขาจะต้องจับตัวมาให้ได้!
[1] 1 ชั่วยามเท่ากับ 2 ชั่วโมง