บทที่ 2 อย่างน้อยก็ไม่โดดเดี่ยว
“ชื่อของข้าคือ ไป๋หลิงเยี่ย ศิษย์เอกแห่งหุบเขาเจี้ยนฝู สังกัดของท่านอาจารย์าุโเทียนเฉิง จากสำนักซาน”
แท้จริงคนที่นอนหลับอยู่บนกิ่งไม้สูงก็คือไป๋หลิงเยี่ย เขาดักรออยู่ที่นั่นั้แ่เมื่อคืน โดยไม่รู้ว่าภายในสำนักซานเกิดอะไรขึ้น ไป๋หลิงเยี่ยรู้แต่เพียงว่า การลงเขาครั้งนี้เป็คำสั่งของท่านอาจารย์ ไป๋หลิงเยี่ยซึ่งเป็ศิษย์คนสำคัญ จะต้องทำตามประสงค์ของอาจารย์อย่างสุดความสามารถ
ก่อนออกจากหุบเขาโดยใช้ทางลับที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงห้องของท่านอาจารย์ ผู้าุโท่านนั้นบอกเพียงว่า ก่อนลงจากหุบเขาเข้าสู่เขตชุมชน ให้ไป๋หลิงเยี่ยรอพบคนผู้หนึ่ง และหน้าที่หลักของไป๋หลิงเยี่ยคือช่วยเหลือเกื้อกูลเขาคนนั้นให้ดี ส่วนเหตุผลอื่น ๆ ท่านอาจารย์เทียนเฉิงไม่ได้บอกไว้
ระหว่างเดินเท้าออกจากหุบเขา ในใจของหลิงเยี่ยเกิดคำถามหลากหลายแทบนับจำนวนไม่ถ้วน อยากรู้ว่าท่านอาจารย์มีจุดประสงค์ใดกันแน่ ถึงได้ส่งหลิงเยี่ยออกนอกสำนักในยามวิกาล ด้วยสถานะที่เป็แค่ลูกศิษย์วัยเยาว์ หลิงเยี่ยอยากรู้แต่ไม่อยากถาม ได้แต่ทำความเข้าใจด้วยตัวเองว่า หากท่านอาจารย์บรรลุวัตถุประสงค์เมื่อใด เมื่อนั้นท่านอาจารย์คงชี้แจงแถลงไขให้ทราบเอง
ไป๋หลิงเยี่ยรู้แค่ว่า เขาจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวัง ที่อนุญาตให้เดินทางลงเขา
ไม่กี่ชั่วยามหลังจากนั้น คาดไม่ถึงว่าคนที่ท่านอาจารย์ส่งมา จะเป็เ้าอ้วนไฉหรงฉ่าง ที่นอกจากเื่กินกับเื่นอน ก็หาความเก่งกาจจากเื่อื่นไม่ได้ ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ พอลงเขามาไม่ทันไร ก็ถูกคนสองฝ่ายแย่งตัว ซ้ำร้ายยังเป็ไข้อีก
บอกได้คำเดียวว่าเวรกรรมหนอเวรกรรม...
“ข้าคิดไว้แล้ว ว่าสถานะของเ้าต้องไม่ธรรมดา ที่แท้ก็เป็คนจากสำนักซานนี่เอง มิหนำซ้ำยังเป็ศิษย์คนสำคัญของอาจารย์เทียนเฉิงอีกด้วย สมแล้วที่ตะกั่วพิษของข้าทำอะไรเ้าไม่ได้”
จั่วซู่ระบายยิ้มเล็กน้อยในขณะที่สนทนากับคนร่วมทาง ด้านหลิงเยี่ยเองไหนเลยจะไม่เจาะจงถามหาประวัติของจั่วซู่ “ชื่อเสียงอาจารย์ข้าขจรขจายไปทั่วแว่นแคว้น น้อยคนที่จะไม่รู้จัก แล้วท่านเล่า? เป็ใครมาจากไหน? ปรมาจารย์หวังที่ท่านกล่าวถึง คือใครกันแน่?”
หลิงเยี่ยเห็นว่าคนทั้งคู่ใช้แซ่เดียวกัน จึงทดไว้ในใจว่าปรมาจารย์หวังกับหวังจั่วซู่อาจเป็สายเืเดียวกัน แต่ถึงกระนั้นการคาดเดาก็เป็เพียงการคาดเดาเท่านั้น ดีที่สุดจะต้องได้ฟังทุกอย่างจากปากเ้าของแซ่ จึงจะถือเป็การยืนยันตัวตนที่สมบูรณ์
“อันที่จริง ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าข้าเป็ใครมาจากไหน แม้แต่ชื่อของตัวเองข้ายังจำไม่ได้ เื่ปูมหลังของข้าก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ข้ารู้แต่เพียงว่า...หลังลืมตาตื่นขึ้นมา ปรมาจารย์หวังก็คือผู้ช่วยชีวิต และให้ที่อยู่อาศัยแก่ข้า กลายเป็หนึ่งในผู้มีพระคุณของข้า ไม่รู้ว่าชาตินี้ทั้งชาติข้าจะตอบแทนได้หมดหรือไม่ หลังจากไม่มีแซ่อยู่ระยะหนึ่ง ปรมาจารย์หวังเห็นใจ จึงให้ใช้แซ่หวังรวมกับอักษรสองพยางค์ เขียนว่าจั่วกับซู่ จึงกลายเป็ข้าหวังจั่วซู่ในทุกวันนี้”
จั่วซู่พูดทั้งหมดนี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า
“ปรมาจารย์หวังคืออาจารย์ของข้า มีชื่อเสียงด้านการปรุงยา สกัดโอสถ และรักษาโรค คนในยุทธภพตั้งสมญานามให้อาจารย์ข้าว่า หมอเทวดา ทว่าอาจารย์ข้าไม่ชอบพัวพันกับคนหลายฝ่าย จึงหลีกเร้นมาอยู่ในหมู่บ้านชุนไหล ตำบลต้าโจว”
ไป๋หลิงเยี่ยเป็ยุวปัญญาวัยเยาว์ จึงสามารถจำแนกสิ่งที่จั่วซู่เพิ่งพูดออกมาได้เป็ข้อ ๆ แล้วถามทวนไปยังต้นเสียงอีกครั้ง เพื่อเป็การย้ำชัดในสถานะความเป็มาของจั่วซู่
“อย่างแรกท่านคือคนความจำเสื่อมที่ถูกช่วยชีวิตไว้ ต่อมาพอถูกอาจารย์หวังช่วยเหลือและให้ที่อยู่ ท่านจึงตั้งใจจะแทนคุณด้วยการอยู่ข้างเคียง...คอยเป็มือเป็เท้า หรือจะพูดให้สุภาพก็คือคอยเป็ผู้ช่วยของผู้เฒ่าหมอคนนั้น ใช่หรือไม่?”
ไป๋หลิงเยี่ยแปลกใจอยู่จุดหนึ่ง นั่นก็คือ หากเป็คนทั่วไป ทันทีที่รู้ว่าตัวเองลืมตาตื่นมาพร้อมกับความทรงจำที่หายไป ร้อยทั้งร้อยจะต้องหมกมุ่นในการค้นหาคำตอบ และร้อนใจอยู่กับการฟื้นคืนความทรงจำให้กับตัวเอง เหตุไฉนเขาคนนี้ถึงได้ดูเมินเฉยนัก
“เ้าฉลาดกว่าเด็กทั่วไปนัก ฟังข้าพูดไม่กี่อย่าง ก็จับทางได้หมด”
จั่วซู่เหลือบมองคนข้างกาย ก่อนจะอดยื่นมือมายีหัวเ้าเด็กช่างวิเคราะห์คนนั้นไม่ได้ นี่ทำให้หลิงเยี่ยหงุดหงิดมาก! การยีหัวจากคนแปลกหน้าทำให้เขาดูเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่งจริง ๆ ทั้งที่ไป๋หลิงเยี่ยคนนี้เป็ถึงศิษย์เอกของท่านอาจารย์เทียนเฉิงเชียวนะ!!
ไป๋หลิงเยี่ยอ่อนเยาว์แค่เพียงหน้าตาและสัดส่วนเท่านั้น
'เด็กแล้วอย่างไร อายุสี่ขวบแล้วอย่างไร มันสมองของข้าหาได้ด้อยไปกว่าบุรุษวัยกลางคน'
นี่คือสิ่งที่ชำแรกแล่นอยู่ในโสดสมองของหลิงเยี่ย เพียงแต่เ้าตัวไม่ได้ถ่ายทอดออกไปเป็คำพูด หลิงเยี่ยก็แค่เอียงหัวหลบให้พ้นฝ่ามือหยาบ ๆ ของจั่วซู่ก็เท่านั้น
“เหตุใดท่านไม่ตามหาความทรงจำที่หายไปของตัวเอง ท่านไม่อยากรู้หรือ? ว่าท่านเป็ใครมาจากไหน”
หลิงเยี่ยผึ่งอกพูดอย่างแน่วแน่ ด้วยถือคติที่ว่า ในเมื่อเลือกที่จะเป็คนร่วมทางกันแล้ว ดังนั้นเื่ที่อยากรู้ก็ควรพูดออกไปตรง ๆ หากคนตรงหน้ามีเจตจำนงเดียวกัน จะต้องไม่ลังเลที่จะตอบข้อสงสัยให้กับผู้ถาม เหตุผลข้อนี้ชาวยุทธภพต่างรู้ดี
“ใครบอกว่าข้าไม่อยากรู้ เพียงแต่การฟื้นฟูความทรงจำมันง่ายดายเหมือนเด็ดยอดผักกาดั้แ่เมื่อไหร่ ลำพังแค่รักษาร่างกายภายนอกให้กลับมาใช้งานได้ปกติก็กินเวลาไปเกือบเดือน อาจารย์ข้าถูกเรียกว่าหมอเทวดาก็จริง แต่ไม่ใช่เทพเซียนที่มีพลังวิเศษเสียหน่อย”
“ก็จริงอย่างที่ท่านพูด ได้เจอท่านถือเป็การเปิดหูเปิดตาของข้าจริง ๆ”
หลิงเยี่ยเคยติดตามท่านอาจารย์เทียนเฉิงลงเขาสองครั้งจึงพอจะรู้เื่ในยุทธภพมาบ้าง แต่กระนั้นก็ยังต้องเรียนรู้อีกมาก หลังจากออกมาััพื้นที่ข้างนอกด้วยตัวเอง จึงรับรู้ได้ว่ายุทธภพที่แท้จริง กับยุทธภพในตำราช่างต่างกันนัก
.
ณ หมู่บ้านชุนไหล ตำบลต้าโจว
ป้ายขนาดเล็กที่ถูกปลวกแทะจนเกือบอ่านเส้นอักษรไม่ออก ทำให้หลิงเยี่ยหลุดขำในความบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ พอปรายตามองไปรอบ ๆ จนทั่วอาณาบริเวณ จึงได้พบความแปลกตาบางอย่างที่ชวนให้หลิงเยี่ยััได้ถึงความอบอุ่นสายหนึ่ง
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบนี้ค่อนข้างเป็มิตร ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ทุกคนผลัดกันส่งยิ้มมาให้หลิงเยี่ยกันยกใหญ่ เพราะแบบนี้ใช่หรือไม่ พี่ชายหวังจั่วซู่ถึงเสนอตัวช่วยเหลือหรงฉ่างั้แ่แรกเห็น ทั้งที่เขากับหรงฉ่างไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อกัน
ที่แท้ยุทธภพที่กว้างใหญ่ ก็ไม่ได้อันตรายไปเสียทุกแห่งหน
“ท่านอาจารย์ขอรับ ข้าเก็บเด็กได้หนึ่งคน เอากลับมาให้ท่านรักษา”
หลังเดินชมนกชมไม้เรื่อยมา ในที่สุดหลิงเยี่ยกับจั่วซู่ก็มาหยุดยืนข้างริมรั้วไม้ไผ่ที่ถูกพืชตระกูลถั่วทอดยอดยาวเป็หย่อม ๆ บางส่วนเลื้อยปกคลุมรั้วไม้ไผ่จนท่วมเขต ทำให้กระท่อมหลังนี้ดูเป็บ้านที่หนาแน่นไปด้วยความอบอุ่น
“ไอ๊หย๊าอาซู่ ในที่สุดเ้าก็มา นึกว่าจะมาไม่ทันมื้อเช้าเสียแล้ว” ชายชราหลังค่อมเดินวนเวียนอยู่หลังรั้ว แม้ไม่ได้ปรากฏตัวออกมาต้อนรับ แต่น้ำเสียงแว่ววานมาตามสายลม คอยทักทายจั่วซู่เป็ระยะ พอจั่วซู่เดินเข้าไปด้านใน หลิงเยี่ยก็เดินตามช้า ๆ อย่างว่าง่าย
ดวงตาของหลิงเยี่ยดูตื่นตาตื่นใจเมื่อได้เห็นกรงเล็กกรงน้อยตั้งอยู่ทุกจุดในบ้าน จั่วซู่บอกว่าสัตว์เหล่านี้าเ็เพราะกับดักของพรานป่าทั้งนั้น ทุกครั้งที่เข้าไปหาสมุนไพร เกิดบุญพาวาสนาส่งได้เจอพวกมันาเ็ใกล้ตาย ก็อดเก็บกลับมาไม่ได้
พอรักษาเสร็จ ก็จะปล่อยพวกมันคืนสู่ป่า นก หนู กระรอก กระต่าย งู ไม่เว้นแม้กระทั่งไก่ หวังจั่วซู่ก็ยังเก็บมันกลับมา จั่วซู่ยังบอกอีกว่า ตะกั่วพิษที่พกติดตัว เป็แค่ผงสมุนไพรพิษเจ็ดชนิดที่บดละเอียด ความร้ายแรงของมันแค่ทำให้หมดสติเท่านั้น ไม่เกินสองชั่วยามพิษก็จะสลายตัว ไม่เป็อันตรายถึงแก่ชีวิต มีไว้ไล่แมลง และใช้ป้องกันตัวเท่านั้น
“ข้าน้อยล่วงเกินท่านแล้ว ไป๋หลิงเยี่ยมีตาหามีแวว กล้าทำตัวอวดดีต่อหน้าท่าน หวังว่าพี่ใหญ่จะไม่ถือสา”
จู่ ๆ ไป๋หลิงเยี่ยวัยสี่ขวบ ก็หันมาประสานมือขออภัยจั่วซู่ ก่อนจะค้อมศีรษะคำนับอย่างจริงใจ ระหว่างนี้ก็คงต้องรอให้ไฉหรงฉ่างฟื้น จึงจะถามเอาความจากหรงฉ่าง ว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดท่านอาจารย์าุโต้องส่งไฉหรงฉ่างกับไป๋หลิงเยี่ยออกจากหุบเขา