แดดยามบ่ายคล้อยสาดผ่านเรือนไม้ในสำนักอวิ๋นหลัว ลานหินสีขาวสะท้อนแสงอ่อนจาง ขับให้เงาร่างของเหล่าศิษย์สาวที่นั่งฝึกฌานดูราวภาพวาด
กลีบดอกเหมยปลิวผ่านกลางลาน ร่วงลงบนตักของศิษย์หญิงชุดเขียว นางเงยหน้าขึ้นจากการหลับตาภาวนา แล้วเบือนสายตามองเรือนฝั่งตรงข้ามอย่างครุ่นคิด
“เ้าว่าเขายิ้มเป็หรือไม่?”
เสียงกระซิบเจื้อยแจ้วหลุดจากริมฝีปากนางในที่สุด
เพื่อนศิษย์อีกนางหรี่ตามอง “เขา?” ก่อนจะขานกลับเสียงต่ำ “ศิษย์พี่อวี้หลัน?”
“อืม ข้าเฝ้ามองเขามาเกือบปี ไม่เคยเห็นแม้แต่เงาของรอยยิ้ม”
“ข้าว่า… ไม่ใช่แค่เ้า ทั้งสำนักนี้ก็ไม่มีใครเคยเห็นศิษย์พี่อวี้หลันยิ้มเลยสักคนเดียว” อีกคนหนึ่งพูดพลางแสร้งถอนใจ
“เขาเหมือนคนไร้ชีวิต มีแต่วิชา มีแต่สมาธิ มีแต่กลิ่นเ็าเหมือนหิมะตกกลางใจ”
“หากใครทำให้เขายิ้มได้ ข้ายอมยกสมุนไพรหลิงหลัวทั้งหมดให้เลย” เสียงท้าทายถูกเอ่ยขึ้นพร้อมสีหน้าแน่นิ่ง... แต่แววตากลับเป็ประกายแอบหวังว่าจะไม่มีใครทำได้จริง
ไป๋เฟย ซึ่งนั่งอยู่เงียบ ๆ ด้านข้าง ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
ปลายนิ้วที่วางบนตักยังขยับตามจังหวะลมหายใจสงบ แต่ดวงตากลับไม่สงบตาม
“เ้าพูดจริงหรือ?”
เสียงนางใสราวกระดิ่งสายลม แต่ในความใสกลับมีเสี้ยมเสียดซ่อนอยู่
เพื่อนสาวทั้งสองหันขวับมองทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็แววระแวง
“จริงสิ! แต่ข้าว่าเ้าคงไม่กล้า ถึงเ้าจะหน้าสวย แต่ศิษย์พี่อวี้หลันไม่ใช่ชายที่ใครยั่วได้ง่าย ๆ”
“ข้าแค่ต้องทำให้เขายิ้ม ไม่ได้ล่วงเกิน ไม่ผิดกฎสำนักเสียหน่อย” ไป๋เฟยกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ริมฝีปากสีพีชยกขึ้นมุมหนึ่งราวกับนักล่าที่พึ่งจับเหยื่อในใจ
“เขาไม่ใช่คนที่จะยิ้มเพราะคำพูดตลกหรือของขวัญน่ารักนะไป๋เฟย ข้าเตือนด้วยความหวังดี”
“ใครบอกว่าข้าจะใช้ของพวกนั้นล่ะ?”
เสียงนางเบาราวกับกระซิบกับลม หางเสียงแฝงแรงสั่นะเืประหลาด
ไป๋เฟยลุกขึ้นยืนอย่างอ้อยอิ่ง ปัดเสื้อคลุมฝุ่นเบา ๆ แล้วเดินผละออกจากลานฝึกช้า ๆ แต่หลังแผ่นหลังนั้นกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันตราย
ศิษย์พี่อวี้หลัน... ชายหนุ่มที่ไม่เคยยิ้มให้ใคร
คืนนี้... เขาจะยิ้มให้ข้า
ไม่ใช่เพราะความขบขัน... แต่เพราะข้า จะทำให้เขาทนไม่ไหวเอง
…
ยามจื่อ ลมกลางคืนแทรกผ่านแนวไม้หอมบนเขาสูง ส่งกลิ่นสนจาง ๆ ปนกลิ่นหยกแร่ในหินเก่าแก่ของสำนักอวิ๋นหลัว
เงาเงียบทอดผ่านเรือนศิษย์พี่ผู้สูงศักดิ์ ขณะที่ไป๋เฟยกำชายเสื้อคลุมผ้าขาวบางแน่น ดวงตาคมกล้าฉายแววแน่วแน่และเ้าเล่ห์ในเวลาเดียวกัน
เรือนของอวี้หลันอยู่แยกจากเรือนรวมของเหล่าศิษย์ชาย เงียบ วังเวง และห้ามผู้ใดรบกวน
แต่นางย่อมไม่ใช่ “ผู้ใด” ที่เขาจะกันได้
เสียงฝีเท้าเปล่าแตะลงบนไม้เงียบสนิท ขณะร่างบางย่องไปตามระเบียงใต้แสงจันทร์สลัว
ในมือของนางมีถาดชา ที่ตั้งใจทำให้ร้อนพอให้ “พลาด”
อีกมือนั้นยกชายเสื้อบางให้พ้นปลายเท้า เผยเรียวขาขาวนวลแนบเนื้อชื้นเย็น
“ข้าก็แค่มาเยือนศิษย์พี่อย่างสุภาพ ไม่ผิดกฎอันใดเลย... ใช่หรือไม่?”
นางกระซิบกับตัวเองอย่างหยอกล้อ ยิ้มมุมปากก่อนผลักประตูไม้เข้าไป
ภายในเรือนมีเพียงแสงเทียนเพียงเล่มเดียวที่ตั้งนิ่งบนโต๊ะไม้ดำ
ชายผู้เป็เ้าของเรือนนั่งหลังตรงอย่างมั่นคง ผมยาวถูกรวบหลวม เสื้อคลุมสีหมึกปิดมิดชิดจนไม่เห็นรูปร่างใด ทว่ากลับขับให้แผ่นหลังดูสงบน่าเกรงขาม
เขาไม่ได้หันมามองนาง
ไม่ได้เอ่ยคำต้อนรับ
แต่กลับเอ่ยเสียงเรียบขณะจิบชาโดยไม่เหลือบตา
“ยามนี้ไม่ควรมีใครมาเยือน ข้ามีธุระฝึกภายใน”
“เช่นนั้นข้าไม่ใช่ใครอื่นหรอกเ้าค่ะ ข้าเป็แค่ศิษย์น้องคนหนึ่ง ที่หวังจะถวายชาให้ศิษย์พี่พักผ่อนดีขึ้น”
เสียงของไป๋เฟยไพเราะอ่อนหวาน แต่ทุ้มต่ำกว่าปกติอย่างจงใจชวนฝัน
นางวางถาดชาไว้ตรงหน้าเขา ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวอ้อมไปด้านหลัง
ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงที่ไหล่กว้าง ลากช้า ๆ ข้ามแนวกระดูกไหล่ที่แข็งตึง
เขาไม่ปัด ไม่ปฏิเสธ ไม่แม้แต่ขยับ
นางโน้มตัวลงชิดข้างใบหู กระซิบเสียงเบาจนลมหายใจแนบผิวเขา
“ข้าไม่เคยเห็นศิษย์พี่ยิ้มเลยสักครั้ง ศิษย์พี่ช่วยยิ้มให้ข้าสักนิดได้หรือไม่เ้าคะ?”
เสียงนั้นราวกับหยอดหยกลงในน้ำ แ่เบาและเย้ายวน ในขณะที่ปลายนิ้วของนางไล้ผ่านรอยผูกเสื้อเขาลงต่ำเรื่อย ๆ
แม้เขายังไม่ตอบสนอง ไป๋เฟยก็ยิ่งมั่นใจว่าแผนยั่วของตนเริ่มได้ผล
ทันใดนั้น...
นางเอื้อมหยิบกาน้ำชา ตั้งใจรินอย่างบอบบาง แล้ว “อ๊ะ!”
น้ำชาร้อนรินใส่อกตนเองเต็ม ๆ ผ้าคลุมบางเปียกแนบเนื้อจนเห็นทุกส่วนชัดเจน
ยอดอกสีอ่อนชูชันเพราะอากาศเย็น
หยดน้ำชาเกาะผิวขาวนวลราวไข่มุกที่หล่นบนหยก
นางแสร้งทำหน้าใ ก้มลงปัดผ้าอย่างลนลาน แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับยิ่งเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจนยิ่งขึ้น
เขาวางถ้วยชาลงเงียบ ๆ
แล้วจึงหันมามองนางช้า ๆ
ดวงตาคมกริบประสานสายตากับนางตรง ๆ โดยไม่หลบ
สายตานั้นไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป… แต่มืดเข้มลึกล้ำกว่าที่ไป๋เฟยเคยเห็น
“เ้า... คิดว่าข้าจะไม่รู้ว่าเ้าเข้ามาด้วยเหตุใดหรือ?”
น้ำเสียงเขายังคงเรียบ แต่กดต่ำอย่างอันตราย
ไป๋เฟยเม้มปาก ยิ้มอย่างท้าทายทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนมือเย็น
“ข้าแค่อยากเห็นรอยยิ้มของท่านสักครั้ง มิได้คิดอะไรเกินเลยเลยนะเ้าคะ”
“อืม...” เขาลุกขึ้นยืนช้า ๆ สูงกว่านางหนึ่ง่หัว ไหล่กว้างทาบร่างนางใต้แสงเทียน
“ในเมื่อเ้ายั่วข้า... เ้าก็ต้องรับผล”
เสียงเขากระซิบใกล้ใบหู พร้อมกับจับข้อมือนางพลิกตัวแนบกับโต๊ะไม้ทันที
ไป๋เฟยสะดุ้ง ร่างแนบติดกับผิวโต๊ะที่เย็นเยียบ
ชายเสื้อคลุมของนางหลุดจากบ่าด้วยแรงดึงเบา ๆ เผยแผ่นหลังเนียนนุ่มและอกที่เปียกชุ่ม
มือเขาประคองที่ต้นคอ... ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปข้างลำตัวอย่างช้า ๆ
ลมหายใจอุ่นของเขาเป่าชิดต้นคอ
“เ้าบอกว่าอยากให้ข้ายิ้ม เช่นนั้นข้าก็จะยิ้มให้ทุกครั้งที่เ้าร้องชื่อข้า”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ... บทลงโทษที่ไป๋เฟยไม่มีวันลืม