ยูดาสในขณะนี้ได้รับรู้ถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็าเมื่อร้อยปีก่อน ฉนวนที่ทำให้เกิดความหายนะของโลก มนุษย์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ มนุษย์ที่ต้องหลบซ่อนเพราะว่าไม่สามารถเอาชนะพวกกลายพันธุ์ได้
มีเพียงแค่ฐานที่มั่นสุดท้ายของมนุษย์ที่สามารถจะยืนหยัด และต่อกรกับเหล่าสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เหล่านี้ได้
สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ถูกแบ่งออกเป็สองประเภท
ประเภทแรกคือพวกวอร์คเกอร์(Walker) คือพวกกลายพันธุ์ที่ไม่มีสติปัญญา พวกวอร์คเกอร์พวกนี้จะมีให้เห็นอยู่ทั่วไป พวกมันใช้สัญชาตญานดิบของตัวเองในการล่าอาหาร ระดับอันตรายอยู่ที่เลเวล 1-2 เท่านั้น
ประเภทที่สองคือพวกมิวแทนท์(Mutant) พวกนี้มีสติปัญญา พวกมันนั้นสามารถใช้สติปัญญาของพวกมันเรียนรู้สิ่งต่างๆ พวกมันถึงจะบอกว่ามีสติปัญญาแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นมนุษย์ แต่ถึงจะอย่างนั้นพวกมันก็มีพละกำลังและความเร็วที่มากกว่ามนุษย์มากมายนัก ระดับความอันตรายอยู่ที่ เลเวล 3-9 โดยที่ระดับ 9 นั้นเป็มิวแทนท์ที่อันตรายถึงขนาดที่สามารถทำลายเมืองทั้งเมืองได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
โชคดีที่มิวแทนท์ระดับ 9 ถูกจัดการลงเสียก่อนที่มันจะได้มีโอกาสจัดการกับมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่
ยูดาสที่ได้รับข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับพวกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์แล้ว เขาก็ได้แต่นั่งกอดอกคิดอะไรบางอย่างอยู่ เขาที่เป็จอมเวทย์ขั้นสูงหากให้เทียบความแข็งแกร่งกับพวกมิวแทนต์ ระดับของเขาอยู่ที่ระดับ 4 ไม่ก็ 5 เขาอาจจะสู้ระดับ 6 ได้อย่างสูสีแต่ก็มีสิทธิ์ที่จะแพ้อยู้เหมือนกัน ระดับ 7 ถึง 9 เขาพูดได้คำเดียวหากเขาเจอพวกมันสิ่งที่เขาทำได้คือวิ่ง วิ่งเท่านั้น
“ชิ ไม่คิดว่าจะมีตัวบ้าพวกนี้วนเวียนอยู่บนโลก แบบนี้เราคงไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้”
โลกนี้อันตรายกว่าที่ยูดาสคิดไว้มาก เขาได้แต่ถอนหายใจ หากเขา้าจะเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนบนโลกนี้ได้สะดวกละก็ เขาต้องมีระดับอย่างตำคือ จอมเวทย์ระดับแกรนมาสเตอร์
ยูดาสนั่งคิดไปเรื่อยๆ ในขณะที่ไดอันน่าจิบกาแฟและนั่งรอดูปฏิกริยาของเขา ยูดาสได้แต่ถอนหายใจและพูดขึ้น
“ทีนี้เธอ้าให้ฉันทำยังไง ฉันเข้าใจแล้วว่าฉันออกจากที่นี่ไม่ได้ ในตอนนี้”
ไดอันน่าค่อยๆจิบกาแฟต่อไปก่อนที่จะพูดขึ้น
“ฉันอยากรู้เกี่ยวกับเวทย์มนที่เธอใช้”
ไดอันน่าถามตรงๆ เธอเป็สาวประเภทที่ไม่ชอบการโกหกหลอกลวง ยูดาสมองไปที่ไดอันน่า ก่อนที่จะพยักหน้า เวทย์มนไม่ใช่เื่อะไรที่เป็ความลับอยู่แล้ว ที่โลกของเขาการแสดงเวทย์มนถือเป็กิจกรรมอย่างหนึ่งที่เหล่าขุนนางชอบทำกัน เพื่อนสร้างมิตรสัมพันธ์กับจอมเวทย์คนอื่นๆ เขาเองก็เข้าร่วมงานพวกนี้บ่อยๆ เขาจัดว่าเป็อิจฉริยะในรอบพันปี อายุเพียงสิบห้าก็สามารถขึ้นมาเป็จอมเวทย์ขั้นสูงได้แล้ว
“เธอ้ารู้เกี่ยวกับอะไร เธอมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเวทย์มนมากแค่ไหน”
ไดอันน่าคิดอยู่สักครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดขึ้น
“เท่าที่รู้ จอมเวทย์หรืออะไรทั้งหลายจะใช้เวทย์ผ่านไม้คทา และก็มีไม้กวาดบินได้ ดูจากหนังเมื่อร้อยปีก่อน”
ที่นี่มีหนังและสื่อบันเทิงมากมาย แต่ของเมื่อร้อยปีก่อนเท่านั้น บนโลกในตอนนี้ยังไม่มีใครมีความสามารถพอที่จะสร้างสรรสิ่งบันเทิงขึ้นมาได้ พวกเขาไม่รู้ว่ามนุษย์จะสูญสิ้นเมื่อไหร่ เต็มที่สื่อบันเทิงที่มีก็แค่วงดนตรีที่แสดงบนเวทีทั่วไป และการแสดงละคร งานเทศการต่างๆที่ไม่ได้ใช้ความซับซ้อนมากนัก
ยูดาสถอนหายใจ ไม้คทา ไม้กวาดบินได้ อะไรละนั่น เขาทำการอธิบายพื้นฐานของการใช้เวทย์มนให้กับไดอันน่าทันที
“เวทย์มนเกิดขึ้นโดยการใช้ความคิดและควบคุมกระแสมานาที่อยู่รอบๆตัว มานาคือแหล่งพลังงานของจอมเวทย์ทุกคน มันเหมือนกับอากาศที่ไว้ใช้หายใจ ทุกสิ่งมีชีวิตมีมันไม่มากก็น้อย แต่การที่จะนำมันออกมาใช้นั้นใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำได้ ตามทฤษฏีของมหาเวทย์เมอร์ลิน การที่จะใช้เวทย์ได้นอกจากต้องสามารถควบคุมการไหลเวียนของมานาได้แล้ว จะต้องคุ้นเคยกับธาตุนั้นๆด้วย เช่น หาก้าใช้เวทย์แห่งไฟ จะต้องรู้ว่าเปลวไฟเกิดขึ้นได้อย่างไร มันเคลื่อนไหวอย่างไร และ มันมีพฤติกรรมยังไง ดูนี่”
ยูดาสสาธิตการใช้เวทย์ระดับนักเวทย์ฝึกหัดให้กับไดอันน่าได้ดู สิ่งที่เขาทำคือการควบคุมมานาก่อให้เกิดเปลวไฟ
เปลวไฟค่อยๆลุกขึ้นจากในมือของยูดาส ไดอันน่ามองไปที่มือของเขาด้วยแววตาที่เปิดออกกว้าง การได้ยินกับการได้เห็นความรู้สึกมันแตกต่างกันมาก
“เปลวไฟนี้เกิดจากการควบคุมมานาในร่างกายของฉัน ให้มีลักษณะคล้ายกับเปลวไฟ หากมองด้วยตาเปล่าจะเป็มันเป็เปลวไฟ แต่หากมองด้วยดวงตาแห่งเวทย์ จะเห็นมันเป็เพียงกระแสเวทย์ที่มีลักษณะของเปลวไฟเท่านั้น หรือเรียกง่ายๆคือการทำให้มานานั้นเรียนแบบธาตุต่างๆตาม้าผ่านทางการควบคุมยังไงละ”
ไดอันน่าที่ได้ยินแบบนั้นเธอก็เข้าใจบางอย่างทันที เธอบอกให้กับยูดาสได้ฟัง
“ฟังดูแล้วเหมือนมานาคือโมเลกุล”
“โมเลกุล?”
ยูดาสไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน ไดอันน่ายิ้มก่อนที่จะพูดขึ้น
“โมเลกุล เป็ส่วนที่เล็กที่สุดของสสารซึ่งสามารถดำรงอยู่ได้ตามลำพังและยังคงความเป็สารดังกล่าวไว้ได้ โมเลกุลประกอบด้วยอะตอมของธาตุมาเกิดพันธะเคมีกันกลายเป็สารประกอบชนิดต่างๆ ใน 1 โมเลกุล อาจจะประกอบด้วยอะตอมของธาตุทางเคมีตัวเดียว เช่น ออกซิเจน (O2) หรืออาจจะมีหลายธาตุก็ได้ เช่น น้ำ (H2O) ซึ่งเป็การประกอบร่วมกันของ ไฮโดรเจน 2 อะตอมกับ ออกซิเจน 1 อะตอม หากโมเลกุลหลายโมเลกุลมาเกิดพันธเคมีต่อกัน ก็จะทำให้เกิดสสารขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ เช่น (H2O) รวมกันหลายโมเลกุล เป็น้ำ”
ยูดาสฟังจากที่ไดอันน่าพูด เขาทำถ้าคิด เขานั้นจับจุดชนจุด เขาถึงจะไม่รู้ว่าอะตอมและโมเลกุลคืออะไร แต่เขารู้สึกว่ามันใช่ ภายในมานาเขานั้นััลึกลงไป มานานั้นมีการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างที่ไม่ชัดเจนอยู่ เขาเคยทดสอบนำอะไรบางอย่างที่เคลื่อนไหวนั้นมาผสมรวมกัน มันเกิดเป็ธาตุต่างๆ เขามั่นใจว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในมานานั้นเป็ตัวกลางสำคัญที่ทำให้เกิดธาตุต่างๆขึ้น
หากยูดาสสามารถอธิบายสิ่งที่เขาทำได้ ไดอันน่าจะต้องใมากแน่ๆ เธอคงไม่เชื่อว่าจะมีใครสามารถควบคุมสสารที่เล็กที่สุดอย่างอะตอมได้แน่นอน
ยูดาสในตอนนี้รู้สึกสนใจขึ้นมา เขามองไปที่ไดอันน่าก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยความมุ่งมั่น
“ช่วยสอนสิ่งที่เธอรู้ให้กับฉันด้วย!”
ไดอันน่ายิ้ม เธอคิดในใจ “เสร็จละ” ไดอันน่านอกจากจะเป็หัวหน้าของฐานทัพหลักที่สอง เธอยังเป็นักวิทยาศาตร์ที่หาตัวได้อยากอีกด้วย จากนี้ไปเธอจะทดสอบ อะแห่ม สอนยูดาสอย่างสุดความสามารถของเธอ